Pandemic Pause: Hiking at Cedar Point Tideland

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The first day on our Inner Banks trip, we went hiking at Cedar Point Tideland. The trail is located at the mouth of White Oak River, and alternates between a salt marsh and a coastal forest. This was a completely new terrain for us. Even though it was a short hike, which we were thankful for, given the heat index that day, we thoroughly enjoyed every minute of it!

ทริป Inner Banks เที่ยวนี้เราได้มีโอกาสไปเจอประสบการณ์เดินป่าแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยลองกันมาก่อน Cedar Point Tideland ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำ White Oak ทางเดินที่นี่ลัดเลาะข้ามป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำ ถึงจะเป็นทางสั้นๆ (ซึ่งพอเหมาะพอดีกับระดับความร้อนในวันนั้น) แต่วิวสวยแปลกตาคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อ

I could never get tired of this beautiful landscape! 😍

วิวสวยๆแบบนี้ดูยังไงก็ไม่เบื่อ 😍

Even the wildlife here was different! This time we saw several tiny crabs scrambling in the mud flats, a few herons hunting for prey, and tons of fossilized shells. Also colorful mushrooms!

นอกจากภูมิประเทศจะแปลกตาแล้ว สัตว์ป่าตามทางก็แปลกไปจากที่คุ้นเคยเช่นกัน คราวนี้ได้เจอเป็นปูลมกับเปลือกหอยแทน แต่ยังมีเห็ดสีสวยให้ดูเล่นเหมือนเดิม

We clocked in at a little over 1.5 miles, which took us almost an hour to finish, only because we were enjoying the scenery and stopping to take pictures and stalking the herons. 😛

วันนั้นเดินกันไปแค่ไมล์ครึ่ง หรือประมาณสองกิโลครึ่งเท่านั้น แต่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพราะมัวแต่โอ้เอ้ถ่ายรูป ชมวิว ส่องนกกระยาง 😛

On the way back, we stopped by to check out the Salty Air Open Market in Cedar Point. We love the easygoing ambience they got going but we must have gotten there way too early or something… Even though we spent almost an hour nursing our beer and kombucha, the food truck never opened up (they had been “getting it ready” the entire time 😒). We finally gave up and went to grab lunch at a different place instead.

หลังเดินป่าเสร็จเราไปแวะกันที่ Salty Air Open Market ซึ่งเป็นตลาดนัดเล็กๆกลางแจ้งในเมือง Cedar Point บรรยากาศดูดีอยู่ แต่สงสัยว่าเราจะไปถึงกันเช้าเกิน อุตส่าห์นั่งละเลียดจิบเบียร์กับชาหมัก kombucha อยู่ตั้งนาน ร้านอาหารก็ยังไม่เปิดซักที (คือเห็นเค้าจัดเตรียมกันอยู่ตั้งแต่ตอนไปถึงใหม่ๆ แถมบอกเราว่า “อีกแป๊บเดียวเดี๋ยวเปิด” 😒) รอจนสุดท้ายรอไม่ไหวเลยได้ไปหาข้าวกินกันที่อื่นแทน

Pandemic Pause: Sunrises, Moonrises, and Ferry Rides

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

This is another series I am introducing as the new-normal alternative travel format we had adopted during this ongoing pandemic. Since we cannot travel freely and safely like we usually do during this time of the year, I forced myself to tap into my creative outlets 🧐 to try to come up with trip ideas that would allow us to leave the house and unwind for a few days while exploring interesting spots closer to home. To minimize our risk of contracting the potentially deadly virus, I have established a few rules…

  • Destination must be within no more than 4 hour drive from home.
  • Overnight stay must be in a non-hotel venue, where we do not have to share the ventilation system with other people.
  • Activities must be limited to outdoors only.
  • If eating out, it must be at a restaurant with outdoor seating.

วันนี้ขอมาแนะนำโปรแกรมนำเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จัดมานำเสนอกันที่นี่ โดยตั้งชื่อไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “โปรแกรมพักชีวิตพิชิตโควิด” ในเมื่อช่วงนี้ไม่สามารถไปเที่ยวกันได้ตามปรกติเหมือนที่เคยเป็นมา เราเลยต้องเจียดพลังสมองมาค้นคิด 🧐 หาทางผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตการทำงานประจำวันไปใช้เวลาหาความบันเทิงนอกบ้าน และไปสำรวจที่ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็น โดยที่ยังคงควบคุมอัตราการเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสร้ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หวังว่ากฎสี่ข้อต่อไปนี้จะพอเพียงต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบของเรา

  • จุดหมายที่ไปจะต้องขับรถไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากบ้าน
  • งดพักค้างคืนที่โรงแรม ขอเป็นบ้านเช่าที่เราไม่ต้องไปแชร์ระบบระบายอากาศในร่มกับใครแทน
  • จำกัดกิจกรรมทุกชนิดให้อยู่กลางแจ้งเท่านั้น
  • หากไปกินข้าวข้างนอก จะต้องเป็นร้านที่มีที่นั่งกลางแจ้งเท่านั้น

For our first trip, I chose a much quieter counterpart of the otherwise well-known Outer Banks area of North Carolina, a.k.a. the Inner Banks. This is where the Neuse River meets the Pamlico River at Pamlico Sound, which is the largest lagoon along the US east coast, and is separated from the Atlantic Ocean by the infamous Outer Banks. 

ทริปแรกนี้เราเลือกไปกันที่เขต Inner Banks ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งอยู่ติดกับเขต Outer Banks สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของรัฐนี้ซึ่งเป็นหมู่เกาะริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ Inner Banks จะไม่พลุกพล่านเท่า Outer Banks ช่วงที่เราไปกันเป็นปลายสายของแม่น้ำ Neuse ที่มาบรรจบกับแม่น้ำ Pamlico ในบริเวณที่เรียกว่า Pamlico Sound ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางแถบตะวันออกของอเมริกา โดยมีหมู่เกาะของ Outer Banks กั้นอยู่ตรงกลางก่อนไปบรรจบกับทะเล

I found a really cool airbnb property in Arapahoe, which sits right at the bank of the Neuse River. It was such a perfect location, quiet and away from the crowds, yet equipped with its own private little beach and a small pier that gave us the illusion of being on a beachfront property without the usual exorbitant price tag! 😉 Despite being one of the eight identically looking houses on the same property front, we barely saw anybody during the entire time we were there. The house itself was clean and cozy, apparently with a lot more room that we needed, not that we are complaining! 🙄

เราเผอิญไปเจอบ้านน่ารักในเมือง Arapahoe หลังนี้บน airbnb ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Neuse พอดิบพอดี ดูทำเลแล้วน่าจะเงียบสงบห่างไกลจากผู้คน แถมมีโบนัสคือชายหาดส่วนตัว พร้อมทั้งท่าน้ำเล็กๆริมฝั่ง เหมือนกับได้ไปพักผ่อนชายทะเล แต่ราคาย่อมเยากว่าหลายเท่า 😉 ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มีบ้านหน้าตาเหมือนกันเรียงรายอยู่ทั้งหมดแปดหลัง ของเราเป็นหลังสุดท้ายติดกับชายหาด ไปอยู่กันห้าคืนแทบจะไม่เจอเพื่อนบ้านเลยซักคน มีได้ยินเสียงแว่วๆอยู่บ้างแค่คืนแรกเท่านั้น ข้างในตัวบ้านกว้างขวางสะดวกสบาย ไม่หรูหราแต่สะอาดสะอ้านน่าอยู่ สรุปว่าเลือกได้ถูกใจไม่มีที่ติ 😊

We managed to get up early 😆 to enjoy the beautiful sunrise from our balcony a few times while we were there. It was painful for night owls like us, but I had to say it was totally worth it! 

อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นจากบนระเบียงได้ตั้งหลายวัน 😆 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกขี้เกียจอย่างเราๆ แต่ขอบอกว่าวิวที่เห็นนั้นสวยคุ้มค่าแก่ความพยายามจริงๆ

Apart from sunrises and one sunset we were able to catch on the way home one day, night time there provided an (almost 😝) equally pleasant view of the moon reflecting on the water by the pier. There were a few nights when it was windy enough that we didn’t have to worry about getting eaten alive by the mosquitoes 😓 so we could sit out sipping on glasses of wine, listening to the sound of the waves crashing onto the shore and pretending that there wasn’t a worldwide pandemic going on… 🥺

นอกจากพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆแล้ว เรายังได้เห็นพระอาทิตย์ตกอยู่หนึ่งวันตอนกำลังขับรถกลับบ้านพัก วิวกลางคืนที่แสงพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำริมฝั่งก็สวยไม่แพ้กัน ช่วงที่ไปอากาศยังร้อนอยู่ แต่มีบางคืนที่ลมพัดเย็นสบายไม่ต้องกลัวยุงกัด 😓 ออกไปนั่งจิบไวน์ ชมวิวนอกระเบียง ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งเพลินๆ เป็นความสุขเล็กน้อยที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ เห็นวิวสวยๆแล้วช่วยทำให้ลืมไปได้บ้างว่าตอนนี้โลกเรากำลังต้องผจญกับโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่อยู่ 🥺

Besides a few evening walks along the private beach, we were able to fit in a couple of unique hikes and a few excursions during the trip, each of which I will cover in its own separate post. With the location of the house being in Arapahoe, most of our ventures involved taking a ferry across the river to get to the other side. We could have driven around the sound but that would mean covering twice the distance in approximately the same amount of time which seemed like a total waste of gas. 😣

นอกจากจะได้ไปเดินทอดน่องบนชายหาดแล้ว เรายังหาโอกาสไปเดินป่า และชมเมืองกันด้วย แล้วจะมานำเสนอทีละแห่งแยกเป็นรายๆไป ด้วยความที่บ้านพักตั้งอยู่ที่เมือง Arapahoe เวลาจะไปไหนเลยต้องลำบากกันเล็กน้อย โดยต้องขึ้นเรือข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง จริงๆแล้วจะขับรถอ้อมทะเลสาบก็ได้เหมือนกัน แต่เพิ่มระยะทางเป็นสองเท่า แถมใช้เวลาไม่ได้ต่างกัน คิดดูแล้วไม่คุ้มค่าน้ำมัน 😣 เลยยอมข้ามเรือกันเอาซะเป็นส่วนใหญ่

The Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry was nothing like what we had imagined… 😆 First of all, it was completely free, which is almost unheard of during this age and time! Second of all, it was teeny tiny! We were picturing a large ferry like the ones we use to take to visit the Outer Hebrides in Scotland… But when we got there, the only thing we saw was this tiny little thing that didn’t look like it could hold anything other than just a few cars, despite the long lines of cars waiting to board. We could barely see it from our vantage point at the front of the very last line. We first thought the actual ferry hadn’t arrived… But before we knew it, the cars ahead of us started to move, onto the very tiny platform! 😱 They just kept cramming us on, until everybody, all the waiting cars and trucks, at least 30 or even more, are packed tightly on both sides! 

ท่าเรือ Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry นั้นไม่เหมือนกับที่เราวาดภาพไว้เลยซักนิด 😆 ก่อนอื่นคือที่นี่เค้าไม่เก็บค่าข้ามฝั่ง ไปกลับฟรีตลอดทุกวันทุกเวลา ซึ่งบริการแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยังหลงเหลืออยู่ในยุคสมัยนี้ อีกอย่างคือ “แพข้ามฟาก” ของเค้ามีขนาดกะทัดรัดมาก วันแรกที่ไปจอดรออยู่คันหน้าสุดแถวสุดท้าย ใกล้จะถึงเวลาออกอยู่รอมร่อ เรายังสงสัยว่าแพเค้าทำไมยังไม่มาซักที ชะเง้อหาไปมาไม่ทันไรปรากฎว่ารถที่จอดรออยู่แถวแรกๆค่อยๆเริ่มเขยื้อนไปทีละคันๆ เราเลยเพิ่งถึงบางอ้อว่าไอ้เรือลำเล็กๆที่เห็นจอดริมท่าอยู่ตรงหน้าเรานี้มันคือคุณแพที่กำลังจะนำเราข้ามฟากไปนั่นเอง 😱 ตอนแรกยังกลัวกันว่าสงสัยจะไม่ได้ไปเที่ยวนี้ เพราะมีทั้งรถยนต์และรถบรรทุกจอดรอคิวก่อนหน้าเราอยู่ไม่น้อยกว่า 30 คันได้ อัดไปอัดมารถเราเบียดขึ้นไปได้เป็นคันเกือบสุดท้ายก่อนออกพอดี

In the picture you see above, we were at the very back of the line, at the edge of the ferry on one side, so you can see there wasn’t much in terms of room in front of us… 😅 Each trip took approximately 20 minutes. The whole process was very efficiently run by just a few crew men directing traffic on and off the ferry. We were very impressed and grateful! One tip we can share is to make sure you check the ferry schedule before departure, otherwise you can be stuck there waiting for the next one for up to more than an hour! We did learn the hard way. 😆

ในภาพที่เห็นข้างบน รถเราจอดอยู่เป็นคันหลังสุดปลายแพด้านขวามือ จะเห็นได้ว่าเค้าจัดกันเต็มแทบจะไม่เหลือที่ว่างระหว่างกันจริงๆ 😅 ทริปข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 20 นาที มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 4-5 คนช่วยกันจัดระเบียบเรียงรถขึ้นแพ คอยโบกแต่ละคันให้ทยอยกันขึ้นไปสลับทีละข้างจนเต็มทุกเลน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เรียบร้อยพร้อมออกเดินทางได้ ไปถึงอีกฝั่งก็มีเจ้าหน้าที่อีกชุดคอยโบกให้รถลงจากแพทีละคัน ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ถ้ามีโอกาสไปขอเตือนว่ากรุณาเช็คตารางเวลาให้ดีก่อนออกเดินทาง มิฉะนั้นไปถึงอาจต้องรอเป็นชั่วโมง อันนี้ทราบจากประสบการณ์ของตัวเอง 😆

Since our choice destination wasn’t located near any big tourist attractions, our options in the food consumption department was pretty dire… 😓 Fortunately, we found The Friendly Market! This chic venue in Morehead City was responsible for more than 75% of our meals while we were there.  We visited twice to stock up and came back very happy with pretty much everything we got. The staff were super nice and ‘friendly’ as the moniker proudly attested! 😍 

ด้วยความที่เลือกไปที่ที่ห่างไกลไร้ผู้คน เลยเกิดปัญหาด้านการยังชีพเล็กน้อย 😓 เพราะใกล้ๆแถวนั้นหาไม่มีร้านอาหารเลยซักร้าน โชคดีที่ไปเจอร้าน The Friendly Market ในเมือง Morehead City ทริปนี้เราเลยได้ฝากท้องกับที่นี่เกือบตลอดรายการ เราจัดเตรียมคูลเลอร์ไปตุนอาหารกลับบ้านกันเพียบ อยู่ห้าวันไปอุดหนุนเค้าสองครั้ง กินกันได้จนถึงวันกลับพอดี 😆 ร้านนี้นอกจากจะ ‘friendly’ สมชื่อแล้ว อาหารเค้ายังอร่อยทุกอย่าง ซื้อมาลองกันหลายเมนู ไม่มีผิดหวังซักอย่าง 😍

The few superstar dishes worth mentioning include their tomato pie (which we got both times!), blue cheese collard dip, and shrimp & grits. Make sure to try at least some of these if you get a chance to visit in person! 😉

ของอร่อยขึ้นชื่อที่ลูกค้าหลายรายแนะนำมา และเราลองแล้วว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆก็มี พายมะเขือเทศ ผักโขมอบบลูชีส และอาหารดังของทางใต้ที่เค้าเรียกว่า shrimp & grits เป็นกุ้งผัดราดหน้าไปบน กริทส์​ ซึ่งคล้ายๆกับโจ๊กบ้านเรา แต่ทำมาจากข้าวโพดบดละเอียดตุ๋นกับเนยจนเข้มข้นเนื้อเนียนๆคล้ายๆกับมันบด ถ้ามีโอกาสผ่านมาทางนี้อย่าลืมไปลองแวะชิมกันดูนะคะ 😉

This section is a little embarrassing to share but I’ll go ahead with it any way. 😆 So, I’ve seen plenty of photos of pretty blogger ladies posing in beautiful dresses by the beach on their vacations (pre COVID-19) and I’ve always wanted to recreate something like that… I’ve packed my prettiest beachy dress for this very purpose! 😊 I don’t know how they all got their dresses and their hair to blow so perfectly in the wind like that! 😅 After several dozen different takes, I have come to a conclusion we either need a better model, or a better photographer in order to make this happen properly! 🤣

ตอนสุดท้ายนี้ขอโอกาสนำเสนออย่างหน้าไม่อายเล็กน้อย 😆 คือประมาณว่าไปเห็นสาวๆบล๊อกเกอร์หลายคนเค้าใส่ชุดสวยไปถ่ายรูปกันตามชายหาด (ก่อนจะมามีโควิด) เราเลยใฝ่ฝันว่าวันนึงจะขอเลียนแบบบ้าง ทริปนี้เลยอุตส่าห์หนีบชุดสวยของเราติดมาด้วย 😊 แล้วบังคับให้คุณสามีทำหน้าที่ช่างภาพจำเป็น หลังจากที่ใช้ความพยายามกันอยู่นาน ถ่ายไปหลายสิบรูป ก็ได้มาเท่าที่เห็นนี่แหละค่ะ 🤣 สรุปว่ายังไงก็ไม่สามารถเก็บภาพงามๆอย่างคนอื่นเค้าได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดของช่างภาพหรือของนางแบบกันแน่

And here are a few outtake shots, just for your entertaining purpose, and to prove my points… 😝

อันนี้ขอมาแถมให้ดูว่าภาพที่ได้มาส่วนใหญ่จะเป็นประมาณนี้ คือมือไม้ไม่เข้าที่ หัวกระเซิงด้วยแรงลม ทุลักทุเลปีนก้อนหิน หรือไม่ก็ชุดพองเป็นนางตีโป่ง 😝

Pandemic Pit Stop: Mickey Barn, Mini Church, Mill Town, and Moving Sculpture

We are back again with another Pandemic Pit Stop installment. 😊 I wasn’t really planning on having another one this soon… But then I accidentally came across an article about this rather famous sculpture currently on display not too far from us. When I learned that it would be leaving town at the end of August, I decided that we should go check it out while we still could! 🤔

วันนี้กลับมานำเสนอโปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิดภาคสองอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายเล็กน้อย 😊 คือจริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะไปติดๆกันขนาดนี้ แต่บังเอิญไปอ่านเจอว่ามีรูปปั้นชื่อดังมาวางตั้งโชว์อยู่ไม่ไกลจากบ้านเรา แล้วเค้ากำลังจะย้ายไปที่อื่นตอนสิ้นเดือนสิงหาคม เลยต้องรีบไปชมเป็นขวัญตาก่อนจะอดได้เห็นกัน 🤔


This tour took us about an hour west to Burlington, and other small towns surrounding it. First stop is a 50-year-old barn located in a quiet little windy road in a little town called Whitsett, brightly painted with a larger-than-life Mickey Mouse. It was in such great condition we could tell that it had been maintained with tender loving care 😍 throughout the years. According to the page I found it from, the barn was built in 1971 by a gentleman by the name of Tom Kleeburg. I couldn’t find any other information about it online, unfortunately. 😔

ทัวร์กระยาจกรอบนี้พาเราขับรถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่เมือง Burlington และอีกหลายเมืองเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากกัน จุดหมายแรกเป็นโรงนาอายุเกือบ 50 ปีที่ตั้งอยู่ที่เมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Whitsett ถึงจะเก่าแก่แต่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มองเห็นเด่นสะดุดตามาแต่ไกล 😆 ตามข้อมูลที่หาเจอมาทราบแต่ว่าโรงนามิคกี้เม้าส์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1971 โดยคุณ Tom Kleeburg แต่ไม่สามารถหารายละเอียดอื่นใดมากไปกว่านี้ 😔


Next stop was the tiniest church I have ever seen in my life! This miniature Friedens Lutheran Church in Gibsonville was constructed with the logs from the original church, which was built in 1745, after it burned down in 1939. There was an old well right next to it, and a set of benches surrounding some cross-shaped stone plaques with beautiful religious quotes.

ถัดไปเป็นโบสถ์ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา โบสถ์ Friedens Lutheran Church ที่เมือง Gibsonville แห่งนี้จำลองมาจากหลังดั้งเดิมซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1745 แต่ถูกไฟไหม้ไปในปีค.ศ. 1939 เค้าสามารถเก็บท่อนไม้จากซากที่หลงเหลืออยู่มาสร้างเป็นโบสถ์จิ๋วนี้ขึ้นมา ข้างๆมีบ่อน้ำเล็กๆ และตรงหน้าโบสถ์มีม้าหินให้นั่งชมล้อมรอบแผ่นสลักหินที่เต็มไปด้วยคำคมทางศาสนาคริสต์

I happened to notice that there was no lock on the door…so I nudged Joel to go and try see if it would open. 🤔 Two unhinging maneuvers later and voila, the doors did indeed open to reveal a fully functional church, with a carpeted aisle flanked by two rows of tiny little pews, leading to the front podium with a small wooden cross, two candle holders (one with a candle still in it), and an opened book of bible. Needless to say, our minds were completely blown! 😳

เราเผอิญตาดีไปเห็นว่าประตูโบสถ์ไม่ได้ล๊อคกุญแจ 🤔 เลยสะกิดคุณสามีให้ไปลองเปิดดู ปรากฎว่าถอดกลอนมาปุ๊บประตูก็เปิดออกได้จริงๆ 😳 ข้างในมีม้านั่งเล็กๆสองแถว หันหน้าเข้าสู่แท่นหลักตรงกลางที่มีไม้กางเขนเล็กๆตั้งอยู่ ถัดไปสองข้างเป็นเชิงเทียนซึ่งยังมีเทียนหลงเหลืออยู่ให้เห็น และที่ขาดไม่ได้ก็คือพระคัมภีร์ไบเบิลเปิดกางอยู่ โอ้มายก๊อด เค้าจำลองมาครบเครื่องทุกอย่างจริงๆ

We went across the street to check out the modern version of the church that was built to replace the original one after the fire, before going along on our way to the next stop. 

ก่อนไปแวะข้ามถนนไปดูโบสถ์ใหม่ที่เค้าสร้างขึ้นมาแทนหลังที่ไฟไหม้ไป จากนั้นจึงเดินทางกันต่อไปยังจุดหมายถัดไป


Glencoe Mill Village is located in the town of Burlington, North Carolina. It gave us a glimpse into the time when textile production was booming here in the late 1880s. The Glencoe Mill textile factory stood right next to the bank of Haw River and was operational until the 1950s. A little village sits nearby to provide housing for all the workers. The beautifully preserved homes, 38 of them restored by the National Register of Historic Places, sit on a neat little street, in a row of pastel-colored lineups. We spotted a few folks lounging on their front porches, just like in the old days.

หมู่บ้าน Glencoe Mill ที่เมือง Burlington แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อสมัยปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ประมาณร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่กิจการทอผ้ากำลังเฟื่องฟูที่รัฐนี้ โรงงานทอผ้า Glencoe Mill เป็นโรงงานผลิตผ้าสักหลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น และเปิดกิจการมาจนถึงช่วงปีค.ศ. 1950 ก่อนที่จะปิดตัวลงในที่สุด ตัวโรงงานสร้างอยู่ริมแม่น้ำ Haw River และทางเจ้าของได้สร้างหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ไว้อยู่ติดกัน สำหรับเป็นที่พักอาศัยของเหล่าบรรดาพนักงาน ทางการได้บูรณะบ้านเรือนสีสวยเหล่านี้จำนวนทั้งหมด 38 หลังและขึ้นทะเบียนให้เขตนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชม โดยมีป้ายบอกรายละเอียดตามทางอธิบายประวัติของบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันออกไป

This little lady appeared to be the town ambassador of some sort. 😻 She promptly came to greet us as soon as we stepped out of the car, and proceeded to give us a private tour of the village for a bit. That is, until some creature came scurrying by and captured her attention, so she had to excuse herself to go tend to the more urgent business at paws! 🤣 We spotted her again on our way back, chilling on a porch of one of the houses with whom we think was her mama (since they looked like carbon-copies of each other, except for the sizes!). As soon as she saw us, she came running right back over, followed closely by her mama. Turned out, the uber-friendliness does run in the family!

น้องแมวน้อยตัวนี้เข้าใจว่าดำรงตำแหน่งเป็นประชาสัมพันธ์ประจำเมือง 😻 เราจอดรถปุ๊บแกก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที แถมพาเดินชมหมู่บ้านอยู่พักใหญ่ก่อนจะเหลือบไปเห็นตัวอะไรในพงหญ้าแกถึงได้ขอตัวไปจัดการธุระด่วนของแก 🤣 เดินกลับมาเห็นแกกำลังนั่งเอกเขนกอยู่หน้าบ้านกับแมวอีกตัวที่เดาเอาว่าเป็นคุณแม่ เพราะหน้าตาโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกันเป๊ะ พอแกเห็นเราเท่านั้นก็รีบวิ่งตรงมาทักทายกันอีกรอบ ตัวแม่เองก็วิ่งตามมาติดๆ ประมาณว่าอัธยาศัยดีกันทั้งตระกูล

We walked over to check out the remnant of the textile factory complex, just across the street from the village. The beautiful brick structures featured several buildings, all shut down but look to be in great shape. According to their web site, some of these are available for lease as art studios at pretty reasonable prices. There was a sculpture with a label calling it “Weaver’s Tools” which is meant to commemorate Glencoe Mill’s history. At the far end, we also found 2 rusted pieces of large propellers that likely were used to power the mill.

เราเดินแวะไปดูตึกโรงงานทอผ้าที่อยู่เยื้องๆกันกับตัวหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ตัวตึกทำด้วยอิฐและปิดตายไว้หมดแต่ยังเดินดูรอบๆได้ web site ของที่นี่บอกว่าตึกบางหลังเปิดให้เช่าเป็นสตูดิโอสำหรับศิลปินในราคาค่อนข้างย่อมเยา ที่หน้าตึกมีรูปปั้นกระสวยทอผ้าขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีใบพัดอันโตจากกังหันที่เคยนำพลังงานน้ำจากเขื่อนมาสู่โรงงาน

A few steps away, at Great Bend County Park, we took a short walk along the Haw River Trail to check out the old dam that used to run the mill. A few people were chilling on the grass, and some fishing in the river.

หลังจากนั้นเราไปเดินตามทางเลียบแม่น้ำ Haw River ที่ Great Bend County Park ซึ่งตั้งอยู่ถัดไปไม่ไกลเพื่อไปชมตัวเขื่อนที่เค้าสร้างไว้เพื่อให้พลังงานแก่โรงงานทอผ้า

We finally made our way to our final stop of the day at Alamance Arts in Graham, where Seward Johnson’s infamous Embracing Peace sculpture sits at its front lawn. The sculpture was inspired by a photo of a US Navy sailor kissing a nurse at Times Square in New York City on August 14, 1945, when the end of World War II was announced. It has traveled all over the world before finally ending up here in NC last year. The installment was originally scheduled to be there from October 2019 until April 2020. When I checked the ‘Current Exhibits‘ page at Alamance Arts before we went, it listed the end date as August 2020. However, when I checked again just now, it appears they have extended it until Spring 2021. I guess that’s one of the rare perks, courtesy of the pandemic! 🙄

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายซึ่งเป็นต้นกำเนิดของทริปนี้ รูปปั้นอันโด่งดังที่ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Alamance Arts ในเมือง Graham นี้มีชื่อว่า Embracing Peace สร้างขึ้นโดยคุณ Seward Johnson โดยได้รับแรงบันดาลใจมากจากภาพถ่ายอันลือชื่อจากวันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง 14 สิงหาคมปีค.ศ. 1945 ซึ่งจับภาพนายทหารเรือหนุ่มน้อยกำลังจุมพิตสาวในเครื่องแบบนางพยาบาลที่ไทม์แสควร์ในนิวยอร์ค รูปปั้นอันนี้เดินทางมาแล้วทั่วโลกเพื่อให้ผู้คนได้ชมกัน จนได้ส่งมาถึงที่เมืองนี้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เดิมมีกำหนดจะย้ายไป ณ จุดหมายแห่งใหม่เมื่อเดือนเมษายนต้นปีนี้ แต่เกิดมาเจอโควิดเลยได้อยู่ต่อมาอีกหลายเดือน ก่อนเราไปตอนที่เช็คดูหน้า ‘นิทรรศการที่จัดแสดงอยู่ขณะนี้‘ ของทางพิพิธภัณฑ์ เห็นในรายละเอียดบอกไว้ว่ารูปปั้นนี้จะมีให้ชมได้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคมปีนี้ แต่พอกลับไปเช็คดูอีกทีหลังสิ้นเดือนปรากฎว่าเค้าอัพเดตมาเป็นฤดูใบไม้ผลิปี 2021 แทน ไม่น่าเชื่อว่าผลกระทบทางอ้อมจากพิษโควิดจะเป็นไปในทางที่ดีได้เหมือนกัน 🙄

Besides the towering sculpture, Alamance Arts has a collection of cool art pieces scattered all over the path way that leads to the Children’s Museum, which is right in the back of it. I guess most of these colorful pieces probably belong to the museum. My favorite was this Alice in Wonderland bench cleverly designed in the shape of an opened book!

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากจะมีรูปปั้นให้ดูฟรีแล้ว ตามทางเดินด้านข้างยังเต็มไปด้วยงานแสดงศิลปะสีสวยหลายชิ้น แต่ดูอีกทีส่วนใหญ่น่าจะเป็นของพิพิธภัณฑ์เด็กที่ตั้งอยู่ด้านหลังมากกว่า งานชิ้นโปรดของเราคือม้านั่งรูปหนังสือจากนิทานเรื่อง Alice in Wonderland

We stopped by the cute little town square, where we spotted an ongoing protest with folks holding a confederate flag pitching their stance against a group of Black Lives Matter supporters. Quite an interesting sight to behold!

ก่อนกลับบ้านเราไปแวะเดินเล่นที่ใจกลางเมือง Graham ปรากฎว่าไปเจอกลุ่มผู้ประท้วงถือธงสมาพันธรัฐอเมริกา (ซึ่งมีที่มาจากสงครามกลางเมืองของที่นี่ และถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายที่ให้การสนับสนุนสถาบันทาสและเหยียดผิวคนดำ) กำลังยืนประจันหน้ากับอีกกลุ่มที่ถือป้ายเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้คนผิวดำ

We ended the day picking up food from this Barbecue joint called Smokehouse at Steve’s. We didn’t have high hopes despite the rave reviews, but it actually turned out to be one of the best BBQ we’ve ever had! They had a market section in the same building and we were glad we grabbed a few extra goodies from there before we left. We were so hungry when we got home that I completely forgot to take a shot of those yummies before they disappeared! 😊

ท้ายที่สุดเราแวะไปเติมพลังกันที่ร้าน Smokehouse at Steve’s ระหว่างที่รอสั่งอาหารกลับบ้านเดินข้ามไปแอบดูอีกส่วนที่เป็นซุปเปอร์มาร์เกตเลยได้ของว่างติดไม้ติดมือมาอีกหลายอย่าง 😊 กลับถึงบ้านด้วยความหิวจัดเลยลืมถ่ายรูปบาร์บีคิวมาให้ดูกัน แต่ขอบอกว่าอาหารของเค้าอร่อยทุกอย่างสมคำร่ำลือจริงๆ

Pandemic Pit Stop: Stone Village, Cider, and Sushi

After getting cooped up at home for months with no end in sight, I was starting to get a little stir crazy. 🤪 We usually have a weeklong trip in May for our anniversary, but obviously that didn’t happen this year… 😔 And it’s been too hot to go on our weekly hikes these past couple of months… 🥵I finally put my foot down and decided to do something about it, for my own mental stability’s sake! So here we are with the first in a hopefully-many-more-to-come weekend outing series that I’ve aptly named ‘Pandemic Pit Stops’. My only 2 criteria includes that the destination be outdoors and that it locates within a 2 hour drive from home, to hopefully eliminate the need for bathroom stops. 😝

หลังจากที่มีชีวิตติดบ้านมาหลายเดือน และจนบัดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาวะปรกติได้เมื่อไหร่ สภาพจิตของคนชอบเที่ยวอย่างเราก็เริ่มจะเหี่ยวเฉาลงทุกวัน ปรกติทุกปีเดือนพฤษภาจะต้องพากันไปฉลองวันครบรอบแต่งงานที่ไหนซักแห่ง แต่ปีนี้ก็อดไป 😔 แถมช่วงนี้อากาศร้อนจัดจนไม่สามารถไปเดินป่าได้ 🥵 ในที่สุดเราเลยต้องหามาตรการมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตกันซักหน่อย ก่อนที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่งมากไปกว่านี้ 🤪 จึงได้มาบังเกิดเป็น “โปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิด” โดยมีกฎตายตัวอยู่สองข้อคือ หนึ่งต้องเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง และสองต้องอยู่ห่างจากบ้านไม่เกินสองชั่วโมง เพื่อลดโอกาสการต้องแวะใช้ห้องน้ำสาธารณะ


This weekend, we drove out to Prospect Hill, a little town about half an hour south of the NC-Virginia border. In the front yard of this little house on Highway NC 86 sits the elaborate labor of love known as the Shangri-La Stone Village. 

สุดสัปดาห์นี้เราขับรถไปที่เมือง Prospect Hill ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐนอร์ทแคโรไลน่าและรัฐเวอร์จิเนียบนถนนไฮเวย์สาย NC 86 ที่สนามหน้าบ้านหลังนี้มีของดีมาไว้ให้แวะดูกันที่เค้าตั้งชื่ออย่างหรูไว้ว่า หมู่บ้านหินแชงกรีล่า

Built during the years 1968-1977 by a retired tobacco farmer named Henry L. Warren, this roadside wonder consists of 27 different structures, including a church, a library, a school, a theatre, a hotel, a bank, a gas station, a water tower, and even a gym. The last of the bunch was a hospital that his family finished up for him after he passed away with cancer. 

หมู่บ้านเล็กๆริมถนนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยฝีมือของคุณ Henry L. Warren ชาวนาไร่ยาสูบที่มาริเริ่มงานอดิเรกชิ้นนี้หลังจากที่เกษียณอายุจากการทำงานเมื่อปีค.ศ. 1968 คุณ Henry ลงมือลงแรงค่อยๆสร้างเมืองเล็กๆของแกทีละหลังๆ มีทั้งโบสถ์ ห้องสมุด โรงเรียน โรงหนัง ธนาคาร แท้งค์เก็บน้ำ โรงยิม แกใช้เวลาทั้งหมด 9 ปี สร้างอาคารต่างๆทั้งหมดรวมแล้ว 27 หลัง จนกระทั่งมาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีค.ศ. 1977 หลังจากนั้นบรรดาลูกหลานจึงได้ช่วยกันสร้างผลงานชิ้นสุดท้ายที่แกทิ้งไว้คือโรงพยาบาลให้จนเสร็จสมบูรณ์

My most favorite part of it all were these strange whimsical pieces that can be found hiding all over the place. A stone cat, a french bulldog statue, a headless rooster, a paper windmill, a tiny action figure, a lego piece, colorful toy cars, just to name a few. Some seem original, others I believe were added by visitors over the years. At first glance, they don’t look like they should be there… But when you look at them again, you realize that they are perfectly where they belong, all bits and pieces stand together with the sole purpose to bring smiles and joy to the rogue passers-by like us!

ถ้ามองดีๆจะเห็นว่ามีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางตั้งไว้ทั่วหมู่บ้าน มีตั้งแต่รูปปั้นแมวน้อย หมาสีดำผูกผ้าพันคอแดง ไก่ไร้หัว ไปจนถึงกังหันลมพลาสติก ตุ๊กตาซุปเปอร์ฮีโร่ ชิ้นส่วนเลโก้ และรถยนต์ของเล่น บางชิ้นก็ดูเข้ากันกับตึกรามบ้านช่องดีอยู่ แต่อีกหลายชิ้นน่าจะมีผู้หวังดีคอยบริจาคทิ้งไว้โดยมิได้นัดหมาย ตอนแรกดูแล้วไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศซักเท่าไหร่ แต่ดูอีกทีมันก็น่ารักไปอีกแบบ ถึงจะไม่ลงล๊อค แต่เห็นแล้วก็อดสร้างรอยยิ้มให้คนที่ผ่านไปมาอย่างเราๆไม่ได้

We signed the guest book thanking the property owner for keeping this wonderful place of happiness available for visitors and went along our way.  

ก่อนไปเราแวะลงชื่อในสมุดเยี่ยมเพื่อขอบคุณสมาชิกครอบครัวบ้านนี้ที่อุตส่าห์ยินดีเปิดสนามหน้าบ้านให้คนแปลกหน้ามาเที่ยวชมกันอยู่ได้ตั้งหลายสิบปี

Our next stop is just a few miles south, on the same road, at Botanist & Barrel Cidery and Winery. We sampled a delicious flight of ciders and a glass of rosé wine. They have outdoor seating in the back with plenty of picnic tables, dotted with cool decorating items made from old barrels and ancient-looking pieces of equipments. This nice gentleman introduced himself to us as the brewmaster and thanked us for visiting. He even pointed me to the pig roaster that was sitting by the trunk of a tree when he saw me checking out the yard decor. Their ciders and wine were tasty. The fruity note was pleasant, and none of them too overly sweet. We picked our two favorites to bring back home with us for later enjoyment. 😊

ถัดไปไม่กี่ไมล์บนถนนเดียวกัน เราไปแวะที่โรงผลิตไวน์และเหล้าผลไม้ชื่อ Botanist & Barrel ไปลองชิมเหล้าผลไม้หลายรส รวมทั้งเหล้าไวน์รสผลไม้สีแดงสวย ที่นี่เค้ามีโต๊ะปิคนิคไว้ให้นั่งจิบไวน์กันชิลๆอยู่ด้านหลังร้าน ของตกแต่งประดับประดาของเค้ามีที่เก๋ๆอยู่หลายชิ้นที่ทำจากถังหมักเหล้าและเครื่องมือที่ดูเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ ลุงเห็นเราไปนั่งยองๆถ่ายรูป เลยเดินมาแนะนำตัวเองว่าเป็นช่างหมักเหล้าอยู่ที่นี่ แล้วอุตส่าห์ไปชี้ให้ดูถังย่างหมูที่เข็นไปเก็บไว้ข้างๆโคนต้นไม้ตรงเกือบสุดลาน เหล้าผลไม้ที่นี่รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นผลไม้ แถมยังไม่หวานมากเหมือนเจ้าอื่นๆ เราเลยขออุดหนุนเอากลับมาจิบต่อที่บ้านกันอีกสองขวด

On the way back, I spotted this lovely mural on an old gas station just down the road!

ระหว่างทางกลับเหลือบไปเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันนี้เลยต้องแวะลงไปถ่ายรูปมาให้ดูกัน

We ended our day in downtown Durham with some cold beer at Pour

ก่อนกลับบ้านไปแวะกันที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เพื่อให้คุณสามีได้จิบเบียร์เย็นๆที่ร้าน Pour

And a passion fruit sorbet ice cream from The Parlour.  

ส่วนตัวเราไปแวะซื้อไอศครีมเสาวรสเชอร์เบทจากร้าน The Parlour มานั่งกินเป็นเพื่อน

Last but not least, nigiri omakase sets togo from M Sushi – one of our favorite sushi spot in town that just opened back up this month, after they had to shut down since mid March due to the pandemic! The nigiris hit the perfect spot, even though they were not at the same caliber as those served fresh at the counter when we used to dine in, understandably since they had to sit in the car for half an hour on our way home. Nevertheless we were thankful. And we will definitely be going back to help support the business. Until we can safely go in for freshly made sushi again, this will have to do for now… 😛

ก่อนจบรายการขอแวะที่สุดท้ายคือร้านซูชิโปรด M Sushi เพื่อไปสั่ง nigiri omakase กลับไปกินที่บ้าน ร้านนี้ปิดเพราะพิษโควิดมาตั้งแต่กลางเดือนมีนา เพิ่งจะมาเปิดอีกทีเมื่อต้นเดือนนี้เอง นิกิริถึงจะไม่อร่อยเท่าตอนที่ไปกินสดๆที่ร้าน เพราะแช่อยู่ในรถตั้งครึ่งค่อนชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้าน แต่ก็ช่วยบรรเทาความอยากลงได้เล็กน้อย ดีใจที่ร้านกลับมาเปิดซักที หลังจากที่อดทนรอกันมานาน สงสัยต้องหมั่นกลับมาอุดหนุนเค้าบ่อยๆ จะได้มีกินกันไปจนกว่าจะได้กลับไปกินของจริงที่ญี่ปุ่นอีกที 😛

Travel Diary: Winston-Salem Arts

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

This is the last post on my Winston-Salem series, where I’d like to showcase several eye candies from all around town. Before this trip, I never realized that Winston-Salem has such a vibrant arts scene or that it is recognized as the City of Arts and Innovation. There are artworks to be explored literally everywhere in town!

นี่เป็นตอนสุดท้ายของซีรี่ส์นำเที่ยวเมือง Winston-Salem ซึ่งเราจะพาไปชมของสวยๆงามๆรอบเมือง ก่อนไปไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองนี้เป็นสวรรค์ของคนรักศิลปะแท้ๆ แถมยังได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งศิลปะและนวัตกรรม ไปที่ไหนก็มีผลงานศิลปะให้ชมไม่ขาดสาย

Starting off with what the locals call ARTivity on the Green, which is located right by Trade Street. This is Winston-Salem’s very first public park. It is packed full with colorful murals. Right in the middle is the bright red sculpture in the shape of stacks with different heights. These were said to signify the city’s past industrial background.

เริ่มต้นกันที่จุดเด่นใจกลางเมืองที่มีชื่อว่า ARTivity on the Green บนถนน Trade Street ที่นี่เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของเมือง Winston-Salem นอกจากจะมีสตรีทอาร์ตสีสวยให้ชมกันอยู่รายรอบแล้ว ตรงกลางสวนยังมีผลงานประติมากรรมสีแดงสะดุดตาเป็นท่อเหล็กสูงต่ำต่างระดับที่ทำไว้เพื่อตั้งใจสื่อถึงภูมิหลังทางอุตสาหกรรมของเมืองนี้

Nearby on Trade Street, more street arts can be found in abundance, within just a few blocks of one another!

ถัดมาบนถนน Trade Street มีผนังหลากสีหลายลายให้ดูไม่ซ้ำกัน ยังไม่นับผลงานประดับยอดตึกเก๋ๆอีกหลายชิ้น

This one was right across from Benton Convention Center.

ตรงข้าม Benton Convention Center

And this one was by the parking spots at Slappy’s Chicken.

ที่จอดรถร้าน Slappy’s Chicken

Beautiful lamp post, right by Cardinal Hotel.

เสาไฟฟ้าเยื้องๆกับโรงแรม Cardinal

This one was near Winston Tower.

ใกล้ Winston Tower

And these were right outside the lot downtown where we parked, just around the corner from Trade Street.

หน้าลานจอดรถที่เราไปจอดกันในดาวทาวน์ ใกล้ๆถนน Trade Street

At Fiddlin’ Fish Brewing Company…

ที่โรงเบียร์ Fiddlin’ Fish Brewing Company

At Wise Man Brewing.

อีกโรงเบียร์ Wise Man Brewing

Now, moving on to what I consider the highlight of this post: Art-o-mats! I had never heard of them before I started doing research for this trip. Winston-Salem used to be one of the biggest tobacco producers in the country. As a result, there used to be these cigarette vending machines everywhere in town. When smoking started to become a thing of the past, these machines were decommissioned and they just sat around collecting dust, until a local artist came up with this genius idea to turn them into arts dispensing machines! We went to Delurk Gallery, the studio where Clark Whittington produces his unique pieces that are now displayed all over the world.

ไฮไลท์ของโพสต์นี้คงหนีไม่พ้นเจ้าเครื่องที่เค้าเรียกกันว่า Art-o-mats ซี่งเราเองเพิ่งมาทำความรู้จักกับมันเป็นครั้งแรกก็ตอนที่ไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ก่อนที่จะมาเที่ยวกันนี่แหละ เมื่อก่อนเมือง Winston-Salem เคยเป็นผู้ผลิตยาสูบรายใหญ่ของประเทศ ก็เลยมีเครื่องจำหน่ายบุหรี่อัตโนมัติตั้งไว้คอยบริการประชาชนอยู่ทั่วเมือง ต่อมาเมื่อมีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ เจ้าเครื่องเหล่านี้เลยถูกแบน และถูกย้ายไปเก็บฝุ่นในห้องเก็บของแทน จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งมีศิลปินหัวใสเกิดไอเดียที่จะนำไอ้เครื่องเนี่ยมาแปลงร่างเป็นตู้จำหน่ายผลงานศิลปะอัตโนมัติขึ้นมา เราแวะไปที่ Delurk Gallery ซึ่งเป็นสตูดิโอที่คุณ Clark Whittington ศิลปินที่ว่าเค้าใช้เป็นที่ทำการแปลงโฉมตู้พวกนี้และส่งไปติดตั้งยังจุดต่างๆทั่วโลก

We did a mini art-o-mat hunt while in Winston-Salem. My favorite was the one at a/perture Cinema, pictured above!

คราวนี้เราเลยได้โอกาสไปตามล่าหาเครื่อง art-o-mat ตามสถานที่ต่างๆทั่วเมือง อันโปรดของเราก็คืออันในรูปข้างบน ซึ่งไปเจอตั้งอยู่ที่โรงหนัง a/perture

We saw these at Camino Bakery, the dark-colored one at the Brookstown location, and the blue one at the downtown location.

สองเครื่องนี้ตั้งอยู่ในร้าน Camino Bakery อันสีเข้มอยู่ที่สาขา Brookstown ส่วนอันสีอ่อนอยู่ที่สาขาดาวทาวน์

This one was in the lobby of Hotel Indigo.

อันนี้ตั้งอยู่ที่ล๊อบบี้โรงแรม Indigo

The first one above was a surprise find, right outside our room at Wherehouse Art Hotel! And the other one was inside Krankies, the coffee shop downstairs!

รูปแรกข้างบนนี้ไปเจอะเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าตั้งอยู่หน้าห้องพักของเราที่โรงแรม Wherehouse Art ส่วนอีกอันนั่นอยู่ในร้านกาแฟ Krankies ชั้นล่างตึกเดียวกัน

This one was inside Mary’s Diner, on Trade Street.

อันนี้อยู่ในร้านอาหาร Mary’s Diner บนถนน Trade Street

And this one was inside Wise Man Brewing.

ในโรงเบียร์ Wise Man Brewing

This one was at Benton Center, where we attended the Big Sip Festival. We actually ended up purchasing this original piece of artwork in the picture and brought it home with us as a souvenir! It was a painting by David Philips Hodge, which reminds us of the California sea and dessert. 😊

ส่วนอันสุดท้ายนี้ไปเจอที่ศูนย์ประชุม Benton Center ที่เราไปร่วมงาน Big Sip Festival กัน เราไปเจอผลงานศิลปะที่ถูกใจจากศิลปินชื่อคุณ David Philips Hodge เลยได้อุดหนุนกลับบ้านมาเป็นที่ระลึกหนึ่งชิ้น ตามที่เห็นในรูป 😊

Last but not least, since I happened to snap this picture during our trip to Winston-Salem… I’d like to offer it as a tribute to the ongoing countrywide protests for social & racial injustice. Here’s to the hope that since justice did prevail then, it would do so now!

ก่อนจบขอถือโอกาสลงรูปที่เผอิญไปถ่ายติดมาจากเมือง Winston-Salem เที่ยวนี้ อยากอุทิศให้แก่ขบวนการประท้วงต่อต้านความอยุติธรรมทางสีผิวที่มีมาอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศตั้งแต่สิ้นเดือนก่อน หวังว่าคราวนี้จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับในประวัติศาสตร์ตามป้าย ซึ่งตั้งไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชัยชนะจากการชุมนุมประท้วงเมื่อปีค.ศ. 1960 ที่นำโดยคุณ Carl Wesley Matthews เพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในร้านอาหารที่เมือง Winston-Salem นี้ จนในที่สุดหลังจากที่ประท้วงกันอยู่นานถึง 107 วัน คุณ Matthews กลายเป็นคนผิวสีรายแรกที่ได้รับการเสิร์ฟอาหารร่วมกับคนขาวบนเคาน์เตอร์เดียวกันเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมปีค.ศ. 1960

Travel Diary: Winston-Salem Sees

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

Welcome back to the third installment of my Winston-Salem series. This one features different places we deem worth seeing around town. The last time I came here, the only one tourist spot I knew of (and hence the only thing my friends and I ended up seeing during that trip) was the infamous Old Salem historic district. It turns out this beautiful old town has a lot more to offer that just that!

ขอต้อนรับกลับมาสู่ตอนที่สามของซีรี่ส์นำเที่ยวเมือง Winston-Salem ซึ่งรอบนี้จะพาไปชมสถานที่น่าเที่ยวต่างๆของเมืองเก่าแก่แห่งนี้ เมื่อคราวที่แล้วที่มาที่นี่รู้จักอยู่แค่ที่เด่นดังที่เดียวก็คือเมืองเก่า Old Salem เลยได้เห็นกันแค่นั้น พอมาสืบเสาะเอาจริงจังถึงได้รู้ว่าเมืองนี้ยังมีของดีให้ดูอีกเยอะแยะ

First up was a cool relic in the form of a seashell. 😆 We checked out the last Shell Oil Clamshell station in town, located in a quiet residential neighborhood at the corner of Sprague and Peachtree Streets. It’s obviously been a long time since it has gone out of business but the location was pretty well preserved. The two tall pumps still sit out front and the clamshell structure houses a little store whose front door and windows offer you a peek inside to get a glimpse of how business might be conducted back then.

ก่อนอื่นเราไปแวะชมโบราณสถานรูปเปลือกหอยสีแสบตา 😆 นี่คือปั๊มเชลล์รุ่นบุกเบิก ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นที่สี่แยกมุมถนน Sprague และ Peachtree ตัวปั๊มนั้นปิดให้บริการไปนานแล้ว แต่เค้าบูรณะไว้อย่างดี ปั๊มสีเหลืองแดงสองอันตั้งตระหง่านอยู่หน้าตัวร้านที่แอบมองทางประตูด้านหน้าหรือกระจกหน้าต่างด้านข้างเข้าไปเห็นได้ว่าสภาพเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นยังไง

From there we headed over to UNCSA – University of North Carolina School of the Arts campus. I admit this is a rather odd destination, but it was a beautiful place, very fitting for its purpose. The best part was how deserted it was on a late Friday afternoon. I enjoyed spending time walking around admiring this section in the middle where they have a miniature movie studio. My favorite was the sign Joel spotted above, right next to a large green dumpster! 😂

ต่อไปเป็น UNCSA – University of North Carolina School of the Arts มหาวิทยาลัยศิลป์ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งดูเผินๆไม่น่าจะมานับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ แต่เผอิญไปรู้มาว่าเค้ามีโรงถ่ายหนังขนาดย่อมๆตั้งอยู่ในนั้น เราเลยเข้าไปลองเดินเที่ยวกันดู วันนั้นที่ไปเป็นบ่ายวันศุกร์ คนแทบจะไม่มีให้เห็นซักคน เลยได้ถ่ายรูปกันอย่างสบายๆ มีช่วงตึกสั้นๆที่เค้าเอามาจัดตกแต่งไว้ได้บรรยากาศประมาณหนังฮอลลีวู๊ดเก่าๆ เพิ่งจะรู้ว่าที่นี่เป็นโรงเรียนสอนการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับต้นๆของประเทศเลยทีเดียว คุณสามีตาดีแอบไปเห็นป้ายนี้ที่เค้าติดไว้ตรงถังขยะอันโตข้างโรงเก็บของด้านหลังที่เขียนว่า ถังใบนี้สงวนไว้สำหรับของวิเศษเหลือใช้จากการถ่ายทำภาพยนตร์โดยเฉพาะ 😂

We headed to the Stevens Center downtown, which is UNCSA’s largest performance venue, hoping to check out its majestic interior. Unfortunately, we found out it was closed to public when we got there, so I could only get pictures of the building from the outside. 😔

จากนั้นเราตรงไปที่ Stevens Center ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ที่นี่เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดของ UNCSA ได้ยินมาว่าข้างในสวยมาก เลยตั้งใจจะเข้าไปดู ปรากฎว่าไปถึงเค้าปิดไม่ให้คนเข้าเพราะไม่มีการแสดง เลยอดกันไปตามระเบียบ ถ่ายรูปมาฝากได้แค่ตัวตีกด้านนอกเท่านั้น 😔

We took a mini coffee break at the Camino Bakery in Brookstown, and spotted this cool looking guitar store nearby. Not far from it was the Winston-Salem visitor center, housed in the old cotton mill building.

ห่างไปอีกนิดเป็นย่านที่มีชื่อว่า Brookstown เราไปแวะจิบกาแฟเติมพลังกันที่ร้าน Camino Bakery ซึ่งตัวตึกด้านนอกแต่งไว้น่าสะดุดตาเป็นอิฐทาสีดำตัดกับตัวตึกสีอิฐด้านหลัง ร้านข้างๆเป็นร้านขายกีต้าร์ ป้ายหน้าร้านของเค้าก็เก๋ไก๋ไม่แพ้กัน เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของเมืองนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในตึกที่เคยเป็นโรงงานฝ้ายเก่า ด้านในยังมีปล่องไฟหลงเหลือไว้ให้เห็นเป็นหลักฐาน

About 15 minutes drive from town is the Bethabara Historic District which was an old Moravian settlement that came before Old Salem. There were only a few buildings left to be seen, including an old church, dye shop, distillery, and community garden. All were well-preserved to reflect the lives of the old settlers from hundreds of years ago.

จากตัวเมืองขับรถออกไปประมาณ 15 นาทีเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Bethabara ที่นี่เป็นที่ๆชาวโมราเวียรุ่นแรกๆอพยพมาตั้งรกราก ก่อนที่จะย้ายไปยังเมืองเก่าที่ Old Salem ถึงเค้าจะอนุรักษ์ไว้อย่างดี แต่ก็มีแค่ไม่กี่ตึกเหลือไว้ให้เห็น มีโบสถ์เก่าแก่ ร้านย้อมผ้า โรงกลั่นสุรา และสวนสหกรณ์ชุมชน พอจะให้เห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่จากเมื่อหลายร้อยปีก่อน

Last stop of the day was Quarry Park, which offers a wonderful view of the downtown skyline. We arrived there just after sunset, which made the already stunning vista even better! It didn’t hurt that we were pretty much the only people there! 😊

เราไปจบรายการทัวร์วันแรกกันที่ Quarry Park จากที่นี่ท่านสามารถมองเห็นวิวตึกสูงในดาวน์ทาวน์ได้อย่างชัดเจน เราไปถึงตอนพระอาทิตย์ตกพอดิบพอดี แสงกำลังสวยจับตา แถมคนก็ไม่มี เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง 😊

We spent the next morning exploring the infamous Old Salem. There was a fee if you want to get inside some of the buildings on the ground. We didn’t have a lot of time, so we were just planning on checking out the buildings from the outside, which apparently you can do for free. It was actually a little sad there weren’t more people there. 😢 I heard that their flagship restaurant, The Tavern (pictured above), which supposedly served really great food, just closed down this past December due to lack of business. But management did announce they plan to have a new business open there by next Christmas. Unfortunately, with the current ongoing quarantine situation, that may no longer be the case. 😔

เช้าวันรุ่งขึ้นเราไปแวะที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังประจำเมืองที่เรียกกันว่า Old Salem เค้าเก็บค่าผ่านประตูสำหรับเข้าชมด้านในตัวตึก แต่เรามีเวลาน้อย เลยตั้งใจไปเดินดูกันแค่ด้านนอก ซึ่งเปิดให้ชมฟรีไม่ต้องเสียตังค์ ไปถึงแทบจะไม่มีคนเลยทั้งๆที่เป็นวันเสาร์ ดูแล้วบรรยากาศน่าเศร้าเล็กน้อย 😢 ก่อนไปอ่านเจอว่า The Tavern ร้านอาหารประจำชื่อดังของที่นี่ (ในรูปด้านบน) เพิ่งจะประกาศปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้วหลังจากเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1972 ทีมผู้บริหารบอกว่าขอปิดปรับปรุงและมีแผนจะเปิดให้บริการอีกครั้งก่อนวันคริสมาสต์ปลายปีนี้ แต่มาเจอพิษโควิดเข้าอย่างนี้จะได้เปิดกันรึเปล่าก็ไม่รู้ 😔

This marker for an old well was right in front of the Old Salem visitor center.

ป้ายบอกตำแหน่งบ่อน้ำเก่าหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของ Old Salem

This beautiful wooden bridge connects the visitor center and the parking lot across the street with the main streets of Old Salem.

สะพานไม้อันนี้เชื่อมต่อระหว่างตึกที่ขายตั๋วและลานจอดรถกับถนนหลักของ Old Salem

This is a living history museum that replicates the lives of early Moravian settlement from the 1700s. The buildings here were restored to reflect their old shining glory, 70% of which were original.

ที่นี่เค้าจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จำลองการใช้ชีวิตของชาวโมราเวียรุ่นแรกๆที่มาปักหลักตั้งถิ่นฐานที่เมืองนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ตัวตึกประมาณ 70% เป็นของดั้งเดิมที่ได้รับการบูรณะเป็นอย่างดี

This little plaque in the heart of town commemorates the very first official celebration of our Independence Day, on July 4, 1783. It was placed there on July 4th, 1966, on the 200th anniversary of the establishment of the city of Winston-Salem.

แผ่นโลหะอันนี้ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสาธารณะใจกลางเมืองเป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงการเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาครั้งแรกในวันที่ 4 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1783 แต่กว่าจะได้นำมาติดตั้งก็ปาเข้าไปตั้งวันที่ 4 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1966 เนื่องในวโรกาสครบรอบ 200 ปีแห่งการก่อตั้งเมือง Winston-Salem

Beautiful architecture can be seen everywhere around this old part of town. Some of my favorites include the statues of these three ominous-looking creatures, this prominent-looking door on one of the mansions, and these uniquely-shaped banister tips.

ถ้าสังเกตดูดีๆที่นี่มีของแปลกๆให้เห็นเยอะแยะ อันที่ถูกใจเราที่สุดเห็นจะเป็นรูปปั้นสามทหารเสือชุดนี้ รองลงมาก็คือประตูไม้ลายสวยหน้าคฤหาสน์ที่เห็น และราวบันไดหน้าตึกที่ตรงปลายโค้งเป็นเกลียวดูแปลกตา

We stopped by C. Winkler Bakery to sample some of their freshly baked goodies. This was one of the few places on the premise that you can enter without tickets. Unfortunately, we were not very impressed with anything we got from here. 😬

เราไปแวะชิมขนมอบใหม่ๆจากร้านเบเกอรี่ C. Winkler ที่นี่เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่แห่งที่เราสามารถเข้าไปชมด้านในได้โดยไม่ต้องมีตั๋ว แต่ขอบอกว่าซื้อของเค้ามาลองหลายอย่าง กินแล้วไม่อร่อยซักอย่าง 😬

My most favorite section of Old Salem was the Salem Moravian God’s Acre, the cemetery located at the north end of the property. Those of you who know me well will remember my strange obsession with old graveyards, so this should hardly come as a surprise! 😊 Lush green grass interspersed with orderly white headstones create a beautiful landscape against the bright blue sky backdrop, giving the sense of humble serenity one can experience while walking around this peaceful forever resting place. The departed were buried chronologically according to the time they were laid to rest. Men, women, and children were separated into different sections. The children one was the most heartbreaking to see…

เดินเที่ยว Old Salem จนทั่ว ถ้าถามว่าชอบที่ไหนที่สุด คงต้องตอบว่าสุสาน God’s Acre ซึ่งตั้งอยู่ที่สุดปลายด้านเหนือใครๆที่รู้จักเราดีจะรู้กันว่าเราเป็นคนชอบไปเดินเที่ยวสุสาน 😊 ยิ่งเก่ายิ่งแก่ยิ่งชอบ จริงๆแล้วที่นี่เค้าจัดไว้เรียบง่าย ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ดูรวมๆแล้วป้ายหลุมฝังศพสีขาวเรียงเป็นระเบียบตัดกับหญ้าสีเขียวขจีและท้องฟ้าสีสดก่อความสงบร่มรื่นสบายตา สมแก่การเป็นสถานที่พักพิงแห่งสุดท้ายของชีวิต เค้าแยกฝังเป็นส่วนผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ตามลำดับวันที่เสียชีวิต ส่วนของเด็กๆเห็นแล้วน่าหดหู่มาก มีหลายรายที่ลืมตามาเห็นโลกแล้วก็จากไปในวันเดียวกัน

This Mickey Tin Coffee Pot sits just one street over from the cemetery. Built by the Mickey tinsmith brothers to promote their shop back in 1858, it was quite a site to be seen from the street!

หม้อต้มกาแฟยักษ์ใบนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสุสาน พี่น้องตระกูลมิคกี้ซึ่งเป็นช่างเหล็กสร้างหม้อใบนี้ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1858 เพื่อช่วยโฆษณาโรงเหล็กของพวกเค้า จนทุกวันนี้ยังคงตั้งตระหง่านให้รถที่ขับผ่านเห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวถนน

We drove around to see old buildings in Classical Revival, Colonial Revival, Queen Anne styles, some date back to the 1800s, and others were a more modern interpretation. Most were located within what they call the West End Historic District.

ก่อนกลับเราขับรถวนดูบ้านเก่าๆสไตล์ Classical Revival, Colonial Revival, และ สไตล์ Queen Anne ซึ่งหาดูได้ทั่วเมือง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในย่านประวัติศาสตร์ West End บางแห่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่บางหลังก็เป็นบ้านใหม่ที่สร้างให้ดูเป็นสไตล์ย้อนยุค

Downtown Winston-Salem also houses other historic structures such as this R. J. Reynolds smokestack, right across from Bailey Park, next to the Wake Forest Biotech campus. The glowing red little building in the last picture is the Reynolds Building, which is the inspiration behind the infamous Empire State Building in New York City. Built in 1929 by the same architecture firm, it won the Building of the Year Award that led them to commission the Empire State job a few years later. Rumor has it that the staff of the Empire State send the Reynolds a Father’s Day card every year! 😂

ใจกลางเมือง Winston-Salem ยังมีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ให้เห็นอีกหลายแห่ง เช่น ปล่องไฟของโรงงานยาสูบ R. J. Reynolds ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ Bailey Park ไม่ไกลจากศูนย์ Biotech ของมหาวิทยาลัย Wake Forest ตึกยอดสีแดงที่เห็นในรูปสุดท้ายนั่นคือตึก Reynolds ซึ่งเป็นต้นแบบของตึก Empire State ในนิวยอร์ค ตึกนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1929 (ก่อนหน้าตึก Empire State ไม่กี่ปี) โดยบริษัทสถาปนิกเจ้าเดียวกัน หลังจากที่ได้รับรางวัลตึกยอดเยี่ยมประจำปี บริษัทนี้ถึงได้รับการว่าจ้างให้ไปสร้างตึก Empire State ซึ่งขึ้นชื่อโด่งดังกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนิวยอร์คในเวลาต่อมา เค้าว่ากันว่าพนักงานประจำตึก Empire State ส่งการ์ดอวยพรวันพ่อมาให้กับพนักงานประจำตึก Reynolds เป็นประจำทุกปี 😂

Travel Diary: Winston-Salem Eats

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

This is my second post in the Winston-Salem series, featuring our gastronomic journey through this beautiful old town. One of the main reasons we picked Winston-Salem as our destination was because of the Big Sip Festival. This is an annual event, where local venues gather to showcase their craft beverage offerings. We were lucky that this took place right at the very end of February. Had it been scheduled just a few weeks later, it would surely have been canceled, like all other events around town, because of coronavirus!

นี่เป็นโพสต์ลำดับที่สองของซีรี่ส์นำเที่ยวเมือง Winston-Salem ซึ่งเราจะพาไปชิมของอร่อยๆที่ได้มีโอกาสไปลิ้มลองกันมาในเมืองเก่าแก่แห่งนี้ ที่เราเลือกมาที่นี่นั้นมีต้นสายปลายเหตุมาจากที่คุณสามีไปอ่านเจอว่าเค้ากำลังจะจัดเทศกาลที่มีชื่อว่า Big Sip Festival ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่เหล่าบรรดาผู้ประกอบกิจการค้าเครื่องดื่มท้องถิ่นแถบนี้มารวมตัวกันเพื่อนำเสนอสินค้าตัวใหม่สู่ผู้บริโภคอย่างเราๆ โชคดีที่ว่างานนี้จัดขึ้นตอนปลายเดือนกุมภา ถ้าเลทไปอีกไม่กี่อาทิตย์คงจะได้ถูกแคนเซิลกันตามระเบียบ ด้วยอภินันทนาการจากพิษโควิด-19

The event took place at Benton Convention Center, right in the heart of downtown. We opted for the earlier admission round at 1 pm, hoping to avoid the crowd, which turned out to be a good call. We waited about 20 minutes in line before it was our turn to get in.

งานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุม Benton Convention Center ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เค้ามีรอบให้เข้าชมสองรอบ เราเลือกรอบเช้าบ่ายโมง ด้วยความหวังว่าคนคงจะยังไม่เยอะนัก ไปถึงคนก็ไม่เยอะจริงๆ เข้าแถวรออยู่ประมาณซักยี่สิบนาทีก็ได้เดินเข้างาน

There was a decent number of people but I wouldn’t call it too crowded, which was very nice. Some booths were more packed than others, but we didn’t have to wait that long to get samples of anything. There were so many interesting concoctions being offered, and these guy were generous with their pours! 😆 I had to dump some (they have waste buckets everywhere, I imagine for this very purpose) in my attempt not to get too boozy. 😅

คนดูเหมือนจะเยอะ แต่เทียบกับงานประมาณเดียวกันที่เมืองใหญ่ๆอย่างแอลเอแล้วถือว่าคนยังน้อยมาก บางซุ้มคนเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องคอยนาน แต่ละเจ้าแข่งกันนำเสนอของแปลกๆใหม่ๆที่ล้วนแล้วแต่หน้าตาดีไม่แพ้กัน แถมมีตัวอย่างมาให้ชิมกันฟรีแบบไม่มีการขี้เหนียว 😆กรึ๊ปไปกรึ๊บมาต้องคอยเททิ้งไปบ้าง (เค้ามีถังวางอยู่เป็นระยะๆทั่วงานเพื่อการนี้โดยเฉพาะ) เพราะเริ่มจะรู้สึกมึนๆเล็กน้อย 😅ไม่งั้นอาจเมาไม่รู้ตัว

My most favorite drink of the day was this heavenly mixture called the ‘Morning After’ from Cultivated Cocktails Distillery in Asheville. It was coffee liqueur, mixed with salted cocoa nibs, syrup, lavender water, and cream – aka perfection! 😍It was so addictive I went back a couple of times to keep getting more and more. 😊

ชิมมาหมดแล้วแก้วที่ถูกใจที่สุดคือเจ้า ‘Morning After’ จากซุ้มของร้าน Cultivated Cocktails Distillery จากเมือง Asheville เค้าเอาเหล้ากาแฟไปผสมกับเกร็ดโกโก้ น้ำเชื่อม น้ำสกัดจากลาเวนเดอร์ และครีมสด ออกมาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รสชาติกลมกล่อมสมบูรณ์แบบ จิบแล้ววางไม่ลงจริงๆ เราแอบย้อนกลับไปชิมแล้วชิมอีกอยู่หลายรอบจนเค้าจำหน้าได้ 😊

Aside from craft beverages, they also have a mac & cheese cook off at this same event. We sampled all the creative inventions from participating local restaurants. Each has its own flair, from 5 different kinds of cheeses to Mexican style with nacho chip, topped with cracklins, or southern style with pulled pork barbecue – all delicious in their own unique ways!

นอกจากการออกร้านเครื่องดื่มแล้ว เทศกาลนี้ยังรวมไปถึงการประกวดอาหารอเมริกันยอดฮิต – มักกะโรนีอบชีส ร้านอาหารชื่อดังทั่วเมืองมาแข่งกันคิดค้นเมนูแปลกๆที่แหวกแนวไปจากต้นฉบับดั้งเดิม มีเจ้านึงเอามักกะโรนีไปอบชีส 5 อย่าง อีกเจ้าทำสไตล์เม็กซิกันใส่ข้าวเกรียบ nacho หรือจะโรยหน้าด้วยหนังหมูทอดกรอบ ทำเป็นสไตล์อาหารปักษ์ใต้ใส่หมูอบบาร์บีคิว แต่ละเจ้าก็อร่อยไปคนละแบบ

Besides the festival, we also got to check out other popular eating spots around town. First up was Slappy’s Chicken, where we tried their famous juicy fried chicken with spicy homemade sauce. The chicken was as good as advertised, as were their sides!

ของอร่อยๆในเมืองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเทศกาลที่เราไปมา เราได้ไปแวะชิมอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้หลายที่ เริ่มต้นกันด้วยไก่ทอดเนื้อนุ่มราดด้วยซอสพริกสไตล์คล้ายๆของเมืองแนชวิลล์จากร้าน Slappy’s Chicken ไก่ของเค้ากรอบนอกนุ่มในสมคำโฆษณา แถมเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาด้วยก็รสดีไม่แพ้กัน

We stopped for a couple of beers at Foothills Brewing, while waiting for our dinner reservation…

แวะจิบเบียร์เย็นๆกันที่ Foothills Brewing ในระหว่างที่นั่งรอให้ถึงเวลาดินเนอร์

Spotted this cool building on 4th Street while walking from Foothills to Mozelle’s.

เดินผ่านตึกสวยตึกนี้บนถนน 4th Street ระหว่างทางที่เดินจากร้านเบียร์ไปร้านอาหาร เลยอดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้