Pandemic Pause: Wild Horses on Shackleford Banks

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The last but arguably most epic thing we did before returning home from the beach was a visit to Shackleford Banks to catch a sight of the infamous wild horses that live there on this otherwise uninhabited island. This island was first discovered by John Shackleford in 1713, and used to be home to the Shackleford family, and later several hundred other residents until the frequent hurricanes persuaded them to all move back inland. The population tally was down to 0 by the early 1900s. Since then, it has become part of the Cape Lookout National Seashore area.

กิจกรรมสุดท้ายของทริปชายทะเลเที่ยวนี้คือการไปตามล่าหาม้าป่าบนเกาะ Shackleford Banks เกาะร้างแห่งนี้ถูกค้นพบโดยคุณ​ John Shackleford ซึ่งมาตั้งหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่กับครอบครัวตั้งแต่ปีค.ศ.1713 หลังจากนั้นมีเพื่อนบ้านตามาสบทบอีกหลายร้อยราย จนกระทั่งต่างคนต่างทนพิษพายุเฮอริเคนไม่ไหว เลยย้ายหนีกลับแผ่นดินใหญ่กันไปหมด ทิ้งที่นี่ไว้ให้เป็นเกาะร้างตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันเกาะแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Cape Lookout National Seashore

We woke up early to catch the very first ferry out with Island Express Ferry Service in Beaufort. Not only did we want to beat the crowd, but we were also hoping to beat the heat from the sun 🥵, knowing that there was not going to be much shade on the island. And just for the record, I do know how to properly wear a face mask – the reason why my nose was showing in the picture above was entirely because of the strong ocean wind! 😝

วันนั้นตื่นกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ไปขึ้นเรือรอบแรกของ Island Express Ferry Service ออกจากท่าที่เมือง Beaufort เพราะกลัวว่าถ้าไปสายเดี๋ยวคนจะเยอะ แถมแดดจะแรง 🥵 อีกด้วย เพราะรู้มาว่าเกาะนี้หาที่ร่มหลบแดดยากมาก ขอออกตัวว่าในภาพข้างบนที่หน้ากากอนามัยหล่นมาอยู่ใต้จมูกก็เพราะว่าลมทะเลพัดแรง ตีซะหน้ากากเกือบหลุด ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าใส่อย่างบางคนเค้าทำกัน 😝

Our first glimpse of the island from the ferry.

อีกนิดเดียวจะถูกปล่อยเกาะแล้ว

It was only a short 15 minute ride from Beaufort, but felt like an entirely different planet when we disembarked! We had only a handful of fellow travelers on the way out with us that day. The captain kindly gave some tips on where to find the horses and seashells. For some reason everybody else went towards the western shore where she said the seashells were abound. We were the only people heading inland in search of the horses.

เกาะนี้อยู่ไม่ไกลจากฝั่ง นั่งเรือมาแค่ 15 นาทีก็ถึง แต่บรรยากาศห่างไกลกันลิบลับ เช้าวันนั้นที่ไปมีเพื่อนร่วมเดินทางแค่ไม่กี่ราย คุณกัปตันอุตส่าห์บอกเคล็ดลับสำหรับทั้งคนอยากมาดูม้าและคนมาเดินหาเปลือกหอย พอลงจากเรือคนอื่นเดินไปชายฝั่งด้านตะวันตกไปชมเปลือกหอยกันหมด มีแค่เราสองคนเดินไปอีกทางไปส่องหาม้าป่า

The flora and fauna of Shackleford.

พืชพรรณและสัตว์ป่าบนเกาะ Shackleford

We spent about an hour walking around one end of the island. The first half was pretty rough. The intense morning sun was beating down on our backs. We went up sand dunes after sand dunes, with no horses in sight. And, just when I was about to give up, we found our first group of horses! 😍

เราเดินด้อมๆมองๆกันอยู่ชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ ครึ่งชั่วโมงแรกส่องแล้วส่องอีกไม่เห็นเจอม้าซักตัว ถึงจะยังเช้าแต่แดดก็เปรี้ยงเหลือเกิน เดินขึ้นลงเนินทรายอยู่หลายลูกจนเกือบถอดใจ สงสัยว่าจะมาเสียเที่ยว ร่ำๆจะชวนกันกลับ ก็มาเจอะคุณม้าสามตัวนี้เข้าพอดี 😍

From then, they just kept on coming. We’d be rounding a turn and coming up with more, weirdly all of them were in groups of three. In the end, we counted 12 horses in total – pretty impressive in a relatively short amount of time on this 1 x 8 square mile stretch of land! According to the National Park Services, who keeps a close watch on them, there are supposed to be over 100 of them roaming around. These were believed to be descendants of the Spanish mustangs, brought over to these shores by shipwrecks in the late 1500s.

หลังจากนั้นเดินไปอีกก็เจออีก นับไปได้ทั้งหมดสิบสองตัว แปลกตรงที่ว่าเค้ารวมกันเป็นกลุ่มละสามตัว เหมือนมีใครมาแบ่งไว้ 🤔 จริงๆที่เจอนี่ถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะเกาะนี้ทั้งเกาะกว้าง 1 ไมล์ ยาว 8 ไมล์ เราเดินวนกันอยู่แค่ตรงใกล้ๆริมเกาะฝั่งเดียวเท่านั้น เวบไซต์ของอุทยานแห่งชาติบอกไว้ว่าที่เกาะนี้มีม้าป่าอาศัยอยู่ทั้งหมดร้อยกว่าตัว และมีต้นกำเนิดจากบรรพบุรุษเชื้อสายพันธุ์สแปนิชมัสแตง ที่มาถูกปล่อยเกาะไว้ที่นี่ตั้งแต่ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 16 จากเรือผู้อพยพชาวสเปนที่มาอับปางอยู่ใกล้ๆกับฝั่งที่นี่

We called it quits after getting our fair share of free ponies entertainment and realizing that we had circled back to the north side of the beach, not far from where we started off from. We found the only shade in sight to set out our picnic lunch, which happened to be this lone structure just steps from the only restroom on the island. 🙄

หลังจากที่ชมม้าอย่างเพลิดเพลินจนจุใจแล้ว และค้นพบว่าเดินวนกันกลับมาใกล้ๆกับที่ชายฝั่งเดิมที่เราถูกเอามาปล่อยไว้ เลยได้เวลางัดเอาข้าวปลาที่อุตส่าห์หอบติดมาด้วยออกมานั่งกินกัน มองซ้ายมองขวาหาทำเลดูแล้วมาเจอที่หลบแดดอยู่ใต้บ้านไม้เล็กๆหลังนี้ซึ่งอยู่ถัดจากส้วมแห่งเดียวบนเกาะมาไม่กี่ก้าว 🙄

After lunch, we took the next ferry back to Beaufort. This time we were the only passengers on board. 😉

หลังเสร็จจากมื้อกลางวันเราเดินกลับไปขึ้นเรือกลับไปที่ท่าเรือเมือง Beaufort คราวนี้ได้นั่งเป็นเรือส่วนตัว เพราะมีกันอยู่แค่เราสองคนกับคุณกัปตันเท่านั้น 😉

The captain pointed out one last horse grazing on the shore right before we docked back at the pier in Beaufort. Perfect ending to our perfect day at the beach! 😍

ก่อนถึงฝั่งยังอุตส่าห์มีม้ามาแถมให้เห็นอีกหนึ่งตัวยืนเล็มหญ้าอยู่ริมฝั่ง สรุปว่าแฮปปี้ที่คราวนี้มาไม่เสียเที่ยว 😍

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: The Bears of New Bern

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After our beach hike, we drove over to check out the town of New Bern. Not only is this our very first state capital, it is also the second oldest city in North Carolina. This town was established in 1710, by Swiss and German immigrants. ‘Bern’ is apparently an old Germanic word that means ‘bear’ – that’s why there are bear statues and signs everywhere in town!

หลังจากที่เสร็จจากไปเดินป่าริมชายหาด เราขับรถไปเที่ยวต่อกันที่เมือง New Bern เมืองนี้นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของนอร์ทแคโรไลน่าแล้ว ยังเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสองของรัฐอีกด้วย โดยได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1710 หลังจากผู้บุกเบิกชาวสวิสและเยอรมันได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ คำว่า ‘Bern’ นั้นมีที่มาจากภาษาถิ่นเยอรมันซึ่งแปลว่า ‘หมี’ ฉะนั้นเราถึงได้เห็นสัญลักษณ์รูปหมีอยู่ทั่วเมือง

If you drive in via Highway 70, you’ll likely notice these bear signs by Exit 416.

ถ้าขับรถเข้าเมืองจากไฮเวย์สาย 70 จะเห็นป้ายรูปหมีขนาดยักษ์ในรูปอยู่ที่ทางออกหมายเลข 416

Like every other towns we visited on this trip, there weren’t many people around, even on a Sunday afternoon. 😔 A quick stroll through the downtown area took us from one historic structure to another. Overall, a very lovely place! This is also the birthplace of the infamous Pepsi-Cola drink. Oh, and did I mention all the bears? 😆

ถึงแม้จะเป็นบ่ายวันอาทิตย์ แต่เมืองนี้ก็ดูเงียบเหงาไม่ต่างไปจากเมืองอื่นๆที่เราไปแวะชมกันมาในทริปนี้ 😔 ย่านดาวน์ทาวน์มีตึกรามบ้านช่องเก่าแก่สวยงามให้เดินดูกันเพลินๆ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งมีป้ายบอกรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้นร้านขายยาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดของเครื่องดื่มเป๊บซี่ยอดฮิต ที่ขาดไม่ได้คือคอลเลคชั่นหมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลัก ม้านั่ง และโลโก้รูปหมีที่เห็นได้ตามป้ายต่างๆทั่วเมือง 😆

To celebrate the town’s 300th anniversary in 2010, the city commissioned local artists to paint more than 50 life-sized fiberglass bears and installed them all over town for public enjoyment. These are the ones we found from about an hour of walking around the downtown area. The full list can be found in this map.

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 300 ของเมืองนี้เมื่อปีค.ศ.2010 ทางการได้ริเริ่มโปรแกรมให้ศิลปินท้องถิ่นมาเพ้นท์รูปจำลองหมีขนาดเท่าตัวจริงซึ่งทำจากไฟเบอร์กลาสจำนวนกว่า 50 ตัว เพื่อไปตั้งไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมตามจุดต่างๆทั่วเมือง ที่เห็นในรูปข้างบนนี่คือหมีที่เราเดินผ่านไปเจอมาในละแวกดาวน์ทาวน์ ถ้าอยากเห็นให้ครบทุกตัวเค้ามีแผนที่ไว้ให้ไปเก็บดูได้ตามสะดวก

The highlight of this particular tour for me, was Cedar Grove Cemetery. It was a beautiful space near the edge of town close to Neuse River. The grand entrance on Queen Street features a triple-arched gateway known as ‘The Weeping Arch’ following the legend where people witnessed liquid droplets that inexplicably materialized whenever a funeral procession passed through. Notable graves include those of several local congressmen, artists, and authors, but the most famous of all was none other than the Pepsi inventor Caleb Bradham‘s.

ไฮไลท์ของทัวร์วันนั้นสำหรับเราก็คือสุสาน Cedar Grove ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฝั่งแม่น้ำ Neuse River ทางเข้าหลักบนถนน Queen Street เป็นประตูโค้งสามชั้นซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘The Weeping Arch’ หรือ ‘ประตูโค้งร่ำไห้’ โดยได้สมญานามมาจากคำร่ำลือที่ว่า เวลามีขบวนงานศพเคลื่อนตัวลอดผ่านครั้งใดก็ตาม จะมีหยดน้ำรูปร่างคล้ายหยาดน้ำตาปรากฎให้เห็นทุกครั้ง ราวกับว่าใครกำลังร่ำไห้เสียใจกับการจากไปของสมาชิกรายใหม่ที่ย้ายเข้ามาสู่สุสานแห่งนี้ ที่นี่มีหลุมศพของคนสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญต่างๆทางการเมือง ศิลปิน นักเขียน แต่ที่โด่งดังที่สุดก็คือหลุมศพของคุณ Caleb Bradham ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเครื่องดื่มเป๊บซี่ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Hiking the Neusiok Trail at Pine Cliffs

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

Because we weren’t comfortable having a cat sitter coming into the house to take care of our fur babies 😻 while we’re gone on a trip like we usually do because of the pandemic, we decided to instead drive back home half way through to check up on them ourselves. It was not that bad, only a couple of hours each way. Totally worth the extra peace of mind if you ask me! 😆

ปรกติเวลาไปเที่ยวหลายวันเราจะต้องจ้างคนมาดูแมวที่บ้านวันละครั้ง แต่คราวนี้คุณสามีไม่ไว้ใจว่าเค้าจะเอาเชื้อโรคเข้ามาในบ้านเรารึเปล่า คิดสะระตะแล้วเลยตัดสินใจว่าเราจะขับรถกลับบ้านมาเยี่ยมน้องแมวกันเองครึ่งทริป จริงๆแล้วก็ไม่ได้ไกลมากมายแค่สองชั่วโมงนิดๆเท่านั้นเอง เสียเวลาหน่อยแต่เพื่อซื้อความสบายใจยังไงก็คุ้ม 😆

After making sure our kitties were okay, we went back to the beach house and set out on another cool hike the next day. This time, a beach hike at Pine Cliffs Recreation Area, which is the beginning of the 20-mile long Neusiok Trail. It is also part of the infamous Mountains-to-Sea Trail, whose many sections we have hiked numerous times before!

หลังจากกลับมาที่บ้านน้อยริมแม่น้ำ วันรุ่งขึ้นเรากลับไปเดินป่ากันต่อที่ Pine Cliffs Recreation Area จะเรียกว่าเดินป่าอาจจะไม่ถูก เพราะดูแล้วจะใกล้เคียงกับการเดินชายทะเลซะมากกว่า 😆 ที่นี่เป็นเส้นทางเดินป่าที่มีชื่อว่า Neusiok Trail ซึ่งมีระยะทางกว่า 20 ไมล์ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเดินป่าสายหลัก Mountains-to-Sea ของรัฐนี้ที่เราไปเดินกันมาหลายช่วงแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้มาเดินช่วงใกล้ปลายทางติดทะเล

We drove to the trailhead at Pine Cliffs Recreation Area in Havelock. The area felt deserted. There was only one other car parked there when we got there. It was a little hard to figure out where the actual trail was. All we saw was debris everywhere, perhaps remnant from a recent storm? 🤔

เราไปจอดรถไว้ที่ Pine Cliffs Recreation Area ในเมือง Havelock ซึ่งตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำ ไปถึงมีรถจอดอยู่แค่คันเดียว เดินวนอยู่นานหาทางไปไม่เจอ แถวนี้ดูแล้วรกร้างมาก มีเศษซากปรักหักพังระเนระนาดอยู่ทั่วบริเวณ ไม่แน่ใจว่าโดนหางพายุพัดกระจัดกระจายไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ 🤔

We finally decided to just descended down to the beach and started walking. It was amazing how the terrain here was so very different from what we had ever encountered before. This trail borders the Croatan National Forest right along the sandy beach of the Neuse River. Hiking in, we have forest to our left, and water to our right. It was such a stark contrast of landscapes, creating a very interesting ground for us to explore. 😍

สุดท้ายตัดสินใจปีนลงเนินไปที่ริมน้ำแล้วเดินเลียบชายฝั่งไปเรื่อยๆ ภูมิประเทศที่นี่เป็นอะไรที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ฝั่งซ้ายเป็นป่าทึบ Croatan National Forest ส่วนทางขวาเป็นแม่น้ำ Neuse River ที่กว้างขวางจนให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจากทะเล เดินแล้วเหมือนกับได้ประสบการณ์แบบทูอินวันในทีเดียว 😍

Some of the tree stumps were polished by years of wind and salt water exposure.

ตอไม้บนชายหาดถูกลมทะเลขัดจนขึ้นเงา

There weren’t many blazes along the path. We managed to spot a few, but they weren’t very easy to locate!

เดินไปหน่อยถึงได้สังเกตเห็นหมุดปักบอกทาง แต่ก็มีอยู่แค่ไม่กี่อันเท่านั้น

Interesting species of vegetation abound…

พืชผักที่นี่หน้าตาประหลาดไปกว่าที่คุ้นเคยกัน

And many creatures, dead and alive! 🙄

สรรพสัตว์แถวนี้ก็มีอยู่หลากหลาย ทั้งที่เป็นและตาย 🙄

We walked about a mile or so, before turning around and went back to the car. Even though there was a nice constant flow of sea breeze throughout the hike, the temperature was high in the 80s, and we were getting overheated. 🥵 All in all, we clocked in at almost exactly 2 miles, which took us just a little over an hour to finish. We met one family in the beginning, just done with the hike and heading back to their car. About half way through, we ran into another group of people setting up a tent and chilling on the beach, with their boat parked at the shore nearby. All in all, a very lightly-trafficked trail, perfect spot if you want to avoid the crowd, especially during pandemic time!

เดินไปได้ซักหนึ่งไมล์หรือประมาณกิโลครึ่งก็หันหลังเดินกลับ เพราะอากาศร้อนพอสมควร 30 กว่าองศาเซลเซียส ถึงจะมีลมทะเลพัดให้เย็นขึ้นมาหน่อย แต่แดดจัดมาก ทำเอาเหงื่อโชกไม่ใช่เล่น 🥵 สรุปแล้ววันนั้นเดินกันไป 2 ไมล์พอดิบพอดี หรือประมาณกิโลครึ่งนิดๆ ใช้เวลาทั้งหมดชั่วโมงหน่อยๆ ตอนไปถึงเจอครอบครัวนึงกำลังเดินกลับออกมาขึ้นรถ เดินไปได้ประมาณครึ่งทางไปเจออีกกรุ๊ปจอดเรือไว้ที่ชายฝั่งแล้วมานั่งกางเต้นท์ตากลมกันอยู่ สรุปแล้วเป็นทางปลอดคน เหมาะแก่การเดินป่าช่วงโควิดเป็นอย่างยิ่ง

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Saturday Hike: Intermittent Hiking Turned Dilly-Dallying on Route 751

We had such an epic fail on our hiking attempt a couple of weeks ago! 😆 We started off at the New Hill-Olive Chapel Road section of the American Tobacco Trail in Apex. Since it rained the day before and we remembered this trail to be nicely paved, we thought it would be a good choice. Plus, the path is wide, making it appropriate for our ongoing social distancing effort.

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนตั้งใจจะไปเดินป่ากัน แต่เกิดการล้มเหลวไม่เป็นท่า 😆 เดิมทีกะว่าจะไปที่ช่วง New Hill-Olive Chapel Road ของเส้นทางเดินป่า American Tobacco Trail ในเมือง Apex เพราะฝนตกหนักวันก่อนวันที่ไปเลยพยายามหาที่ที่ไม่ต้องลุยโคลน จำได้ว่าทางที่นี่ราดยางเกือบตลอดสาย แถมกว้างขวางเหมาะแก่การเว้นระยะห่างทางสังคม

It turned out there were too many cyclists for our comfort on the trail… 😐 They kept zooming past us in close range on high speed again and again, none of them wearing any masks. Joel had read studies that said the virus could be more easily transmitted through airborne droplets especially from cyclists and runners. The theory, though subsequently debunked by others that came after it, made us pause and eventually decided not to take the chance. So we turned around and headed back to the car.

ไปถึงเดินได้ไม่ทันไรก็เลี้ยวกลับ เพราะนักปั่นจักรยานชุกชุมมาก แต่ละรายซูมผ่านเราไปฉิวๆ แถมไม่มีใครใส่หน้ากากกันซักคน 😐 คุณสามีไปอ่านเจองานวิจัยช่วงแรกๆที่เค้าว่าเวลาเจอคนวิ่งกับคนปั่นจักรยานจะมีการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสจากละอองลมหายใจได้สูงกว่าปรกติ ถึงแม้ว่างานวิจัยช่วงหลังๆจะไม่เห็นด้วย แต่เราเอาสบายใจไว้ก่อนดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้

We clocked in at a little under a half mile during the 11 minutes we hiked there. 😆

ภาคแรกจบลงด้วยระยะทางครึ่งไมล์ ยังไม่ถึงกิโลดี ใช้เวลาสิริรวม 11 นาที 😆

After a brief research, we set out to another trail nearby called the Eagle Spur Trail, which sounded like it would be nice and secluded… The trail supposedly ends at Jordan Lake after a little over 2 miles then we would turn around and head back. We drove past the trail head and found a small parking lot nearby, then walked back to it. Spoiler alert, we didn’t make it very far! 😂

จากนั้นเราไปลองกันอีกที่คือ Eagle Spur Trail ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ฟังดูน่าจะไม่ค่อยมีคน เป็นทางเดินประมาณ 2 ไมล์กว่าๆไปถึงทะเลสาบ Jordan Lake แล้วกลับทางเดิม ไปถึงขับเลยไปนิดเจอที่จอดรถไม่มีรถซักคัน อุตส่าห์ดีใจว่าทางคงโล่งดีไม่มีคน เดินไปได้ไม่ทันไรถึงได้รู้ว่าทำไมไม่มีคน 😂

We discovered that the trail was completely flooded over just a few steps in. After we got home, I did some more research and found that apparently, this trail had been flooded for over a year now… Some people suggested wading through the flooded section with waders or trash bags since it was “just knee deep” and “only 30 feet” long. 😬

เดินไปยังไม่ทันถึงไหนเจอน้ำท่วมทางขาด ไม่ใช่ว่าท่วมเล็กน้อยแบบพอลุยได้ แต่ท่วมเป็นบึงเลยค่ะ 😆 กลับมาบ้านไปอ่านรายละเอียดดูถึงได้รู้ว่าที่นี่ท่วมแบบนี้มาเป็นปีแล้ว มีนักเดินป่ามืออาชีพบางคนบอกให้เอาถุงขยะหุ้มขาแล้วลุยเอา “ท่วมแค่เข่าเอง” “ลุยไปแค่ 30 ฟุตก็พ้น” เอ่อ ไม่เอาอ่ะค่ะ 😬

This time, we clocked in another 0.37 miles in another 12 minute interval.

ภาคสองนี้เดินกันไปได้อีก 0.37 ไมล์ ประมาณครึ่งกิโลนิดๆ ใช้เวลา 12 นาที ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมเสียมากกว่าจะได้เดินกันจริงจัง 😆

Still determined to hike that day, we looked at the map and pinpointed a road around the bend that could potentially let us bypass the flooded section to continue on the trail. Once there, we quickly realized that the vegetation was way too thick to wade through, especially with Joel in his hiking shorts. So, after this third try, we finally gave up hiking for the day. 😆

แค่นั้นยังไม่เข็ด คุณสามีอุตส่าห์กางแผนที่ดูว่าจะหลบทางที่ขาดได้ยังไง ไปเจอถนนอ้อมไปไม่ไกล ดูแล้วมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเวิร์ค เลยลองไปกันดู ไปถึงเป็นหมู่บ้าน สุดทางคือหลืบที่เห็นในรูปสุดท้าย น่าจะตัดไปถึงทางที่เราตั้งใจจะไปได้พอดี แต่เข้าไปส่องดูใกล้ๆแล้วก็ต้องส่ายหัว เพราะว่าพงหญ้าสูงประมาณเท่าเอวได้ คุณสามีใส่กางเกงขาสั้นเลยคาดว่าไม่น่าจะสามารถหักร้างถางพงไปถึงได้ไหว ในที่สุดเลยต้องยอมแพ้ 😆

All in all, we hiked a whopping 0.84 mile that day! 😂

ตกลงวันนั้นหลังจากที่ได้ใช้ความพยายามจนสุดความสามารถแล้ว เราเดินป่ากันไปรวมทั้งสิ้น 0.84 ไมล์​ ยังไม่ถึงกิโลครึ่งดีเลย 😂

In the effort not to waste the trip entirely, I started spotting cool stuff along the road on Route 751. First up was this cute little garden center called For Garden’s Sake. They have this old blue truck parked out front with pumpkins scattered all over it. I can’t believe Fall is finally here! 😍

ก่อนกลับบ้าน เพื่อไม่ให้ขับรถมาเสียเที่ยว เลยขอแวะถ่ายรูปตามทางซะหน่อย ถนนสาย 751 นี้มีที่น่ารักๆเตะตาหลายแห่ง เริ่มด้วยศูนย์เกษตรกรรมที่มีชื่อว่า For Garden’s Sake เค้าเอารถบรรทุกเก่าๆสีฟ้ามาจัดตกแต่งเป็นบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง ประดับประดาไปด้วยลูกฟักทองหลากสีหลายสไตล์ จอดไว้เรียกลูกค้ามาเข้าชม 😍

Next up was Old Mill Farm, where a pair of goats and sheep each were hanging out right by the road. This male goat was very loud. I initially thought he was friendly, but quickly realized he didn’t want us anywhere near them, so we obediently retreated once we got his message, loud and clear! 😆

ต่อมาเป็นฟาร์มปศุสัตว์ชื่อ Old Mill Farm ซึ่งมีคอกแพะกับแกะตั้งอยู่ริมถนน คุณแพะเขี้ยวโง้งตัวนี้ พอเห็นเราจอดรถแวะก็รีบปรี่เข้ามา ตอนแรกนึกว่ามาทักทาย เพราะแกเสียงดังฟังชัดมาก แต่สุดท้ายถึงได้เข้าใจว่าแกแบ๊ะไล่ คือประมาณว่าเป็นจ่าฝูงคอยปกป้องลูกหมู่ หลังจากได้รูปสมใจอยากแล้วเราเลยถอยทัพกลับรถ แกถึงได้หยุดแบ๊ะ กลับไปกินหญ้าต่อกับพวกพ้อง 😆

Last but not least, I assumed this used to be a grocery store at some point, but had long gone out of operation. It’s cool that they preserved the place with such cool decor though. There was a house in the back and a gentleman in the garage was watching me when we stopped over. I waved to him and he waved back, so I think he was OK with me taking pictures of his place… 😛

สุดท้ายเป็นร้านขายของชำเก่าแก่ที่ปิดให้บริการไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่เจ้าของยังเก็บรักษาไว้ให้คนผ่านไปมาได้ดู ด้านหลังเป็นบ้านมีโรงรถอยู่ข้างๆ ตอนเราจอดรถแวะลงไปถ่ายรูปเหลือบไปเห็นลุงแก่นั่งมองอยู่ เราเลยโบกมือให้ แกก็ยิ้มให้โบกกลับ เลยกลับไปถ่ายรูปร้านแกต่อได้อย่างสบายใจ 😛

Pandemic Pause: Back at Beaufort

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After hiking at Cedar Point Tideland, we stopped by to check out the little town of Beaufort. Before we went, when I mentioned that we were going, Joel said, “Beaufort, weren’t we there at some point?” and I insisted that we hadn’t been there, or I would have remembered. 🤨 But he was right, I recognized it as soon as we got there! We had taken my parents there on their Outer Banks tour when they came to visit, back in 2016. 😝

หลังจากเสร็จจาก Cedar Point Tideland เราไปต่อกันที่เมือง Beaufort ก่อนไปพอบอกคุณสามีว่าจะแวะไปเที่ยวที่นี่ แกทักว่า “เอ ชื่อคุ้นๆ เราไปกันมาแล้วไม่ใช่เหรอ” เราค้านเสียงแข็งว่าเป็นไปไม่ได้ ไปมาก็ต้องจำได้สิ 🤨 ปรากฎว่าไปถึงปุ๊บ เออ เคยมาแล้วจริงๆด้วย 😝 เมื่อสี่ปีก่อนพาพ่อกะแม่เรามาเที่ยวตอนที่มาทัวร์ Outer Banks

Beaufort is North Carolina’s either 3rd or 4th oldest town (depending on which source you refer to 🙄), established in 1713, and was once ranked as “America’s Coolest Small Town” by Budget Travel Magazine. We could definitely feel the effect of the ongoing pandemic there. The Beaufort we saw this time was a lot quieter than the last time we were there, despite it being in the middle of summer, usually peak tourist season. There was barely anybody walking on the streets. Many stores were shut down with closed signs out front.

เมือง Beaufort เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นลำดับที่สามหรือสี่ (แล้วแต่ว่าจะอ่านจากสื่อไหน 🙄) ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1713 และครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Budget Travel Magazine ให้ชื่อว่าเป็น “เมืองเล็กๆที่เจ๋งที่สุดในอเมริกา” มาคราวนี้รู้สึกได้ถึงพิษโควิดในทันที ทั้งเมืองดูเงียบเหงากว่าคราวก่อนที่มาหลายเท่า ทั้งๆที่ช่วงที่ไปเป็นช่วงกลางซัมเมอร์ ซึ่งปรกติน่าจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ถนนดูร้างผู้คน แถมร้านรวงต่างๆก็ปิดไปกว่าครึ่ง

Their signature bright red double decker tour bus ambled by with not a single passenger on board.

รถทัวร์บัสสองชั้นสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองไม่มีผู้โดยสารนั่งอยู่ซักคน

This is such a quaint little town, full of historic homes lining the now quiet streets. Each has a plaque displayed out front along with the date it was built. Most have been beautifully kept and maintained.

เมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านเก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ละบ้านมีป้ายที่ทางราชการออกให้ติดไว้บอกปีที่สร้าง ส่วนใหญ่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี

One of the main tourist spots in town was Beaufort Historic Site, where nine historic buildings had been restored to show life in the 18th and 19th centuries here. These include an old jail, a court house, and an apothecary shop.

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้คือ ศูนย์ประวัติศาสตร์แห่งเมือง Beaufort ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกที่คงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด 9 หลัง รวมไปถึงคุก ศาล และร้านเภสัชกร ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เพื่อแสดงให้เห็นการใช้ชีวิตของคนในสมัยช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ที่บริเวณนี้

Nearby in the same historic district was the Old Burying Ground, the town’s oldest cemetery. Many of the graves there came with very interesting stories. There was a captain who was buried with a cannon from his ship mounted on top of his grave. A lady whose husband was thought to have died in a shipwreck so she married another man before her first husband returned alive and agreed to her living with the new guy under the condition that she be buried and spending eternity right next to him. Another little girl was buried in a rum barrel after she died at sea on a voyage from England.

ห่างไปไม่ไกลเป็นสุสานที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีชื่อเรียกกันว่า Old Burying Ground หลุมฝังศพหลายแห่งที่นี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจเล่าต่อๆกันมา มีคุณกัปตันเรือที่เค้าเอาปืนใหญ่จากเรือรบของแกมาตั้งบนหลุมศพ มีคุณผู้หญิงซึ่งสูญเสียสามีคนแรกจากเหตุการณ์เรือล่ม จากนั้นแกจึงตกลงแต่งงานอยู่กินกับสามีคนที่สอง ไม่กี่ปีต่อมาปรากฎว่าสามีคนแรกกลับมาบ้านเจอภรรยาไปอยู่กับสามีใหม่ สองสามีเจรจาตกลงกันได้ว่าให้ตัวภรรยาอยู่กินกับสามีคนปัจจุบันต่อไป แต่ถ้าเสียชีวิตเมื่อไหร่ต้องมาฝังไว้กับสามีคนเดิม แต่เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นเด็กหญิงตัวน้อยที่พ่อพาขึ้นเรือกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ประเทศอังกฤษ แต่ขากลับเกิดป่วยตายกลางทะเล ด้วยความที่พ่อแกสัญญากับแม่ไว้ว่าจะพาลูกสาวกลับมาให้ถึงบ้าน เลยต้องไปซื้อถังเหล้าจากกัปตันเรือมาใส่ศพลูกสาว แล้วเอากลับมาฝังไว้ที่นี่ แทนที่จะทิ้งศพโยนลงทะเลตามที่เค้าทำกันในสมัยนั้น

I happened to spot this oddly beautiful bud growing in the ground there at the cemetery. I think it was a mushroom but I’m not 100% sure… I had never seen anything quite like it before! 😳

เดินเยี่ยมชมสุสานอยู่เพลินๆเกิดตาดีไปเห็นเจ้าช่อข้างบนนี่งอกอยู่บนดิน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นดอกอะไร แต่เข้าใจว่าเป็นดอกเห็ด หน้าตาแปลกประหลาดเข้ากับบรรยากาศดีแท้ 😳

Before we left, we walked past this large boat yard with a big sign out front. Apparently they were working on refurbishing a replica of this historic boat from Colonial time called The Periauger. This very boat was used to film the 2019 movie ‘Harriet‘ where Harriet Tubman, the famous American abolitionist and activist, led the Union army into battle that ended up freeing over 700 slaves in South Carolina.

ก่อนกลับเดินผ่านโรงซ่อมเรือที่เห็นในรูป ป้ายด้านหน้าติดบอกไว้ว่าเค้ากำลังซ่อมเรือซึ่งจำลองมาจากเรือชื่อดังจากสมัยก่อนสงครามแยกอาณานิคมที่มีชื่อว่า The Periauger เรือลำที่เห็นนี้เมื่อปีที่แล้วเพิ่งใช้ถ่ายทำหนังประวัติศาสตร์ชื่อว่า ‘Harriet‘ ในตอนที่ Harriet Tubman ผู้นำการต่อสู้เลิกทาสชื่อดังชาวอเมริกันนำกองทัพเรือฝ่ายเหนือเข้าปลดปล่อยทาสผิวสีจำนวนถึงกว่า 700 คนในรัฐเซาท์แคโรไลน่าให้เป็นไทได้สำเร็จ

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Hiking at Cedar Point Tideland

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The first day on our Inner Banks trip, we went hiking at Cedar Point Tideland. The trail is located at the mouth of White Oak River, and alternates between a salt marsh and a coastal forest. This was a completely new terrain for us. Even though it was a short hike, which we were thankful for, given the heat index that day, we thoroughly enjoyed every minute of it!

ทริป Inner Banks เที่ยวนี้เราได้มีโอกาสไปเจอประสบการณ์เดินป่าแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยลองกันมาก่อน Cedar Point Tideland ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำ White Oak ทางเดินที่นี่ลัดเลาะข้ามป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำ ถึงจะเป็นทางสั้นๆ (ซึ่งพอเหมาะพอดีกับระดับความร้อนในวันนั้น) แต่วิวสวยแปลกตาคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อ

I could never get tired of this beautiful landscape! 😍

วิวสวยๆแบบนี้ดูยังไงก็ไม่เบื่อ 😍

Even the wildlife here was different! This time we saw several tiny crabs scrambling in the mud flats, a few herons hunting for prey, and tons of fossilized shells. Also colorful mushrooms!

นอกจากภูมิประเทศจะแปลกตาแล้ว สัตว์ป่าตามทางก็แปลกไปจากที่คุ้นเคยเช่นกัน คราวนี้ได้เจอเป็นปูลมกับเปลือกหอยแทน แต่ยังมีเห็ดสีสวยให้ดูเล่นเหมือนเดิม

We clocked in at a little over 1.5 miles, which took us almost an hour to finish, only because we were enjoying the scenery and stopping to take pictures and stalking the herons. 😛

วันนั้นเดินกันไปแค่ไมล์ครึ่ง หรือประมาณสองกิโลครึ่งเท่านั้น แต่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพราะมัวแต่โอ้เอ้ถ่ายรูป ชมวิว ส่องนกกระยาง 😛

On the way back, we stopped by to check out the Salty Air Open Market in Cedar Point. We love the easygoing ambience they got going but we must have gotten there way too early or something… Even though we spent almost an hour nursing our beer and kombucha, the food truck never opened up (they had been “getting it ready” the entire time 😒). We finally gave up and went to grab lunch at a different place instead.

หลังเดินป่าเสร็จเราไปแวะกันที่ Salty Air Open Market ซึ่งเป็นตลาดนัดเล็กๆกลางแจ้งในเมือง Cedar Point บรรยากาศดูดีอยู่ แต่สงสัยว่าเราจะไปถึงกันเช้าเกิน อุตส่าห์นั่งละเลียดจิบเบียร์กับชาหมัก kombucha อยู่ตั้งนาน ร้านอาหารก็ยังไม่เปิดซักที (คือเห็นเค้าจัดเตรียมกันอยู่ตั้งแต่ตอนไปถึงใหม่ๆ แถมบอกเราว่า “อีกแป๊บเดียวเดี๋ยวเปิด” 😒) รอจนสุดท้ายรอไม่ไหวเลยได้ไปหาข้าวกินกันที่อื่นแทน

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Sunrises, Moonrises, and Ferry Rides

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

This is another series I am introducing as the new-normal alternative travel format we had adopted during this ongoing pandemic. Since we cannot travel freely and safely like we usually do during this time of the year, I forced myself to tap into my creative outlets 🧐 to try to come up with trip ideas that would allow us to leave the house and unwind for a few days while exploring interesting spots closer to home. To minimize our risk of contracting the potentially deadly virus, I have established a few rules…

  • Destination must be within no more than 4 hour drive from home.
  • Overnight stay must be in a non-hotel venue, where we do not have to share the ventilation system with other people.
  • Activities must be limited to outdoors only.
  • If eating out, it must be at a restaurant with outdoor seating.

วันนี้ขอมาแนะนำโปรแกรมนำเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จัดมานำเสนอกันที่นี่ โดยตั้งชื่อไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “โปรแกรมพักชีวิตพิชิตโควิด” ในเมื่อช่วงนี้ไม่สามารถไปเที่ยวกันได้ตามปรกติเหมือนที่เคยเป็นมา เราเลยต้องเจียดพลังสมองมาค้นคิด 🧐 หาทางผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตการทำงานประจำวันไปใช้เวลาหาความบันเทิงนอกบ้าน และไปสำรวจที่ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็น โดยที่ยังคงควบคุมอัตราการเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสร้ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หวังว่ากฎสี่ข้อต่อไปนี้จะพอเพียงต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบของเรา

  • จุดหมายที่ไปจะต้องขับรถไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากบ้าน
  • งดพักค้างคืนที่โรงแรม ขอเป็นบ้านเช่าที่เราไม่ต้องไปแชร์ระบบระบายอากาศในร่มกับใครแทน
  • จำกัดกิจกรรมทุกชนิดให้อยู่กลางแจ้งเท่านั้น
  • หากไปกินข้าวข้างนอก จะต้องเป็นร้านที่มีที่นั่งกลางแจ้งเท่านั้น

For our first trip, I chose a much quieter counterpart of the otherwise well-known Outer Banks area of North Carolina, a.k.a. the Inner Banks. This is where the Neuse River meets the Pamlico River at Pamlico Sound, which is the largest lagoon along the US east coast, and is separated from the Atlantic Ocean by the infamous Outer Banks. 

ทริปแรกนี้เราเลือกไปกันที่เขต Inner Banks ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งอยู่ติดกับเขต Outer Banks สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของรัฐนี้ซึ่งเป็นหมู่เกาะริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ Inner Banks จะไม่พลุกพล่านเท่า Outer Banks ช่วงที่เราไปกันเป็นปลายสายของแม่น้ำ Neuse ที่มาบรรจบกับแม่น้ำ Pamlico ในบริเวณที่เรียกว่า Pamlico Sound ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางแถบตะวันออกของอเมริกา โดยมีหมู่เกาะของ Outer Banks กั้นอยู่ตรงกลางก่อนไปบรรจบกับทะเล

I found a really cool airbnb property in Arapahoe, which sits right at the bank of the Neuse River. It was such a perfect location, quiet and away from the crowds, yet equipped with its own private little beach and a small pier that gave us the illusion of being on a beachfront property without the usual exorbitant price tag! 😉 Despite being one of the eight identically looking houses on the same property front, we barely saw anybody during the entire time we were there. The house itself was clean and cozy, apparently with a lot more room that we needed, not that we are complaining! 🙄

เราเผอิญไปเจอบ้านน่ารักในเมือง Arapahoe หลังนี้บน airbnb ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Neuse พอดิบพอดี ดูทำเลแล้วน่าจะเงียบสงบห่างไกลจากผู้คน แถมมีโบนัสคือชายหาดส่วนตัว พร้อมทั้งท่าน้ำเล็กๆริมฝั่ง เหมือนกับได้ไปพักผ่อนชายทะเล แต่ราคาย่อมเยากว่าหลายเท่า 😉 ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มีบ้านหน้าตาเหมือนกันเรียงรายอยู่ทั้งหมดแปดหลัง ของเราเป็นหลังสุดท้ายติดกับชายหาด ไปอยู่กันห้าคืนแทบจะไม่เจอเพื่อนบ้านเลยซักคน มีได้ยินเสียงแว่วๆอยู่บ้างแค่คืนแรกเท่านั้น ข้างในตัวบ้านกว้างขวางสะดวกสบาย ไม่หรูหราแต่สะอาดสะอ้านน่าอยู่ สรุปว่าเลือกได้ถูกใจไม่มีที่ติ 😊

We managed to get up early 😆 to enjoy the beautiful sunrise from our balcony a few times while we were there. It was painful for night owls like us, but I had to say it was totally worth it! 

อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นจากบนระเบียงได้ตั้งหลายวัน 😆 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกขี้เกียจอย่างเราๆ แต่ขอบอกว่าวิวที่เห็นนั้นสวยคุ้มค่าแก่ความพยายามจริงๆ

Apart from sunrises and one sunset we were able to catch on the way home one day, night time there provided an (almost 😝) equally pleasant view of the moon reflecting on the water by the pier. There were a few nights when it was windy enough that we didn’t have to worry about getting eaten alive by the mosquitoes 😓 so we could sit out sipping on glasses of wine, listening to the sound of the waves crashing onto the shore and pretending that there wasn’t a worldwide pandemic going on… 🥺

นอกจากพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆแล้ว เรายังได้เห็นพระอาทิตย์ตกอยู่หนึ่งวันตอนกำลังขับรถกลับบ้านพัก วิวกลางคืนที่แสงพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำริมฝั่งก็สวยไม่แพ้กัน ช่วงที่ไปอากาศยังร้อนอยู่ แต่มีบางคืนที่ลมพัดเย็นสบายไม่ต้องกลัวยุงกัด 😓 ออกไปนั่งจิบไวน์ ชมวิวนอกระเบียง ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งเพลินๆ เป็นความสุขเล็กน้อยที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ เห็นวิวสวยๆแล้วช่วยทำให้ลืมไปได้บ้างว่าตอนนี้โลกเรากำลังต้องผจญกับโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่อยู่ 🥺

Besides a few evening walks along the private beach, we were able to fit in a couple of unique hikes and a few excursions during the trip, each of which I will cover in its own separate post. With the location of the house being in Arapahoe, most of our ventures involved taking a ferry across the river to get to the other side. We could have driven around the sound but that would mean covering twice the distance in approximately the same amount of time which seemed like a total waste of gas. 😣

นอกจากจะได้ไปเดินทอดน่องบนชายหาดแล้ว เรายังหาโอกาสไปเดินป่า และชมเมืองกันด้วย แล้วจะมานำเสนอทีละแห่งแยกเป็นรายๆไป ด้วยความที่บ้านพักตั้งอยู่ที่เมือง Arapahoe เวลาจะไปไหนเลยต้องลำบากกันเล็กน้อย โดยต้องขึ้นเรือข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง จริงๆแล้วจะขับรถอ้อมทะเลสาบก็ได้เหมือนกัน แต่เพิ่มระยะทางเป็นสองเท่า แถมใช้เวลาไม่ได้ต่างกัน คิดดูแล้วไม่คุ้มค่าน้ำมัน 😣 เลยยอมข้ามเรือกันเอาซะเป็นส่วนใหญ่

The Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry was nothing like what we had imagined… 😆 First of all, it was completely free, which is almost unheard of during this age and time! Second of all, it was teeny tiny! We were picturing a large ferry like the ones we use to take to visit the Outer Hebrides in Scotland… But when we got there, the only thing we saw was this tiny little thing that didn’t look like it could hold anything other than just a few cars, despite the long lines of cars waiting to board. We could barely see it from our vantage point at the front of the very last line. We first thought the actual ferry hadn’t arrived… But before we knew it, the cars ahead of us started to move, onto the very tiny platform! 😱 They just kept cramming us on, until everybody, all the waiting cars and trucks, at least 30 or even more, are packed tightly on both sides! 

ท่าเรือ Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry นั้นไม่เหมือนกับที่เราวาดภาพไว้เลยซักนิด 😆 ก่อนอื่นคือที่นี่เค้าไม่เก็บค่าข้ามฝั่ง ไปกลับฟรีตลอดทุกวันทุกเวลา ซึ่งบริการแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยังหลงเหลืออยู่ในยุคสมัยนี้ อีกอย่างคือ “แพข้ามฟาก” ของเค้ามีขนาดกะทัดรัดมาก วันแรกที่ไปจอดรออยู่คันหน้าสุดแถวสุดท้าย ใกล้จะถึงเวลาออกอยู่รอมร่อ เรายังสงสัยว่าแพเค้าทำไมยังไม่มาซักที ชะเง้อหาไปมาไม่ทันไรปรากฎว่ารถที่จอดรออยู่แถวแรกๆค่อยๆเริ่มเขยื้อนไปทีละคันๆ เราเลยเพิ่งถึงบางอ้อว่าไอ้เรือลำเล็กๆที่เห็นจอดริมท่าอยู่ตรงหน้าเรานี้มันคือคุณแพที่กำลังจะนำเราข้ามฟากไปนั่นเอง 😱 ตอนแรกยังกลัวกันว่าสงสัยจะไม่ได้ไปเที่ยวนี้ เพราะมีทั้งรถยนต์และรถบรรทุกจอดรอคิวก่อนหน้าเราอยู่ไม่น้อยกว่า 30 คันได้ อัดไปอัดมารถเราเบียดขึ้นไปได้เป็นคันเกือบสุดท้ายก่อนออกพอดี

In the picture you see above, we were at the very back of the line, at the edge of the ferry on one side, so you can see there wasn’t much in terms of room in front of us… 😅 Each trip took approximately 20 minutes. The whole process was very efficiently run by just a few crew men directing traffic on and off the ferry. We were very impressed and grateful! One tip we can share is to make sure you check the ferry schedule before departure, otherwise you can be stuck there waiting for the next one for up to more than an hour! We did learn the hard way. 😆

ในภาพที่เห็นข้างบน รถเราจอดอยู่เป็นคันหลังสุดปลายแพด้านขวามือ จะเห็นได้ว่าเค้าจัดกันเต็มแทบจะไม่เหลือที่ว่างระหว่างกันจริงๆ 😅 ทริปข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 20 นาที มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 4-5 คนช่วยกันจัดระเบียบเรียงรถขึ้นแพ คอยโบกแต่ละคันให้ทยอยกันขึ้นไปสลับทีละข้างจนเต็มทุกเลน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เรียบร้อยพร้อมออกเดินทางได้ ไปถึงอีกฝั่งก็มีเจ้าหน้าที่อีกชุดคอยโบกให้รถลงจากแพทีละคัน ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ถ้ามีโอกาสไปขอเตือนว่ากรุณาเช็คตารางเวลาให้ดีก่อนออกเดินทาง มิฉะนั้นไปถึงอาจต้องรอเป็นชั่วโมง อันนี้ทราบจากประสบการณ์ของตัวเอง 😆

Since our choice destination wasn’t located near any big tourist attractions, our options in the food consumption department was pretty dire… 😓 Fortunately, we found The Friendly Market! This chic venue in Morehead City was responsible for more than 75% of our meals while we were there.  We visited twice to stock up and came back very happy with pretty much everything we got. The staff were super nice and ‘friendly’ as the moniker proudly attested! 😍 

ด้วยความที่เลือกไปที่ที่ห่างไกลไร้ผู้คน เลยเกิดปัญหาด้านการยังชีพเล็กน้อย 😓 เพราะใกล้ๆแถวนั้นหาไม่มีร้านอาหารเลยซักร้าน โชคดีที่ไปเจอร้าน The Friendly Market ในเมือง Morehead City ทริปนี้เราเลยได้ฝากท้องกับที่นี่เกือบตลอดรายการ เราจัดเตรียมคูลเลอร์ไปตุนอาหารกลับบ้านกันเพียบ อยู่ห้าวันไปอุดหนุนเค้าสองครั้ง กินกันได้จนถึงวันกลับพอดี 😆 ร้านนี้นอกจากจะ ‘friendly’ สมชื่อแล้ว อาหารเค้ายังอร่อยทุกอย่าง ซื้อมาลองกันหลายเมนู ไม่มีผิดหวังซักอย่าง 😍

The few superstar dishes worth mentioning include their tomato pie (which we got both times!), blue cheese collard dip, and shrimp & grits. Make sure to try at least some of these if you get a chance to visit in person! 😉

ของอร่อยขึ้นชื่อที่ลูกค้าหลายรายแนะนำมา และเราลองแล้วว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆก็มี พายมะเขือเทศ ผักโขมอบบลูชีส และอาหารดังของทางใต้ที่เค้าเรียกว่า shrimp & grits เป็นกุ้งผัดราดหน้าไปบน กริทส์​ ซึ่งคล้ายๆกับโจ๊กบ้านเรา แต่ทำมาจากข้าวโพดบดละเอียดตุ๋นกับเนยจนเข้มข้นเนื้อเนียนๆคล้ายๆกับมันบด ถ้ามีโอกาสผ่านมาทางนี้อย่าลืมไปลองแวะชิมกันดูนะคะ 😉

This section is a little embarrassing to share but I’ll go ahead with it any way. 😆 So, I’ve seen plenty of photos of pretty blogger ladies posing in beautiful dresses by the beach on their vacations (pre COVID-19) and I’ve always wanted to recreate something like that… I’ve packed my prettiest beachy dress for this very purpose! 😊 I don’t know how they all got their dresses and their hair to blow so perfectly in the wind like that! 😅 After several dozen different takes, I have come to a conclusion we either need a better model, or a better photographer in order to make this happen properly! 🤣

ตอนสุดท้ายนี้ขอโอกาสนำเสนออย่างหน้าไม่อายเล็กน้อย 😆 คือประมาณว่าไปเห็นสาวๆบล๊อกเกอร์หลายคนเค้าใส่ชุดสวยไปถ่ายรูปกันตามชายหาด (ก่อนจะมามีโควิด) เราเลยใฝ่ฝันว่าวันนึงจะขอเลียนแบบบ้าง ทริปนี้เลยอุตส่าห์หนีบชุดสวยของเราติดมาด้วย 😊 แล้วบังคับให้คุณสามีทำหน้าที่ช่างภาพจำเป็น หลังจากที่ใช้ความพยายามกันอยู่นาน ถ่ายไปหลายสิบรูป ก็ได้มาเท่าที่เห็นนี่แหละค่ะ 🤣 สรุปว่ายังไงก็ไม่สามารถเก็บภาพงามๆอย่างคนอื่นเค้าได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดของช่างภาพหรือของนางแบบกันแน่

And here are a few outtake shots, just for your entertaining purpose, and to prove my points… 😝

อันนี้ขอมาแถมให้ดูว่าภาพที่ได้มาส่วนใหญ่จะเป็นประมาณนี้ คือมือไม้ไม่เข้าที่ หัวกระเซิงด้วยแรงลม ทุลักทุเลปีนก้อนหิน หรือไม่ก็ชุดพองเป็นนางตีโป่ง 😝

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเที่ยวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pit Stop: Mickey Barn, Mini Church, Mill Town, and Moving Sculpture

We are back again with another Pandemic Pit Stop installment. 😊 I wasn’t really planning on having another one this soon… But then I accidentally came across an article about this rather famous sculpture currently on display not too far from us. When I learned that it would be leaving town at the end of August, I decided that we should go check it out while we still could! 🤔

วันนี้กลับมานำเสนอโปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิดภาคสองอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายเล็กน้อย 😊 คือจริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะไปติดๆกันขนาดนี้ แต่บังเอิญไปอ่านเจอว่ามีรูปปั้นชื่อดังมาวางตั้งโชว์อยู่ไม่ไกลจากบ้านเรา แล้วเค้ากำลังจะย้ายไปที่อื่นตอนสิ้นเดือนสิงหาคม เลยต้องรีบไปชมเป็นขวัญตาก่อนจะอดได้เห็นกัน 🤔


This tour took us about an hour west to Burlington, and other small towns surrounding it. First stop is a 50-year-old barn located in a quiet little windy road in a little town called Whitsett, brightly painted with a larger-than-life Mickey Mouse. It was in such great condition we could tell that it had been maintained with tender loving care 😍 throughout the years. According to the page I found it from, the barn was built in 1971 by a gentleman by the name of Tom Kleeburg. I couldn’t find any other information about it online, unfortunately. 😔

ทัวร์กระยาจกรอบนี้พาเราขับรถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่เมือง Burlington และอีกหลายเมืองเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากกัน จุดหมายแรกเป็นโรงนาอายุเกือบ 50 ปีที่ตั้งอยู่ที่เมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Whitsett ถึงจะเก่าแก่แต่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มองเห็นเด่นสะดุดตามาแต่ไกล 😆 ตามข้อมูลที่หาเจอมาทราบแต่ว่าโรงนามิคกี้เม้าส์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1971 โดยคุณ Tom Kleeburg แต่ไม่สามารถหารายละเอียดอื่นใดมากไปกว่านี้ 😔


Next stop was the tiniest church I have ever seen in my life! This miniature Friedens Lutheran Church in Gibsonville was constructed with the logs from the original church, which was built in 1745, after it burned down in 1939. There was an old well right next to it, and a set of benches surrounding some cross-shaped stone plaques with beautiful religious quotes.

ถัดไปเป็นโบสถ์ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา โบสถ์ Friedens Lutheran Church ที่เมือง Gibsonville แห่งนี้จำลองมาจากหลังดั้งเดิมซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1745 แต่ถูกไฟไหม้ไปในปีค.ศ. 1939 เค้าสามารถเก็บท่อนไม้จากซากที่หลงเหลืออยู่มาสร้างเป็นโบสถ์จิ๋วนี้ขึ้นมา ข้างๆมีบ่อน้ำเล็กๆ และตรงหน้าโบสถ์มีม้าหินให้นั่งชมล้อมรอบแผ่นสลักหินที่เต็มไปด้วยคำคมทางศาสนาคริสต์

I happened to notice that there was no lock on the door…so I nudged Joel to go and try see if it would open. 🤔 Two unhinging maneuvers later and voila, the doors did indeed open to reveal a fully functional church, with a carpeted aisle flanked by two rows of tiny little pews, leading to the front podium with a small wooden cross, two candle holders (one with a candle still in it), and an opened book of bible. Needless to say, our minds were completely blown! 😳

เราเผอิญตาดีไปเห็นว่าประตูโบสถ์ไม่ได้ล๊อคกุญแจ 🤔 เลยสะกิดคุณสามีให้ไปลองเปิดดู ปรากฎว่าถอดกลอนมาปุ๊บประตูก็เปิดออกได้จริงๆ 😳 ข้างในมีม้านั่งเล็กๆสองแถว หันหน้าเข้าสู่แท่นหลักตรงกลางที่มีไม้กางเขนเล็กๆตั้งอยู่ ถัดไปสองข้างเป็นเชิงเทียนซึ่งยังมีเทียนหลงเหลืออยู่ให้เห็น และที่ขาดไม่ได้ก็คือพระคัมภีร์ไบเบิลเปิดกางอยู่ โอ้มายก๊อด เค้าจำลองมาครบเครื่องทุกอย่างจริงๆ

We went across the street to check out the modern version of the church that was built to replace the original one after the fire, before going along on our way to the next stop. 

ก่อนไปแวะข้ามถนนไปดูโบสถ์ใหม่ที่เค้าสร้างขึ้นมาแทนหลังที่ไฟไหม้ไป จากนั้นจึงเดินทางกันต่อไปยังจุดหมายถัดไป