Travel Diary: Winston-Salem Eats

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

This is my second post in the Winston-Salem series, featuring our gastronomic journey through this beautiful old town. One of the main reasons we picked Winston-Salem as our destination was because of the Big Sip Festival. This is an annual event, where local venues gather to showcase their craft beverage offerings. We were lucky that this took place right at the very end of February. Had it been scheduled just a few weeks later, it would surely have been canceled, like all other events around town, because of coronavirus!

นี่เป็นโพสต์ลำดับที่สองของซีรี่ส์นำเที่ยวเมือง Winston-Salem ซึ่งเราจะพาไปชิมของอร่อยๆที่ได้มีโอกาสไปลิ้มลองกันมาในเมืองเก่าแก่แห่งนี้ ที่เราเลือกมาที่นี่นั้นมีต้นสายปลายเหตุมาจากที่คุณสามีไปอ่านเจอว่าเค้ากำลังจะจัดเทศกาลที่มีชื่อว่า Big Sip Festival ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่เหล่าบรรดาผู้ประกอบกิจการค้าเครื่องดื่มท้องถิ่นแถบนี้มารวมตัวกันเพื่อนำเสนอสินค้าตัวใหม่สู่ผู้บริโภคอย่างเราๆ โชคดีที่ว่างานนี้จัดขึ้นตอนปลายเดือนกุมภา ถ้าเลทไปอีกไม่กี่อาทิตย์คงจะได้ถูกแคนเซิลกันตามระเบียบ ด้วยอภินันทนาการจากพิษโควิด-19

The event took place at Benton Convention Center, right in the heart of downtown. We opted for the earlier admission round at 1 pm, hoping to avoid the crowd, which turned out to be a good call. We waited about 20 minutes in line before it was our turn to get in.

งานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุม Benton Convention Center ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เค้ามีรอบให้เข้าชมสองรอบ เราเลือกรอบเช้าบ่ายโมง ด้วยความหวังว่าคนคงจะยังไม่เยอะนัก ไปถึงคนก็ไม่เยอะจริงๆ เข้าแถวรออยู่ประมาณซักยี่สิบนาทีก็ได้เดินเข้างาน

There was a decent number of people but I wouldn’t call it too crowded, which was very nice. Some booths were more packed than others, but we didn’t have to wait that long to get samples of anything. There were so many interesting concoctions being offered, and these guy were generous with their pours! 😆 I had to dump some (they have waste buckets everywhere, I imagine for this very purpose) in my attempt not to get too boozy. 😅

คนดูเหมือนจะเยอะ แต่เทียบกับงานประมาณเดียวกันที่เมืองใหญ่ๆอย่างแอลเอแล้วถือว่าคนยังน้อยมาก บางซุ้มคนเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องคอยนาน แต่ละเจ้าแข่งกันนำเสนอของแปลกๆใหม่ๆที่ล้วนแล้วแต่หน้าตาดีไม่แพ้กัน แถมมีตัวอย่างมาให้ชิมกันฟรีแบบไม่มีการขี้เหนียว 😆กรึ๊ปไปกรึ๊บมาต้องคอยเททิ้งไปบ้าง (เค้ามีถังวางอยู่เป็นระยะๆทั่วงานเพื่อการนี้โดยเฉพาะ) เพราะเริ่มจะรู้สึกมึนๆเล็กน้อย 😅ไม่งั้นอาจเมาไม่รู้ตัว

My most favorite drink of the day was this heavenly mixture called the ‘Morning After’ from Cultivated Cocktails Distillery in Asheville. It was coffee liqueur, mixed with salted cocoa nibs, syrup, lavender water, and cream – aka perfection! 😍It was so addictive I went back a couple of times to keep getting more and more. 😊

ชิมมาหมดแล้วแก้วที่ถูกใจที่สุดคือเจ้า ‘Morning After’ จากซุ้มของร้าน Cultivated Cocktails Distillery จากเมือง Asheville เค้าเอาเหล้ากาแฟไปผสมกับเกร็ดโกโก้ น้ำเชื่อม น้ำสกัดจากลาเวนเดอร์ และครีมสด ออกมาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รสชาติกลมกล่อมสมบูรณ์แบบ จิบแล้ววางไม่ลงจริงๆ เราแอบย้อนกลับไปชิมแล้วชิมอีกอยู่หลายรอบจนเค้าจำหน้าได้ 😊

Aside from craft beverages, they also have a mac & cheese cook off at this same event. We sampled all the creative inventions from participating local restaurants. Each has its own flair, from 5 different kinds of cheeses to Mexican style with nacho chip, topped with cracklins, or southern style with pulled pork barbecue – all delicious in their own unique ways!

นอกจากการออกร้านเครื่องดื่มแล้ว เทศกาลนี้ยังรวมไปถึงการประกวดอาหารอเมริกันยอดฮิต – มักกะโรนีอบชีส ร้านอาหารชื่อดังทั่วเมืองมาแข่งกันคิดค้นเมนูแปลกๆที่แหวกแนวไปจากต้นฉบับดั้งเดิม มีเจ้านึงเอามักกะโรนีไปอบชีส 5 อย่าง อีกเจ้าทำสไตล์เม็กซิกันใส่ข้าวเกรียบ nacho หรือจะโรยหน้าด้วยหนังหมูทอดกรอบ ทำเป็นสไตล์อาหารปักษ์ใต้ใส่หมูอบบาร์บีคิว แต่ละเจ้าก็อร่อยไปคนละแบบ

Besides the festival, we also got to check out other popular eating spots around town. First up was Slappy’s Chicken, where we tried their famous juicy fried chicken with spicy homemade sauce. The chicken was as good as advertised, as were their sides!

ของอร่อยๆในเมืองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเทศกาลที่เราไปมา เราได้ไปแวะชิมอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้หลายที่ เริ่มต้นกันด้วยไก่ทอดเนื้อนุ่มราดด้วยซอสพริกสไตล์คล้ายๆของเมืองแนชวิลล์จากร้าน Slappy’s Chicken ไก่ของเค้ากรอบนอกนุ่มในสมคำโฆษณา แถมเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาด้วยก็รสดีไม่แพ้กัน

We stopped for a couple of beers at Foothills Brewing, while waiting for our dinner reservation…

แวะจิบเบียร์เย็นๆกันที่ Foothills Brewing ในระหว่างที่นั่งรอให้ถึงเวลาดินเนอร์

Spotted this cool building on 4th Street while walking from Foothills to Mozelle’s.

เดินผ่านตึกสวยตึกนี้บนถนน 4th Street ระหว่างทางที่เดินจากร้านเบียร์ไปร้านอาหาร เลยอดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้

Next, we had dinner at Mozelle’s. Everybody said not to miss their tomato pie, so of course that’s what we ordered! It was very good, although I have to say not quite as good as Joel’s homemade tomato pie with our home grown tomatoes, but it was pretty darn close. 😊Their other dishes were really good too. We got the brussel sprouts appetizer and the lemony chopped kale salad, both of which were super yummie. 😋

จากนั้นจึงไปต่อกันที่ร้าน Mozelle’s ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านชื่อดังของเมืองนี้ ใครๆบอกมาว่ามาที่นี่ห้ามพลาดพายมะเขือเทศ เราเลยต้องสั่งมาลองดูกันซักหน่อย ชิมแล้วก็อร่อยจริงสมคำร่ำลือ แต่ขอบอกด้วยความลำเอียงเล็กน้อยว่าพายมะเขือเทศของเชฟ Joel ที่ทำจากมะเขือเทศที่เราปลูกเองนั้นอร่อยกว่าของเค้าซะอีก 😊อาหารจานอื่นๆของที่นี่ที่เราได้สั่งมาลองมี กะหล่ำจิ๋วทอดกรอบ กับสลัดผักเคล ซึ่งคล้ายๆกับคะน้าฝรั่ง เค้ายำมาใส่น้ำมะนาวแล้วโรยหน้าด้วยเมล็ดสนกับชีส รสชาติกลมกล่อมถูกปากดีทั้งคู่

The next night we switched gears to Mexican, with dinner at Crafted. The service here was top-notch, despite how crowded it was. And food was really good too. We had the stuffed avocado, which came highly recommended, and certainly did not disappoint. They had a wide variety of choices for tacos – the two we picked were both delicious!

คืนต่อมาเราเปลี่ยนบรรยากาศไปลองอาหารเม็กซิกันที่ร้าน Crafted กันบ้าง บริการที่นี่สุดยอดมาก ทั้งๆที่คนตรึมแน่นร้าน แต่ทุกอย่างมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็วทันใจ แถมรสชาติดีเลิศไม่แพ้กัน เราสั่งอโวคาโดยัดไส้ ซึ่งหลายคนแนะนำ มาถึงก็อร่อยจริงอย่างเค้าว่า ที่นี่มีทาโก้ให้เหลือหลายรส เราสั่งมาลองกันสองอย่าง ก็อร่อยทั้งคู่

For our last meal in town, we stopped by at 18 Malaysia, because I was craving Asian food, 🙄and this seems to be one of the best choices in town. It was a bit out of the way, but proved to be well worth the detour. After eating in, I ordered a bunch of to-gos so I could eat off of it for lunch when we got home! 😊

มื้อสุดท้ายก่อนกลับ เราเกิดความอยากอาหารที่คุ้นปากขึ้นมา 🙄ก็ไปเจอร้าน 18 Malaysia ของประเทศเพื่อนบ้านที่เรทติ้งดูดีไม่น้อย ถึงจะออกนอกเส้นทางไปเล็กน้อย แต่ก็คุ้มค่ากับการเสียเวลา อาหารอร่อยจนกินเสร็จแล้วยังแอบสั่งตุนกลับบ้านไว้ไปกินเป็นมื้อเที่ยงต่ออีกรอบ 😊

Travel Diary: Winston-Salem Stays

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

During the one-week break in between our Winter and Spring Hiking Series, we took the opportunity to go on a mini weekend trip to Winston-Salem. I had been there once, years ago, with friends in college, but don’t really remember much about it. Joel, on the other hand, had never been. This was right before the coronavirus outbreak situation became serious in this country. Looking back on it, we were so glad we decided to go! We don’t know how long it will be until we can safely take another trip anywhere again… 😔

เมื่อเดือนที่แล้ว เรามีเวลาว่างหนึ่งสัปดาห์หลังจากจบโปรแกรมเดินป่าหน้าหนาวก่อนโปรแกรมเดินป่าฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้น เลยได้ถือโอกาสขับรถไปเที่ยวกันที่เมือง Winston-Salem ที่เลือกเมืองนี้ก็เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ห่างไปไม่ไกลมาก แถมคุณสามียังไม่เคยไปมาก่อน ส่วนตัวเราเคยไปกับเพื่อนสมัยเรียน แต่ก็นานมากแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ 😝ตอนแรกคิดอยู่นานว่าจะไปดีมั้ย หรือว่าจะหยุดอยู่บ้านเอาแรงดี ช่วงนั้นสถานการณ์โควิดในประเทศนี้ยังไม่ค่อยรุนแรงมาก ตอนนี้มาแอบดีใจเล็กๆที่ตัดสินใจไปกัน เพราะดูลาดเลาแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะต้องรอกันอีกนานเท่าไหร่ถึงจะมีโอกาสไปไหนๆได้อีก 😔

Despite it being a short weekend trip, the weather was perfect so I took a bunch of pictures 😊. I was debating on how to organize these, and ended up deciding to break them up into 4 different posts; stays, eats, sees, and arts. This post is the first in the series.

ถึงแม้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่โชคดีที่อากาศดี แม้จะหนาวแต่ก็ไม่มีฝน เลยถ่ายรูปกลับมากันตรึม 😊คิดอยู่นานว่าจะแบ่งโพสต์ยังไงดี สุดท้ายเลือกแบ่งเป็นสี่ตอน ‘พัก’ ‘กิน’ ‘ดู’ และ ‘ศิลปะ’ วันนี้มาเริ่มกันกับตอนแรกก่อนเลย

I’m starting with this place we did *not* stay at, but totally wish we did 😆! The Graylyn Estate came highly recommended by numerous travel guides I read about on Winston-Salem. We considered booking a room here, but it was a little further from downtown, where we would like to be, and also the price point was a little higher than what we were planning on spending. We did however make a trip there, just to see what the fuss was all about. And I get it. The place was immaculate. It would probably have been well worth the price tag they are charging, judging from what we saw.

มาเริ่มกันด้วย Graylyn Estate ที่ซึ่งเราแอบเสียใจอยู่เล็กน้อยที่ไม่ได้ไปพักกัน 😆ก่อนไปอ่านไกด์นำเที่ยวมาหลายแห่ง ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ไปพักที่นี่ แต่เช็คดูแล้วราคาดูจะสูงเกินงบไปหน่อย แถมอยู่ไกลจาก downtown พอสมควร เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า แต่ไปถึงก็ยังอดไปแอบด้อมๆมองๆดูไม่ได้ว่าทำไมเค้าถึงเชียร์กันนักหนา ไปเห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่าสถานที่เค้าโอ่อ่าสมคำร่ำลือจริงๆ ดูแล้วคาดว่าน่าจะดีงามตามราคา

The property sits on a large piece of land, with a little pond on one side. The stone bridge at the end added to the picturesque quality. This spot would be perfect for a morning or evening stroll. This is one of the largest private residences in North Carolina, second only to the Biltmore Estate in Asheville.

ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนที่ผืนใหญ่ ข้างนึงมีสระน้ำไว้ให้เดินชม สุดฝั่งเป็นสะพานหินที่ทำไว้ให้ดูเก๋ไก๋ ถ้าพักที่นี่คงต้องหาเวลามาเดินทอดน่องช่วงสายๆหรือไม่ก็เย็นๆ น่าสบายอารมณ์ดีแท้ ที่นี่เค้าขึ้นแท่นเป็นบ้านพักส่วนตัวที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า รองมาจาก Biltmore Estate ในเมือง Asheville

The inside was as impressive as the outside. We stopped by the bar in the basement for a quick drink after our self-guided tour.

ด้านในดูโก้หรูไม่แพ้ด้านนอก เราเข้าไปอุดหนุนสั่งดริงค์ที่บาร์ชั้นใต้ดินหลังจากเดินทัวร์รอบอาคาร

Now, moving on to the place we actually stayed at… Right before the trip, I got a referral email from a dear friend who just found out we had never stayed at an airbnb. I browsed through the list of offerings in Winston-Salem and this particular tiny house caught my attention. I showed it to Joel and he was on board, so we went ahead and booked it. Initially we planned to stay for both Friday and Saturday nights, but by the time we decided on it, Saturday night was already taken. We reasoned that it was probably for the best, since this place too was quite a bit away from downtown. We decided we could stay for one night, just to get a taste of what it was like, then move downtown for the second night. As it turned out, one night in the tiny house was more than what we needed! 😝

ต่อไปเป็นที่ที่เราไปพักกันมาจริงๆ 😄ก่อนจะไปเผอิญได้คุยกับเพื่อน ซึ่งพอรู้ว่าเรายังไม่เคยลองใช้บริการ airbnb นางเลยจัดการส่งคูปองส่วนลดมาให้ พอลองเสิร์ชดูก็ไปเจอบ้านจิ๋วหลังนี้ที่เกิดเตะตาขึ้นมา คุณสามีเองก้อเห็นดีด้วย ตอนแรกจะจองทั้งสองคืนวันศุกร์และเสาร์ แต่พอไปจองเข้าจริงปรากฎว่าคืนวันเสาร์ไม่ว่างซะแล้ว เหลือแต่คืนวันศุกร์ คิดไปคิดมา เออก็ดีเหมือนกัน เพราะทำเลอยู่ห่างจาก downtown เช่นกัน เอาเป็นว่าอยู่ซักคืนแล้วค่อยย้ายเข้าไปในเมืองละกัน ดีนะที่จองแค่คืนเดียว 😝

We stopped by to check in on Friday afternoon. This place was only 10 minutes drive from town, but felt like a world away! There were two different tiny houses on the property, which was some kind of a farm. The red barn was also another airbnb rental.

เราแวะเข้าไปเช็คอินตอนบ่ายวันศุกร์ บ้านจิ๋วหลังนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 นาที แต่ดูบรรยากาศแล้วเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยก็ว่าได้ ที่นี่เค้าเป็นฟาร์ม มีบ้านจิ๋วไว้ให้เช่าอยู่สองหลัง โรงนาหลังแดงๆในรูปก็เช่าอยู่ได้ด้วยเหมือนกัน

Having seen tiny houses on TV, this was the first time we had seen one in person. It was indeed tiny, as advertised! There was just barely enough space for the essentials, not to mention room for the both of us. Joel has had his fair share of practice from our numerous trips to Asian countries, so he was quite an expert on how to maneuver one’s self in tiny spaces. 😆I, on the other hand, kept bumping into things as I moved around. I was a little apprehensive when I first found out that the place came with a compose toilet. But I convinced myself it would be ok, we were only staying there for one night after all. Without going into too much details, all I’d say is that it was quite an experience, and I was so grateful for my dearest husband who took care of ‘cleaning things up’ as the manual instructed before we checked out. 😝

ก่อนไปเคยเห็นบ้านจิ๋วก็แต่ในทีวี เพิ่งเคยมาเห็นของจริงครั้งแรกก็คราวนี้เอง จิ๋วสมชื่อจริงๆ ข้างในเหมือนจะมีทุกอย่างครบ แต่ดูท่าสถาปนิกจะใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อย เข้าไปกันสองคนก็เต็มบ้านไม่เหลือที่แล้ว คุณสามีเคยมีประสบการณ์กับที่ต่ำเตี้ยมาเยอะเพราะไปเที่ยวเอเชียบ่อย หลังจากเดินหัวโขกมาหลายรอบ 😆แต่ตัวเราเองนี่สิ ปรกติก็ซุ่มซ่ามอยู่แล้ว พอมาเจอที่แคบๆแบบนี้เลยแย่ หันไปทางไหนก็ชนโป๊กๆ แถมอีกอย่างที่เพิ่งค้นพบเมื่อมาถึงก็คือ ไม่มีส้วมชักโครก 😐 แต่เป็นส้วมหลุมที่แยกช่องรับการถ่ายหนัก-เบาไปคนละทางไม่ให้ปนกันเพื่อลดกลิ่น หน้าตาก็เหมือนส้วมปรกติ แต่เค้ามีข้อบังคับใช้ติดไว้บนฝาส้วมที่อ่านดูแล้วแทบจะไม่อยากใช้ เราปลอบใจตัวเองว่าอยู่แค่คืนเดียวคงไม่เป็นไร ต้องขอขอบคุณสามีผู้น่ารักที่ช่วยเป็นธุระ ‘จัดการ’ กับสิ่งปฏิกูลตามคู่มือการใช้งานก่อนเช็คเอาท์ 😝

We left to do some more sightseeings, then grabbed dinner in town. By the time we got back, it was freezing cold. Even inside. With the heater on high! 🥶Joel immediately set about trying to start the fire in the little Kimberly fireplace they had installed in there. There were detailed instructions in the manual on how to do that. It took us over an hour before we successfully started the fire and had the place finally heated up. Then came the question, how do we keep the fire going through the cold, cold night…? 🙄 Joel wanted to set the alarm for every hour so he could get up and tend to the fire. The problem with that is the fact that our bed sits on the loft, with these steep steps and no banister! I was worried he would tumble and fell down half asleep 😬. In the end, we decided to just leave it and hope for the best. 😅

หลังจากแวะเข้ามาเช็คอินกันแล้วเราก็ไปเที่ยวต่อกัน จากนั้นจึงไปทานข้าวเย็นในเมือง กว่าจะกลับมาถึงบ้านจิ๋วอีกทีก็มืดแล้ว แถมอากาศยังหนาวจับใจ 🥶ทั้งในและนอกบ้าน ทั้งๆที่เปิดฮีตเตอร์อยู่ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงความอุ่นเลยซักเล็กน้อย คุณสามีใช้ความพยายามอยู่นานมากกว่าจะก่อไฟในเตาผิงได้ คู่มือเค้ามีสอนไว้เป็นข้อๆว่าต้องทำอย่างไรบ้าง แต่ทำตามแล้วก็ไม่สามารถจะก่อไฟให้ติดได้ จนสุดท้ายต้องไปปรึกษาอากู๋ ในที่สุดหลังจากตั้งหน้าตั้งตาอยู่กว่าชั่วโมงถึงได้ประสบความสำเร็จ แต่ก็เกิดมีปัญหาตามมาว่าเราจะทำยังไงไฟถึงจะไม่มอด เพราะเตาก็อันกระจิ๋วพอๆกับบ้าน ต้องค่อยๆหยอดฟืนเพิ่มได้ทีละไม่กี่อัน 🙄 คุณสามีบอกว่าจะตั้งนาฬิกาคอยปลุกทุกๆชั่วโมงเพื่อขึ้นมาเติมฟืน แต่ไอ้เราก็ห่วง เพราะเตียงอยู่บนชั้นลอย แล้วบันไดก็ชันเหลือเกิน แถมไม่มีราวกั้น ดึกๆตื่นมาสลึมสลืออาจสะดุดตกมาหัวฟาดพื้นเอาได้ง่ายๆ 😬สรุปแล้วเลยเอาเป็นว่าก่อนนอนยัดฟืนเข้าไปให้เต็มที่แล้วก็เตรียมผ้าห่มมากองไว้ปลายเตียงเผื่อตื่นขึ้นมาหนาวจะได้หยิบมาคลุมเพิ่มได้ 😅

We were happy we got to stay in the tiny house. It was an interesting experience. But we were also glad we left after one night! 😝

สรุปว่าดีใจที่ได้มีโอกาสมาลองอยู่ที่บ้านจิ๋ว ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิต แต่ก็โล่งใจที่ไม่ต้องอยู่ต่อกันอีกคืน 😝

We spent our second night in Winston-Salem in this place called Wherehouse Art Hotel, right in the heart of town. This was another airbnb property, but it couldn’t be more different. It was such a perfect eclipse of an experience! 😆 I guess that was the beauty of airbnb – they have everything to suit every taste!

คืนที่สองเราย้ายกันไปอยู่ที่โรงแรม Wherehouse Art ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมือง Winston-Salem ที่นี่เป็น airbnb เหมือนกับที่แรก แต่บรรยากาศห่างกันลิบลับ 😆 ซึ่งก็คงจะเป็นจุดขายของ airbnb ที่มีทุกอย่างเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละคนที่มีเทสต์แตกต่างกันไป

We stayed in the Screening Room. The entire place, including our room, felt more like an art museum than a hotel. The room was very spacious, especially compared to what we had the night before. It was very wildly decorated. The walls were beautifully painted. Every piece of furniture was a piece of art form. It was an eclectic symphony of mismatches that somehow seemed to fit beautifully together in that one space.

เราเลือกอยู่ห้องที่มีชื่อว่า Screening Room มาที่นี่เหมือนได้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ  ห้องพักเค้ากว้างขวางใหญ่โต ยิ่งถ้าเทียบกับเมื่อคืนก่อน 😆ของทุกชิ้นคัดสรรมาแบบโดนใจคนรักศิลปะ ผนังเค้าเพ้นท์เป็นลวดลายสวยงาม ข้างนอกอารมณ์นึง ในห้องน้ำอีกอารมณ์นึง ดูแล้วไม่มีอะไรเข้ากันซักอย่าง แต่ดูอีกทีรวมๆแล้วกลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด

The communal area was equally interesting. It even came with a very friendly kitty resident.

ห้องนั่งเล่นกับครัวด้านนอกก็ตกแต่งได้ฉูดฉาดไม่แพ้กัน แถมยังมีน้องแมวมาไว้ให้ดูเล่นหนึ่งตัว

Since we seemed to be the only ones there, I peeked around and took a snap of some of the other rooms they had to offer there, all equally beautifully decorated!

ดูลาดเลาแล้วคาดว่าจะมีเรามาอยู่กันแค่สองคน เลยแอบไปเดินสำรวจดูห้องอื่นๆที่เค้ามีไว้ให้เช่า แต่ละห้องก็มีธีมที่แตกต่างกันไป

Haydee, our lovely host, met us at the front to check us in and showed us around. She told us this staircase that leads to the hotel part of the building was once a chimney! Again, this area was artfully painted and the walls were adorn with many pieces of art work, most, if not all of them are for sale. That last one with the connected hearts was Joel’s favorite! 😏

คุณ Haydee ซึ่งเป็นคนมาต้อนรับเรา พาเดินรอบๆโรงแรม เธอเล่าให้ฟังว่าตรงนี้เมื่อก่อนเคยเป็นปล่องไฟ แล้วเค้าเอามาแปลงร่างเป็นบันไดทางขึ้นไปสู่โรงแรม (ข้างล่างเป็นร้านอาหาร) เค้าแต่งซะสวยเชียว ทั้งขั้นกระได ราวบันไดเพ้นท์เป็นลวดลายหลายสีสัน ภาพที่เห็นแขวนอยู่ข้างฝานั่นติดป้ายขายหมด ภาพสุดท้ายหัวใจคู่นั่นคุณสามีชอบใจมาก แต่แพงไปหน่อยเลยไม่ได้ซื้อเค้ามา 😝

Finally, Snow!

Excursion Date: February 2020

วันสัญจร: กุมภาพันธ์ 2563

I was just beginning to think that we would never get any snow this winter. Normally, we would have at least one or two rounds by now, but somehow this year we made it through mid February without any trace of the magical white fluffiness! Granted, it had been very unseasonably warm, but I have never seen an NC winter with no snow ever since I moved here.

แหมนึกว่าปีนี้จะไม่ได้เห็นหิมะซะแล้ว ปรกติทุกปีจะเจอหิมะอย่างน้อยปีละสองสามครั้ง แต่ปีนี้ตั้งเกือบจะสิ้นเดือนกุมภาแล้วยังไม่มีมาให้เห็น จริงๆอากาศก็อุ่นกว่าปรกติ แต่ตั้งแต่อยู่ที่นี่มาเกือบสิบปียังไม่เคยมีปีไหนที่หิมะไม่ตกเลยซักครั้ง

Finally, on Thursday night, we were blessed with a whopping 2 inches of snow! 😆Having grown up in a tropical climate, I can’t help getting excited every time I see snow. 😊One thing I love about living here in North Carolina is that we do have the change of seasons, and I get to enjoy that without having to endure the harsh winter. For me, a few rounds of snow per year is just the perfect amount. I was getting worried that the inevitable effects of climate changes from global warming had robbed that from us forever, but I’m glad to report that’s not the case, not just yet anyhow!

ในที่สุดเมื่อสองคืนก่อนเจ้าคุณหิมะอุตส่าห์โผล่หน้ามาให้เห็นจนได้ 😆ด้วยความที่เราเป็นกะเหรี่ยงมาจากเมืองร้อน เห็นหิมะทีไรก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ทุกที 😊อยู่ที่รัฐนอร์ทแคโรไลน่านี่มีข้อดีก็คือปีนึงๆได้เจอครบสี่ฤดู ถึงหน้าร้อนจะร้อนไปหน่อย แต่หน้าหนาวก็ยังไม่ถึงกับหนาวจับใจเหมือนเมืองอื่นๆ หนาวแบบพอให้ได้บรรยากาศกำลังดี แต่ปีนี้เริ่มจะรู้สึกได้จริงจังถึงภาวะโลกร้อนที่เค้าว่ากัน เลยกำลังกลัวอยู่ว่าสงสัยเราอาจจะไม่ได้มีหิมะสวยๆมาตกให้เห็นกันที่นี่อีกแล้ว แต่ปรากฎว่าปีนี้ยังเย็นใจได้ แต่ปีหน้าไม่แน่ ไว้รอดูกันอีกที

Joel and I made our traditional snow pilgrimage, as we usually do every time it snows. And here are the beautiful sceneries from all around our neighborhood for y’all to enjoy! 😍

เรากับคุณสามีมีประเพณีที่มีปฏิบัติสืบเนื่องกันมาหลายปีก็คือ เวลาหิมะตกเราจะแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วออกไปลุยหิมะกัน 😆และนี่ก็คือภาพสวยๆที่ไปเก็บมาให้ชมกันเมื่อคืนก่อน

Bottling Bourbon at Mystic Farm & Distillery

Excursion Date: January 2020

วันสัญจร: มกราคม 2563

We had an interesting Saturday volunteering as part of this weekend’s bottling crew at Mystic Farm & Distillery in Durham. We took a tour there a few months ago and Joel loved it so much that he thought it would be fun to sign up for the task. We got an offer earlier in the week and decided this would be the perfect way to start off our weekend! 😆

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเราไปได้ประสบการณ์แปลกใหม่จากการอาสาไปเป็นลูกมือช่วยบรรจุเหล้าใส่ขวดที่ Mystic Farm & Distillery ในเมือง Durham เราไปทัวร์กันมาเมื่อหลายเดือนก่อน แล้วคุณสามีเกิดติดใจเลยไปลงชื่อไว้เป็นอาสาสมัคร อาทิตย์นี้เค้าเรียกมา พอดีว่างกันอยู่เลยได้มาลองเป็นหนุ่ม/สาวโรงงานดูซิว่าจะเป็นยังไง 😆

We woke up early and reported for duty promptly at 9 am. Once there, while waiting for the guys to finish setting up the bottling line, we got to enjoy shots of sweet and aromatic Mystic Bourbon Liqueur in their cozy lounge – such a great way to warm up for the arduous task ahead! 🤪

ตื่นกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เพราะเค้าบอกว่าต้องไปถึงก่อนเก้าโมงเช้า ระหว่างนั่งรอเค้ามีเหล้าหวานอร่อยมาเสิร์ฟให้จิบกันไปพลางๆ เป็นการอุ่นเครื่องเตรียมตัวก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ 🤪

They spent a few minutes explaining to us briefly about the entire process. Then, the crew was divided into different groups, each for the different tasks. Joel and I got assigned to labeling.

ก่อนอื่นเค้ามาอธิบายให้ฟังว่าขั้นตอนการบรรจุขวดเหล้ามีอะไรบ้าง จากนั้นจึงทำการแบ่งอาสาสมัครทั้งหลายออกเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็รับหน้าที่แตกต่างกันไป เราสองคนถูกจัดเข้ากลุ่มผนึกตรา

My main task was to catch bottles coming out of the heat shrink machine, inspect them to ensure they were properly sealed, then set them on a table ready to be labeled by Joel. I thought I got an easy job, then quickly realized that it was no joke, when shrunk-wrapped bottles started to come flying out and one almost fell from the conveyor belt before I could catch it! 😳 In the end, another lady stepped in to help when we realized there was simply no way I could transfer bottles and inspect them fast enough at the rate they were coming out!

หน้าที่หลักของเราก็คือ คอยรับขวดเหล้าที่ทยอยออกมาจากเครื่อง heat shrink ที่ทำให้พลาสติกผนึกฝาขวดหดตัวด้วยความร้อน ตรวจดูว่ามันปิดสนิทเรียบร้อยรึเปล่า จากนั้นจึงย้ายไปวางบนโต๊ะเตรียมให้ Joel ติดตรา ตอนแรกนึกว่าได้งานกระจอกๆ ปรากฎว่าไม่ถึงห้านาทีเริ่มเหงื่อตก ขวดพากันเรียงแถวออกมาจากเครื่องอย่างรวดเร็วปานจรวดบิน เกือบหล่นแตกไปหลายใบเพราะรับไม่ทัน 😳 สุดท้ายต้องเรียกน้องอีกคนมาช่วย เพราะตระหนักได้ว่าไม่สามารถทำหน้าที่นี้คนเดียวได้

Joel’s job was to man Martha, the labeling machine. He would take a bottle I set out on the table, lay it on a mold, first on its back, pump the foot pedal to apply the back label, then flip over to the front to apply the front label. Towards the end, I decided catching bottles was a bit too stressful for me 😣, so I switched over to grab the readily-labeled bottle and smooth them on to get rid of air bubbles before passing it over to the boxing team instead!

ส่วนคุณสามีมีหน้าที่รับมือกับเครื่องผนึกตรา ซึ่งเค้าอุตส่าห์ตั้งช่ือซะเก๋ไก๋ไว้ว่า คุณมาร์ธา เริ่มด้วยการนำขวดที่เราวางเรียงไว้ให้คว่ำลงบนแท่นเพื่อติดตราด้านหลัง จากนั้นจึงหงายขึ้นมาติดตราด้านหน้า หลังจากเครียดกับการคอยจับขวดมาเรียงอยู่เป็นชั่วโมง 😣พอเค้าให้หยุดพักเหนื่อยเราเลยได้โอกาสขอเปลี่ยนหน้าที่มารับขวดที่ผนึกตราเสร็จสรรพเอามารูดตราให้เรียบแล้วจัดใส่กล่องแทน

After a hard day of work, we were rewarded with the fruits of our labor 😉 – a bottle each of the Heart of Mystic single-barrel bourbon whiskey, from the batch we just finished!

หลังจากที่ตรากตรำทำงานมากว่าครึ่งค่อนวัน ท้ายที่สุดเราก็ได้รับค่าเหนื่อยเป็นเหล้าเบอร์เบินวิสกี้ Heart of Mystic คนละขวด แกะกล่องมาจากที่เราเพิ่งแพ๊คเสร็จไปหมาดๆนี่เอง 😉

All in all, we had a lot of fun. Mystic seems like a really great place. These people truly love what they do and are serious about their products. They only make a few things and make them extremely well. You can really taste the quality in every sip 🥃.

สรุปแล้วเป็นวันที่สนุกสนานไม่น้อย คนที่นี่ดูจะจริงจังกับการผลิตเหล้าให้มีคุณภาพ สะท้อนให้เห็นว่าเค้ารักในสิ่งที่ทำ และสินค้าก็มีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง แต่ละอย่างได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างดีเลิศ ของเค้าชิมแล้วรับรู้ได้จริงๆ 🥃

They also have a beautiful farm 👨‍🌾 where they grow their own wheat and corn for the distillery. They even keep their own bee hives 🐝 for the honey they use to blend into their bourbon. Speak about dedication, that’s it, right there!

ที่นี่นอกจากจะเป็นโรงกลั่นสุราแล้ว ยังมีฟาร์ม 👨‍🌾อยู่ด้านหลังที่เค้าใช้ปลูกทั้งข้าวสาลีและข้าวโพดที่เอามาใช้ในกระบวนการกลั่นเหล้าเอง แถมยังมีฟาร์มเลี้ยงผึ้ง 🐝อยู่ต่างหากเพื่อเก็บน้ำผึ้งเอามาผสมในเหล้าเบอร์เบินอีกด้วย แหมจริงจังกันขนาดนี้ มิน่าเหล้าเค้าถึงได้ออกมารสชาติกลมกล่อมไม่มีที่ติอย่างที่เห็น

Christmas Lights at Daniel Stowe Gardens

Excursion Date: January 2020

วันสัญจร: มกราคม 2563

I never thought I would have another Christmas lights post up again so soon ☺️! We had a late Christmas get-together with Joel’s family at his brother’s house in Charlotte this past weekend. One of the many activities accomplished was a visit to Daniel Stowe Botanical Gardens in Belmont, which is just a little over half an hour drive from Charlotte.

แหม นึกว่าจะต้องรอถึงปีหน้าถึงจะได้มีโอกาสได้ไปดูไฟคริสต์มาสอีกที ☺️ ปรากฎว่าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไปฉลองคริสต์มาสย้อนหลังกันที่บ้านพี่ชาย Joel ที่เมือง Charlotte เค้าชวนไปดูสวน Daniel Stowe Botanical Gardens ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Belmont ใช้เวลาขับรถจาก Charlotte แค่ครึ่งชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น

From the weekend after Thanksgiving to the weekend after New Year, they have an annual event called ‘Holidays at the Garden’ where they put up colorful LED lights to brighten up the entire garden. Inside the main building, they also have Christmas displays featured. The highlight was this Christmas tree made entirely from these beautiful white orchid stems, located right in the middle of the lobby.

ที่สวนนี้เค้ามีจัดรายการ ‘Holidays at the Garden’ เปิดให้เข้าชมกันได้ตั้งแต่หลังวัน Thanksgiving ไปจนถึงหลังวันปีใหม่ เค้าเอาไฟมาตกแต่งประดับประดาจนสว่างไสวไปทั่ว แถมในตัวตึกยังมีของตกแต่งเข้ากับบรรยากาศคริสต์มาสอีกด้วย ไฮไลต์ก็คือต้นคริสต์มาสต้นใหญ่กลางล๊อบบี้ที่ทำขึ้นมาจากดอกกล้วยไม้ล้วนๆ ชอบไอเดียมาก ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับใบสีเขียวขจีดูเก๋ไม่ซ้ำใคร

We were there late on a Saturday night, right after a burst of rain, so there wasn’t that many people there. The place looked magical! 😍 It was a great way to get enjoy the last of the holiday spirits!

วันนั้นที่ไปเป็นคืนวันเสาร์ ไปถึงก่อนเค้าปิดพอดี แถมก่อนไปฝนตกกระหน่ำ ไปถึงเลยโชคดีไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ได้เดินชมไฟกันอย่างเพลิดเพลิน และถ่ายรูปได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร 😆 เป็นการฉลองเทศกาลส่งท้ายอย่างพอเหมาะพอดี

At the far end of the garden, they have a little kiosk set up where you can buy snacks and hot drinks. We got some s’mores kit and were able to grill the marshmallows right on this fire pit they have set up nearby. Perfect treats for the chilly night!

ที่ปลายสวนเค้ามีตั้งซุ้มขายขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้บริการ เลยได้ซื้อ marshmallows มาปิ้งกันที่กองไฟที่จัดไว้ใกล้ๆ เสร็จแล้วเอามาทำขนมยอดฮิตที่นี่ที่เค้าเรียกว่า s’mores ซึ่งทำจากการเอา marshmallow หรือแป้งผสมน้ำตาลเอามาปิ้งให้ร้อนแล้วนำไปประกบกับเกรย์แฮมแครกเกอร์และช็อกโกแลตเยิ้มๆ กินแล้วอุ่นอกอุ่นใจ เหมาะกับค่ำคืนที่อากาศหนาวๆเยี่ยงนี้เป็นอย่างยิ่ง

Another special exhibit they had on display was this Stickwork sculpture by NC artist Patrick Dougherty called the ‘Magnificent Seven’. Joel and I had seen another one of these at the Riverwalk in Hillsborough during our hike at the Mountains-to-Sea Trail there so we recognized it immediately! 😊

นิทรรศการอีกอันที่จัดแสดงไว้ให้ชมกันช่วงนี้ก็คือผลงานศิลปะชื่อ ‘Magnificent Seven’ โดย Patrick Dougherty ศิลปินท้องถิ่น เป็นงานประติมากรรมที่เอากิ่งไม้มาเรียงก่อกันเป็นแจกันยักษ์เจ็ดใบ เราเคยไปเห็นผลงานของเค้าอีกชิ้นมาแล้วตอนไปเดินป่าที่ Mountains-to-Sea Trail ในเมือง Hillsborough เมื่อปีที่แล้ว มาเห็นอันนี้แล้วเลยอดตื่นเต้นกันไม่ได้ 😊

Annual Christmas Lights 2019

Excursion Date: December 2019

วันสัญจร: ธันวาคม 2562

One of my most favorite things to enjoy 😍 during the holiday season is the colorful 🎄Christmas lights display. We have made it our annual tradition for the past few years to set aside a night for Christmas lights hunting. This year, my dearest husband decided to jump on the bandwagon and started decorating our house for the first time ever! We happened to have a pair of built-in Christmas trees, right in front of our house, which serves as the perfect vessel for Joel’s beginner artistic outlet. 🤣 We shall see what next Christmas will bring, in terms of creative expansion.

ใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสทีไร มีอยู่อย่างที่เราตั้งหน้าตั้งตารอดู 😍 ก็คือไฟคริสต์มาส 🎄 ที่ต่างคนต่างงัดกันออกมาประดับประดาตามบ้าน ทุกปีเราต้องชวนคุณสามีออกไปขับรถตระเวนหาบ้านที่มีไฟสวยๆดูกัน ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะคุณสามีตัดสินใจเข้าร่วมก๊วนซื้อไฟมาประดับหน้าบ้านเราด้วย เผอิญมีต้นคริสต์มาสสำเร็จรูปปลูกไว้ให้อยู่แล้วเสร็จสรรพ เลยได้ใช้เป็นที่จัดไฟสำหรับมือใหม่สมัครเล่นพอดิบพอดี 🤣 ปีนี้เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวปีหน้าค่อยมาว่ากันใหม่

Now on to the tour. This first house, or shall we say mansion, at 1012 Holt Road in Apex, made the headline on the local news channel just the night before, about their traffic squabble with law enforcement 🙄. Fortunately they were able to work it out with the police and resumed their light show for us general public. The traffic was still brutal 😓 but that became understandable once we had witnessed the sheer amount of lights they had put on on their 12-acre piece of property. Unfortunately, due to said traffic, I wasn’t able to get many good pictures to demonstrate the monstrosity of the display 😐, but it was one of the largest we had seen on a private property!

เริ่มทัวร์กันที่บ้านหลังแรก หรือคงต้องเรียกว่าคฤหาสน์อาจจะเหมาะกว่า หลังนี้ตั้งอยู่ที่ 1012 Holt Road ในเมือง Apex ก่อนไปไม่กี่วันเห็นจากข่าวในทีวีว่าคุณเจ้าของบ้านแกไปมีเรื่องกับคุณตำรวจ เกี่ยวกับที่ไฟบ้านแกไปกีดขวางทางจราจร 🙄 โชคดีที่ตกลงกันได้เลยกลับมาเปิดให้ชาวบ้านได้เข้าชมกันอีกครั้ง ไปถึงรถติดมากกกกกก 😓 เกือบจะกลับรถหนีแล้ว แต่ด้วยความอยากรู้ว่าเค้าแห่มาดูอะไรกัน เลยยอมจำใจนั่งแช่รอ จนในที่สุดถึงได้เข้าไปเห็นว่าอลังการงานสร้างอย่างสมกับคำร่ำลือจริงๆ เสียดายรถเยอะติดกันเป็นแถวยาว เลยถ่ายรูปมาอวดกันได้แค่ที่เห็น 😐 แต่ต้องยอมรับว่าของเค้าจัดได้ยิ่งใหญ่ตระการตาคุ้มค่ากับการรอคอย

This house, at 700 Bay Bouquet Lane, also in Apex, and the next few, are one of the ones with the synchronized Christmas songs on the radio, which is always fun to watch. The most popular song this year appears to still be the theme song from Disney movie Frozen!

บ้านหลังนี้ซึ่งตั้งอยู่ที่ 700 Bay Bouquet Lane ในเมือง Apex กับหลังถัดๆไปเป็นสไตล์ที่เค้าเปิดไฟเข้าจังหวะกับเพลงคริสมาสต์ที่ออกอากาศทางวิทยุ หน้าบ้านจะมีป้ายปักบอกไว้ว่าให้เปิดวิทยุไปที่สถานีไหน สรุปแล้วปีนี้เพลงประกอบหนังดิสนีย์เรื่อง Frozen ยังคงครองตำแหน่งเพลงยอดฮิตประจำปีไม่ต่างไปจากปีที่แล้ว

This one is located at 203 Billingrath Turn Lane in Cary. Wishing those cars weren’t there in the driveway to obstruct our view, but oh well it is their house 😆!

หลังถัดไปตั้งอยู่ที่ 203 Billingrath Turn Lane ในเมือง Cary เสียดายหน้าบ้านมีรถจอดบังวิวอยู่หลายคันมาก แต่จะว่าไปมันก็บ้านเค้าอ่ะเนอะ 😆

This one, at 101 Chestone Court in Cary, we have seen many many times on our way to H Mart, and always told each other we had to check it out. And we finally did!

หลังนี้ตั้งอยู่ที่ 101 Chestone Court ในเมือง Cary บ้านนี้เราขับรถผ่านอยู่หลายครั้งมาก เพราะอยู่ระหว่างทางไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเกาหลี H Mart ผ่านทีไรก็ว่าจะต้องแวะมาดูตอนเค้าเปิดไฟ (เพราะปรกติไปตอนมันยังไม่มืด ไฟเค้าเลยยังไม่เปิด) สุดท้ายก็ได้มาเห็นจนได้

This one, at 1033 Hortons Creek Road in Cary, was also very well-done.

หลังนี้ที่ 1033 Hortons Creek Road ในเมือง Cary เรียบหรูแต่ดูดี

We arrived at this one, at 416 Waverly Hills Drive in Cary, just as they were turning the radio synchronization off 😆, but we did still enjoy their cute display anyway!

ขับมาถึงหลังนี้ที่ 416 Waverly Hills Drive ในเมือง Cary ตอนเค้าเลิกเปิดเพลงทางวิทยุพอดี เลยได้ดูแต่ไฟ 😆 สีสันสดใสได้บรรยากาศกำลังดี

This one, at 2932 Green Level West Road in Cary, was a little different than the rest of the bunch – no music, but tons of lights and inflatables!

หลังนี้อยู่ที่ 2932 Green Level West Road ในเมือง Cary อันนี้ไม่มีเพลงให้ฟัง แต่ไฟตรึมมาก เห็นสะดุดตามาแต่ไกลเชียว

This next to last one was located at 1001 Hemby Ridge Lane in Morrisville, where every square inch of the little yard was packed full of inflatables – what a sight to behold!

หลังนี้ตั้งอยู่ที่ 1001 Hemby Ridge Lane ในเมือง Morrisville ซึ่งจัดหุ่นยางสูบลมมาอัดแน่นกันให้ชมเต็มสนาม ดูกันละลานตามาก

This very last one was right around the corner from our house. These little colorful Christmas trees brought a smile to my face every time we drove past it. Finally, we stopped by to take a picture, which did not seem to do it justice. And that concludes our Christmas lights excursion this year – looking forward to finding more holiday creativity next year!

หลังสุดท้ายนี้อยู่ใกล้ๆบ้าน ขับรถผ่านทีไรอดยิ้มกับบรรดาต้นคริสมาสต์จิ๋วหลากสีพวกนี้ไม่ได้ทุกที จนมาวันนี้ถึงได้มีโอกาสจอดรถลงมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน และนี่ก็เป็นบทสรุปการคริสมาสต์สัญจรประจำปีนี้ หวังว่าปีหน้าจะมีไอเดียเก๋ๆใหม่ๆมาให้ชมกันอีก

Bull Moon Rising in Durham

Excursion Date: November 2019

วันสัญจร: พฤศจิกายน 2562

This weekend, there is a special event in downtown Durham called ‘Bull Moon Rising‘ where an art piece called ‘Museum of the Moon‘ by UK artist Luke Jerram is being presented. This is a touring installation that has been traveling all over the world since 2016. According to their web site, ‘Measuring seven metres in diameter, the moon features 120dpi detailed NASA imagery of the lunar surface. At an approximate scale of 1:500,000, each centimetre of the internally lit spherical sculpture represents 5km of the moon’s surface*.’ Apart from celebrating Durham’s 150th Anniversary, the event also honors the 50th anniversary of the Apollo 11 moon landing.

สุดสัปดาห์นี้ที่เมือง Durham เค้ามีงานฉลองครบรอบ 150 ปีของเมือง ซึ่งประจวบเหมาะกับวันครบรอบ 50 ปีที่ยานอวกาศอพอลโล 11 ไปลงจอดที่ดวงจันทร์ เลยมีการจัดงานพิเศษ ‘Bull Moon Rising‘ เอางานศิลปะที่มีชื่อว่า ‘Museum of the Moon‘ มาแสดงให้ชมกัน ผลงานชิ้นนี้เป็นฝีมือของ Luke Jerram ศิลปินชาวอังกฤษที่จำลองดวงจันทร์ในมาตราส่วน 1:500,000 และใช้ภาพถ่ายจาก NASA ในการแสดงพื้นผิวของดวงจันทร์ มาเป็นผลงานประติมากรรมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 เมตร ส่องสว่างจากภายใน ขึงด้วยลวดสลิงลอยอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ

The moon was out in all its gloriousness. There was a lot of people out on this chilly night. We were happy to have made the trek to witness this weirdly wonderful art piece in person!

ถึงแม้ว่าจะหนาว แต่คนก็มาชมพระจันทร์สุกสว่างดวงนี้กันอย่างคับคั่ง ถือว่าไปกันไม่เสียเที่ยวจริงๆ