NC State Fair 2021

Excursion Date: October 2021

วันสัญจร: ตุลาคม 2564

North Carolina State Fair is back in full force this year after getting canceled last year due to COVID. 2020 was the first time in decades that the fair was canceled, ever since World War II. We went on a Monday evening after work. If you look closely, you could see signs that times were largely still quite abnormal… They had a clear bag policy, where you could either carry see-through bags of any size, or regular bags up to a certain size. Some people still had their masks on. But for the most part, it felt almost like lives were finally back to the good old days.

งาน State Fair ประจำปี ของรัฐกลับมาเปิดให้เที่ยวชมกันได้อีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ถูกยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้วด้วยพิษโควิด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่งานนี้ถูกยกเลิกนับจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เราตั้งใจไปกันคืนวันจันทร์หลังเลิกงานเพราะหวังกันว่าคนจะได้ไม่เยอะ บรรยากาศยังครึกครื้นเหมือนเดิม ดูเผินๆเหมือนกับว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปรกติ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่ามีบางคนยังใส่หน้ากากอนามัยกันอยู่ประปราย อีกอย่างคือปีนี้เค้ามีกฎความปลอดภัยข้อใหม่ คืออนุญาติให้ถือกระเป๋าใบเล็กๆเข้ามาได้เท่านั้น ถ้าอยากถือใบใหญ่เค้าบังคับว่าต้องเป็นกระเป๋าพลาสติกใสที่มองทะลุเห็นของข้างในได้เท่านั้น

There was a good crowd out, even though it was a weekday night. But it was still a lot better than those weekend nights we used to come in the past.

ถึงจะเป็นวันจันทร์แต่คนก็เยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่ถล่มทลายเหมือนสมัยที่เคยมากันช่วงสุดสัปดาห์

As usual, we came prepared with a list of fair foods we wanted to try readily marked on the map. Starting off with a lobster pop from Oak City Fish and Chips. It didn’t look like much… The lobster tail was tiny… 😐 But one bite in and we totally understood what the fuss was all about. 😆 Not only was the lobster perfectly seasoned, it was also perfectly cooked. This was undeniably the best dish we had there that night. We would have gone back for another if it wasn’t $25 a pop! 😬

เราเตรียมตัวมาอย่างเพียบพร้อม มีแผนที่ติดมาด้วย พร้อมมาร์คตำแหน่งที่ตั้งของรายการอาหารที่อยากลองกันมาเสร็จสรรพ เริ่มกันด้วยล๊อบสเตอร์ทอดเสียบไม้จากร้าน Oak City Fish and Chips ตอนไปรับอาหารมาดูหน้าตาแล้วเซ็งมาก หางล๊อบสเตอร์อันนิดเดียวมาแบบโทนๆไม่มีอะไรให้แกล้มเลย 😐 กัดไปคำแรกถึงได้เข้าใจว่าทำไมคนเค้าถึงติดใจกันนักหนา 😆 ของเค้าปรุงรสไว้พอเหมาะพอดี แถมทอดได้สุกกำลังกิน กรอบนอกนุ่มใน ถ้าไม่ติดว่าเค้าขายไม้ละ 25 เหรียญละก้อ เราคงกลับไปซื้อเพิ่มอีกหลายไม้ 😬

The lobster roll from Lobster Dogs was, again, tiny for the $20 price tag. The only saving grace was that it was packed full of sweet lobster meat. It didn’t blow us away, but there wasn’t really much that could go wrong with buttered lobster in a bun! 🙄

จากนั้นเราไปต่อกันที่ร้าน Lobster Dogs แซนด์วิชล๊อบสเตอร์ของที่นี่ราคา 20 เหรียญ และขนาดกะทัดรัดไม่ต่างไปจากร้านที่แล้ว ยังดีที่ว่าเค้าอัดเนื้อล๊อบสเตอร์หวานๆมาให้แบบเต็มๆ รสชาติก็ใช้ได้อยู่ แต่ไม่ค่อยจะสมราคาซักเท่าไหร่ 🙄

Dusk was beginning to set by then, and the whole scene was so pretty in the early evening lights. We decided to head for the State Fair Flyer that took us all the way to the other side of the fair. It felt a lot higher up when you were actually sitting on the chair lift, but fortunately the 360 degree birds eye view from up there was enough to keep us occupied the entire way.

ถึงช่วงนั้นพระอาทิตย์เริ่มตก ฟ้าสีสวยกำลังโรแมนติกพอดี เลยได้โอกาสไปขึ้นกระเช้าชมวิว ดูจากข้างล่างก็ไม่สูงเท่าไหร่ แต่ขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้วอดรู้สึกเสียวไส้เล็กน้อยไม่ได้ ดีที่มีวิวคอยให้ชมซะเพลินไม่ทันได้หวิวก็ถึงอีกฝั่งซะแล้ว

A very cool & unique show by Cast in Bronze, described on the fair’s web site as “the only musical act of its kind in the world”.

การแสดงดนตรีชุด Cast in Bronze ซึ่งใช้ระฆังทองเหลืองจำนวน 35 ใบมาบรรเลงเป็นเพลงเพราะๆให้ฟังกัน เค้าโฆษณาไว้ว่า “ดนตรีแบบนี้มีให้ชมที่นี่แห่งเดียวในโลก”

Award-winning gourds of all shapes & sizes!

ฟักทองหลากสีหลายขนาดที่ชนะการประกวดในปีนี้

Unusual succulents and carnivorous plants in the greenhouse.

ไม้อวบน้ำหรือที่เรียกกันว่า Succulent และพืชกินสัตว์

Beautiful flowers and creative arrangement displays of all kinds. I was particularly impressed with this giant Elephant Ear leaf that was about half my size; I had to get a picture with it! 😆

ดอกไม้นานาพรรณที่ผู้คนนำมาเข้าประกวดกันในปีนี้ ทั้งที่ตัดมาเป็นดอกเดี่ยวๆ และที่จัดมาเป็นแจกัน รวมทั้งแบบตากแห้งที่นำมาจัดเป็นพวงหรีดเก๋ไก๋ แต่ที่ถูกใจเราที่สุดเป็นจะไม่พ้นใบบอนยักษ์ใบนี้ ถ่ายรูปด้วยแล้วตัวเหมือนจะดูเล็กลงไปถนัดตา 😆

Time to fuel up, starting with a cup of Mexican street corn from Esquites, atomic tots from Chef’s D’Lites, and freshly fried pork rinds from Ragin’ Cajun.

ไปเติมพลังกันด้วยข้าวโพดคลุกเนยสไตล์เม็กซิกันจากร้าน Esquites มันฝรั่งทอดเผ็ดสะใจจากร้าน Chef’s D’Lites และแคปหมูร้อนๆทอดสดๆตามสั่งจากร้าน Ragin’ Cajun

Dorton Arena featured Got to be NC Agriculture, where different booths display farm products made right here in NC.

ที่สนามกีฬา Dorton เค้ามีจัดงานแสดงสินค้าทางการเกษตรจากฟาร์มต่างๆทั่วรัฐ

From there, we walked back out in the cold in search for cool rides for Joel & his mom.

พออิ่มท้องก็ได้เวลาไปเดินย่อยเล็งหาเครื่องเล่นหน้าตาดีให้คุณสามีกะคุณแม่

They ended up riding Hydro Shock, Alien Abduction, Pirate Ship, Genesis, Mighty Mouse Coaster, and Mega Drop – needless to say that Joel got his money’s worth from the unlimited ride wristband purchase! 😆

สรุปว่าคืนนั้นลองไปหลายเจ้า ตั้งแต่ Hydro Shock, Alien Abduction, Pirate Ship, Genesis, Mighty Mouse Coaster และ Mega Drop เรียกว่าตั๋วแบบไม่จำกัดที่ซื้อมานั้นได้ใช้จนเกินคุ้มจริงๆ 😆

I got hungry and had to sneak in another Polish sausage hot dog! 😋

ดึกหน่อยแอบหิวอีกรอบ เลยฟาดฮอทดอกไปอีกอัน 😋

Last but not least, we rode the State Fair SkyGazer, a 155′ Ferris Wheel where you need a special ticket to ride. We barely made it there before they closed down. Good thing we had tickets ready when we got there because the ticket booth was already closed! 😅 It was the perfect ending to a beautiful night out in town. 😍

เก็บไฮไลท์ไว้เป็นรายการสุดท้ายคือชิงช้าสวรรค์ขนาด 155 ฟุตอันนี้ที่เค้าตั้งชื่อซะเก๋ไก๋ไว้ว่า State Fair SkyGazer มัวแต่โอ้เอ้ไปมาเกือบไปถึงไม่ทันก่อนเค้าปิด ดีที่ซื้อตั๋วไว้เรียบร้อยแล้วเค้าถึงให้ขึ้น 😅 สรุปว่าได้ชมวิวสวยจากมุมสูงก่อนเค้าดับไฟพอดิบพอดี 😍

That night, we walked almost 5 miles at the fair. 😳 At least I didn’t have to feel that bad eating all those greasy fried foods! 😛

คืนนั้นเดินกันไปรวมแล้วประมาณ 5 ไมล์หรือประมาณ 8 กิโล 😳 หวังว่าจะได้ช่วยย่อยของทอดๆมันๆที่ซัดกันไปได้บ้างไม่มากก็น้อย 😛

The Tale of the Two Ms

Excursion Date: September 2021

วันสัญจร: กันยายน 2564

In true pandemic fashion, we celebrated this year’s long Labor Day weekend by staying at home. 😐 To make it a little more enjoyable, we decided to splurge on two special meals out at where we think are two of the very best restaurants in the area. 😊

ปีนี้เราฉลองหยุดยาววันแรงงานด้วยการพักผ่อนอยู่บ้านตามอัธยาศัยสไตล์โควิด 😐 แต่เพิ่มความพิเศษกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ทั่วไปด้วยการไปตระเวนหาของอร่อยกินตามร้านอาหารใกล้บ้านกัน 😊

Joel and I had a long discussion about the risk of indoor dining when concerns of the delta variant started to emerge in the news a few months ago. Initially, we went back to just getting takeouts again for a while (since outdoor dining wasn’t really an option amidst this intense NC summer heat 🥵). Lately, we have ventured back to eating out again since most sources seem to confirm that COVID risk for fully vaccinated people has proven to remain relatively low.

ตอนที่ข่าวเรื่องเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าเริ่มดังใหม่ๆ เราจับเข่าคุยกันแล้วตกลงว่าจะเลิกกินข้าวนอกบ้านไปซักพัก เพื่อความปลอดภัย แล้วกลับมาสั่งอาหารกินกันที่บ้านแทน (เพราะอากาศที่นี่ร้อนจับใจ 🥵 ไม่สามารถออกไปกินที่ร้านแล้วนั่งข้างนอกได้) แต่หลังจากที่ฟังดูแล้วหลายกระแสยังคงเห็นตรงกันว่าสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกันมากนัก พักนี้เลยเริ่มกลับไปกินข้าวที่ในร้านกันใหม่

We started off the weekend with a nigiri omakase meal at M Sushi in downtown Durham. We have been big fans of Chef Michael Lee ever since he was still running the sushi line at Sono in downtown Raleigh. After our first visit there, shortly after we moved back to the area in 2013, Sono became the holy grail of the lackluster sushi scene here… Until Chef Mike Lee went and opened up M Sushi in Durham, that is! 😆 Since then, his restaurant empire has grown to include 3 more locations, one of which I’ll cover later in this post.

เราไปเริ่มตะลุยกินกันที่ร้าน M Sushi ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เป็นอันดับแรกเมื่อคืนวันศุกร์ เราสองคนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเชฟ Michael Lee มาตั้งแต่ตอนที่แกยังทำอยู่ที่ร้าน Sono ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Raleigh หลังจากที่ไปลองกินซูชิที่นั่นกันเป็นครั้งแรกตอนที่ย้ายกลับมาที่นี่ใหม่ๆช่วงปลายปี 2013 นับแต่นั้นมาถ้าอยากกินซูชิก็จะต้องไปที่ Sono เพราะลองที่อื่นมาหมดแล้วไม่มีใครสู้ได้ซักเจ้า จนกระทั่งเชฟแกไปเปิดร้าน M Sushi นี่แหละ 😆 จากบัดนั้นมาจนบัดนี้มีร้านในเครือตระกูล M เพิ่มมาอีกถึงสามร้านด้วยกัน โพสต์นี้จะพาไปชิมอาหารญี่ปุ่นสองสไตล์ของเชฟเกาหลีท่านนี้กัน

Both of us had our very first nigiri omakase experience together at Sushi Zo in LA, almost 10 years ago. Since then, we have been forever spoiled and unable to go back to enjoying regular sushi rolls ever since. 😓 Things got hard when we first moved back here to NC. Fortunately, we found Sono! And later on, M Sushi has become our goto spot whenever we crave for sushi.

เราสองคนได้มีโอกาสลิ้มลองซูชิสไตล์โอมากาเสะกันเป็นครั้งแรกที่ร้าน Sushi Zoใน LA เมื่อเกือบสิบปีก่อน หลังจากนั้นก็ไม่สามารถกลับไปกินซูชิแบบโรลธรรมดาๆประสาชาวบ้านได้อีกเลย 😓 ตอนย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆประเด็นนี้เป็นปัญหาหนักมาก เพราะไม่สามารถไปกินซูชิที่ไหนได้ จนกระทั่งโชคดีมาเจอร้าน Sono นี่แหละ และหลังๆมามี M Sushi มาให้พึ่งพาได้อีกราย

As always, we both just went for the nigiri omakase meal, which includes 12-15 different pieces of nigiri sushi, served chef’s choice style. The idea is that the chef will decide what’s best to serve you, based on whatever freshest catches they have for the day. Typically, these include bluefin tuna, mackerel, sea trout, salmon, yellowtail, scallop or squid, and eel, just to name a few.

มาที่นี่ทีไรสั่งกันอยู่อย่างเดียวคืออาหารชุด nigiri omakase ซึ่งเป็นข้าวปั้นสไตล์นิกิริจำนวน 12-15 ชิ้น เสิร์ฟแบบตามใจเชฟ คือประมาณว่าวันนั้นที่ร้านได้ปลาอะไรสดๆมาก็จะเอามาขึ้นเมนู ซึ่งเปลี่ยนไปไม่ซ้ำแต่ละวัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีปลาทูน่า ซาบะ ปลาเทราท์ แซลมอน ฮามาจิ หอยเชลล์ ปลาหมึก หรือปลาไหล สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

Each piece is served, one by one, as soon as the chef is finished making them, with the announcement of what they are when they arrive in front of you. The pickled ginger is there to ‘cleanse your palate’ in between each bite. Normally, everything has been seasoned perfectly the way the chef intends to serve it including a touch of soy sauce, so theoretically you would not need to add anything to it, but they do give you a side of wasabi, just in case you prefer more. 🙄

เชฟทยอยปั้นมาเสิร์ฟทีละชิ้นๆ คือเสร็จปุ๊บก็เข้าปากปั๊บ ไม่มีสดๆไปกว่านี้อีกแล้ว ตอนเอามาเสิร์ฟเค้าก็จะบอกเราว่าที่กำลังจะกินนี่คือปลาอะไร กินเสร็จคำนึงก็มีขิงดองเตรียมไว้ให้ล้างปากก่อนชิมชิ้นต่อไป ปรกติแล้วเชฟจะทาซอสกับแต้มวาซาบิมาให้เสร็จสรรพ ไม่จำเป็นต้องจิ้มหรือเติมอะไรทั้งนั้น แต่เค้าก็มีก้อนวาซาบิเตรียมไว้เผื่อใครเผ็ดไม่พอ 🙄

We ordered an extra bite of uni from Hokkaido, just because I had been craving it. 😋 And, as part of the omakase, they always serve a handroll, and piece of tamago at the very end. We left with a full and happy belly, as we always do! 😌

เที่ยวนี้เราสั่งหอยเม่นจากฮอกไกโดมาเพิ่มกันคนละคำ เพราะอยากมานาน 😋 อาหารชุดนี้ทุกครั้งจะตบท้ายด้วยเทมากิหนึ่งชิ้น ตามด้วยไข่ม้วนหวานอีกหนึ่ง เป็นอันสิ้นสุดรายการ คืนนั้นกินกันไปแค่นี้ก็อิ่มอร่อยสมใจ 😌

The following night, we drove back out to Durham again, to try another creative offering from Chef Mike Lee. M Tempura is based on the same omakase idea, but instead of nigiris, we have tempura served on the plate! 🤯

คืนต่อมาเราขับรถกลับไปที่ Durham กันอีกรอบ แต่คราวนี้มีจุดหมายอยู่ที่อีกร้านในเครือเดียวกันที่ M Tempura ซึ่งใช้คอนเซ็ปต์เดียวกันกับเมนูซูชิ แต่เปลี่ยนมาเสิร์ฟเทมปุระกันแทน 🤯

This was our very first time dining here. We had been wanting to come for a while now, but couldn’t resist just going to M Sushi every time we came to Durham. This time, we were determined to try it, so we made reservations back to back so we didn’t have any excuses. 😛 They have three different omakase options on the menu to pick from, as well as some a la carte dishes. We opted to go with the traditional style, because the other two sounded like they were going to be way too much food. 😓

ร้านนี้เล็งกันมานานมากแต่ไม่มีโอกาสได้มาซักที เพราะขับรถมาถึง Durham ทีไรก็อดไม่ได้ต้องไปกินที่ M Sushi ทุกที คราวนี้ตั้งใจจะมาลองให้จงได้เลยจองโต๊ะไว้ติดกันสองวันซ้อน จะได้เปลี่ยนใจไม่ได้ 😛 ที่นี่เค้ามีเมนูอาหารชุดให้เลือกอยู่สามรายการ รวมทั้งมีอาหารจานเดียวด้วย คราวนี้เราตกลงเลือกเมนูเทมปุระสไตล์ดั้งเดิม เพราะอีกสองชุดเทียบกันแล้วมีรายการอาหารเรียงไว้ยาวเกือบสองเท่าตัวได้ ดูแล้วเกรงว่ากินหมดคงจะอิ่มอืดกันเกินไป 😓

We started off with a bowl of salad, and a plate of salmon crudo each.

เริ่มต้นกันด้วยสลัดหนึ่งชาม และปลาแซลมอนดิบสไตล์ครูโดมาให้เรียกน้ำย่อย

Then, moving on to the main course, they brought us a tray that includes a bowl of white rice, a bowl of dipping sauce with a ball of grated daikon radish, sea salt, two different dishes of pickled vegetables, and an empty plate for the tempura, yet to come. I wasn’t sure what the silver fishy thing was at first, but upon closer inspection, I realized it was a very fancy lemon juicer with a lemon wedge in it! 😆

จากนั้นจึงเป็นคิวของชุดเทมปุระ เค้าเอาถาดมาเตรียมให้ก่อน โดยมีข้าวสวยหนึ่งชาม น้ำจิ้มหนึ่งถ้วยพร้อมหัวไชเท้าบด เกลือป่น ผัดดองรวม และมีจานเปล่ามาเตรียมไว้สำหรับชิ้นเทมปุระที่จะทยอยมาเสิร์ฟ ส่วนไอ้ปลาสีเงินๆในรูปนั่นตอนแรกดูไม่ออกว่าคืออะไร พอหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆถึงๆได้รู้ว่าเป็นที่บีบน้ำมะนาวแบบไม่ต้องจับให้เปื้อนมือนั่นเอง 😆

The tempura pieces then started to arrive, one or two at a time, over the course of the next half hour or so. Starting off with two different types of shrimp, followed by okra, shitake mushroom, maitake mushroom, seabass, salmon, eggplant, scallop, and summer squash. Everything was cooked to perfect doneness, but Joel though it was still a little oily, compared to the tempura we had in Japan. 🙄

เทมปุระทยอยกันออกมาทีละชิ้นสองชิ้น กว่าจะครบใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงได้ เริ่มด้วยกุ้งสองชนิด กระเจี๊ยบ เห็ดหอม เห็ดไมตาเกะ ปลากะพง ปลาแซลมอน มะเขือยาว และบวบฝรั่ง ทุกอย่างเค้าทอดมาแบบสุกกำลังพอดี รสชาติใช้ได้ แต่คุณสามีติว่ายังอมน้ำมันไปหน่อย ไม่อร่อยเหมือนกับที่เราไปกินมาที่ญี่ปุ่น 🙄

Once we were done with the tempura course, they brought out a little spoon of palate cleanser, which was lime sorbet topped with lime zest.

เสร็จจากชุดเทมปุระเค้าเอาไอศครีมรสมะนาวโรยหน้าด้วยผิวมะนาวขูดฝอยมาเสิร์ฟกันคนละคำเล็กๆเพื่อให้ล้างปากก่อนจะไปต่อกันที่รายการต่อไป

Then, we moved on to the end of the meal, which included a choice of either udon or soba noodle soup, followed by ginger ice cream. Joel opted for the soba while I went with the udon, so we got to try both. We each maintained our choice was superior, so we just tried one bite of the other’s then went back to finish our own. 😆 It did not look like a lot of food, but we were completely stuffed by the time the dessert came. 🥴

คอร์สอาหารคาวชุดสุดท้ายเป็นหมี่น้ำซึ่งเค้าให้เลือกระหว่างเส้นโซบะหรืออุด้ง คุณสามีขอเป็นโซบะ เราเลยเอาเป็นอุด้ง จะได้ได้ลองทั้งสองอย่าง สรุปว่าชิมแล้วต่างคนต่างชอบอย่างที่ตัวเองเลือก เลยไม่ต้องแย่งกัน 😆 อาหารดูแล้วเหมือนไม่เยอะ แต่กว่าจะกินหมดก็อิ่มตื้อกันพอดี เกือบจะไม่มีที่เหลือไว้สำหรับของหวาน 🥴

The ginger ice cream, however, turned out to the quite the star of the entire meal! 😍 It was so perfectly scrumptious Joel couldn’t resist asking if they would sell that to us separately. Turned out we weren’t the only one asking! 😆 Our awesome waitress, Claire, made sure to include a little togo side of the ginger sugar sprinkle, so we could recreate the perfect serving at home when we got back! 🥰

รายการสุดท้ายคือไอศครีมรสขิง ชิมไปคำแรก จากที่ท้องอิ่มไม่มีที่กลายมามีที่เหลือเฟือทันที 😍 นอกจากจะซัดหมดจนไม่เหลือซักหยดแล้ว ยังติดใจจนต้องถามเค้าว่ามีขายให้เอากลับบ้านมั๊ย ปรากฎว่าคงมีหลายคนถามถึง เค้ามีเตรียมไว้ขายเป็นกระปุกเรียบร้อย 😆 บ๋อยใจดีอุตส่าห์แพ๊คน้ำตาลรสขิงกลับบ้านมาไว้ให้โรยหน้าแบบเดียวกับที่เค้าเสิร์ฟที่ร้านอีกด้วย 🥰

Pandemic Pit Stop: Lizard Lick ‘n’ Wendell

On a cloudy weekend in June, we headed over to Wendell, a small outskirt triangle town that is about a 30 minute drive east of where we live. We started off with a quick hike at Turnipseed Nature Preserve. The forecast originally said rain, but then it changed to no rain… 🤔 By the time we left, it really looked like the sky was getting ready to dump down on us. We proceeded anyway with our fingers crossed, but brought along our rain jackets, just in case! 🙄

โปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิดประจำเดือนมิถุนาที่ผ่านมาเราไปเที่ยวกันที่เมือง Wendell ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของที่นี่ ขับรถไปใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เริ่มต้นด้วยการไปเดินป่าที่ Turnipseed Nature Preserve ตอนแรกพยากรณ์บอกว่าฝนจะตก แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นไม่มีฝน 🤔 ถึงได้ตัดสินใจไปกัน แต่ก่อนออกจากบ้านฟ้าอึมครึมมากเลยชักไม่แน่ใจ เลยติดเอาเสื้อกันฝนไปด้วยดีกว่า 🙄

The parking lot was empty when we got there. There was one other guy that was leaving right when we pulled in. He kindly reminded us to apply our bug spray before heading off! 😬 The kiosk at the trailhead was fully stocked with different brochures as well as maps for the park, which was very handy since we didn’t have time to do any research before arrival. 😝

ไปถึงลานจอดรถโล่งเชียว มีรถจอดอยู่แค่คันเดียวเท่านั้น ตอนเราลงจากรถเห็นลุงกำลังกลับมาขึ้นรถพอดี แกอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าลืมฉีดยากันยุงก่อนออกเดินทาง 😬 ป้ายประชาสัมพันธ์ที่ต้นทางมีตู้ใส่ใบปลิวให้ความรู้อยู่หลายขนาน รวมทั้งแผนที่บอกรายละเอียดที่จัดไว้ให้บริการเพียบพร้อม ซึ่งก็พอเหมาะพอดี เพราะเราไม่ได้แปลนกันเอาไว้ล่วงหน้า 😝

This was by far one of the best well-maintained parks we have ever seen! The sandy gravel trails were nice and wide. The park consists of a few very short trails interconnecting with each other. We started off with the Lupine Loop Trail since it was closest to the parking lot.

พาร์คแห่งนี้เป็นเขตสงวนพันธุ์พืชที่ได้รับการดูแลไว้อย่างดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ทางเดินของเค้ากว้างขวางเดินสะดวก และสะอาดสะอ้านไม่มีที่ติ มีทางสั้นๆอยู่ไม่กี่เส้น แต่ตัดต่อถึงกันหมด เราเริ่มต้นกันที่เส้น Lupine Loop ซึ่งอยู่ใกล้กับลานจอดรถที่สุด

Then, we took Boulder Trail to Gin Branch Creek Trail, before going on over to Meadow Loop Trail and then back to the parking lot via Gin Branch Creek Trail again. There were clear signs indicating the turnoff for each separate trail. The entire hike was just such a breath of fresh air, very straightforward from start to finish. There was no need for trail markers of any sort, since it was just one very distinct path the whole way. There were multiple signs you can scan along the way to get information about specific species of trees you spot on the route.

หลังจากเดินครบรอบ เราเลี้ยวไปที่เส้น Gin Branch Creek จากนั้นจึงต่อไปที่เส้น Meadow Loop เดินวนจนสุดวงแหวนแล้วจึงวกกลับตามเส้น Gin Branch Creek กลับมาที่รถ ป้ายบอกทางของเค้าปักไว้ชัดเจนทุกแยก มาเดินที่นี่ได้บรรยากาศที่แตกต่างจากที่ไปเดินป่ากันตามปรกติ เหมือนมาเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ซะมากกว่า ค่อยๆเดินไปไม่ต้องกลัวหลง แถมยังมีป้ายตามทางที่สามารถสแกนเพื่อเรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับต้นไม้นานาพันธุ์ที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนี้อีกด้วย

Wildlife spotting! 😆

เจอสัตว์ป่ากลางทาง 😆

We clocked in at 2.12 miles which took us less than 45 minutes. Overall, a perfectly easy and pleasant hike that felt more like a stroll in the park! 😆 Best of all, it never actually rained on us!

วันนั้นเดินกันชิลด์ๆ สิริรวมระยะทางแล้วได้ 2.12 ไมล์ หรือประมาณ 3 กิโลครึ่งได้ ใช้เวลาแค่ 45 นาทีเท่านั้น เดินเสร็จรู้สึกผ่อนคลายกำลังดีไม่มีเหงื่อ เพราะอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนแท้ๆ 😆 แต่โชคดีที่ไม่เจอฝนถล่มใส่

On the way out, we stopped by for a photo op at Kioti Tractor. I had spotted this cool transformer-like sculpture on the way to the beach during one of our trips and always wanted to come check it out. It was a lot cooler up close! 😍 The entire thing was made from tractor parts, and sits right out in front of their main building.

ออกจากพาร์คมาไปแวะถ่ายรูปกันที่บริษัท Kioti Tractor คราวที่แล้วระหว่างทางไปเที่ยวทะเลเกิดตาดีไปเห็นเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้จากบนฟรีเวย์ ยังสงสัยว่าคืออะไรหนอ เหมือนยกมาวางจากหนังญี่ปุ่น เลยตั้งใจว่าถ้าผ่านมาแถวนี้อีกจะต้องมาแวะดูให้เห็นเป็นบุญตา คราวนี้เลยได้โอกาสพอดี มาเห็นใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเค้าทำมาจากชิ้นส่วนต่างๆของรถแทรคเตอร์นั่นเอง บริษัทนี้เดิมเป็นของเกาหลี แล้วมาสร้างสำนักงานใหญ่ในอเมริกาอยู่ที่นี่ ที่สาขาในเกาหลีเค้าก็มีหุ่นอย่างนี้ตั้งไว้เฝ้าประตูหน้าเหมือนกัน 😍

We took a detour to the little town with a big name – Lizard Lick. 😅 At a Cashpoint ATM machine right outside of Lizard Lick Swift Mart, the town namesake sits atop its roof to greet visitors with a hanging tongue! 🤣

ก่อนถึงดาวน์ทาวน์เมือง Wendell เราขออ้อมไปแวะเมืองชื่อแปลก Lizard Lick 😅 ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน ที่ตู้เอทีเอ็มหน้าร้านขายของชำกลางเมืองแห่งนี้ เค้ามีกิ้งก่ายักษ์เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตั้งเด่นอยู่บนหลังคาแลบลิ้นแผลบๆคอยทักทายผู้คนที่สัญจรไปมา 🤣

Right next door at Lizard Lick Towing & Recovery, there is a sign post with a entire collection of NC towns with equally unique names. 😆

ติดกันเป็นบริษัทรับลากรถชื่อ Lizard Lick Towing & Recovery ซึ่งมีป้ายบอกแสดงระยะทางสู่เมืองอื่นๆในรัฐนี้ที่ต่างก็มีชื่อแปลกแหวกแนวไม่แพ้กัน 😆

After that, we headed back to downtown Wendell, stopping first to admire ‘The World’s Largest Tobacco Hornworm’ mural.

จากนั้นเราไปแวะชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีป้ายบอกไว้ชัดเจนว่าเป็น ‘หนอนใบยาสูบที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก’

Then over to Bearded Bee Brewing Company where we enjoyed some freshly brewed alcoholic beverages in a very trendy establishment. Their outdoor seating section offers a view of the Wendell Bee Mural. And a very cool vintage car!

ตบท้ายด้วยเบียร์เย็นๆจาก Bearded Bee Brewing Company ตึกเค้าดีไซน์ไว้ซะเก๋ไก๋ทั้งด้านในและด้านนอก ที่นั่งจิบเบียร์ด้านนอกของเค้ามีวิวสวยๆให้ชมเป็นภาพเพ้นท์ลายธรรมชาติ แถมนั่งๆอยู่ยังมีรถยนต์รุ่นคุณปู่ขับมาจอดไว้ให้ชมกันถึงตรงหน้าอีกด้วย

For lunch, we grabbed a few tasty offerings from the Barone Meatball Company food truck, which was parked right outside.

ส่วนมื้อกลางวันเราได้ชิมเมนูอร่อยๆจากร้านอาหารเคลื่อนที่ Barone Meatball Company ซึ่งมาเปิดให้บริการอยู่ที่ลานจอดรถหน้าร้านพอดี

We had such a great time in Wendell that day and hope to come back and visit again soon! 😍

สรุปว่าวันนั้นเราประทับใจกับเมือง Wendell กันมาก และหวังว่าจะได้มีโอกาสแวะมาเยี่ยมเยือนกันใหม่ในโอกาสหน้า 😍

Pandemic Pit Stop: Picture-Perfect Pittsboro

We spent one cold dreary Saturday back in February visiting nearby Pittsboro and surrounding towns. This small but charming area has a few spots that are quite near and dear to our hearts. Besides being the place where Miss Mia, our second fur baby was adopted from, it was also where Joel and I officially met for the first time, ages ago! 😊

บ่ายวันเสาร์เมื่อปลายเดือนกุมภาตอนต้นปี เราขับรถไปเที่ยวกันที่เมือง Pittsboro และบริเวณใกล้เคียง ละแวกนี้มีหลายแห่งที่มีความสำคัญกับครอบครัวน้อยๆของเรา เพราะนอกจากจะเป็นที่ที่เราไปรับอุปการะคุณเมีย น้องแมวน้อยเบอร์สองของบ้านมาเลี้ยงแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ที่คุณสามีกับเราได้พบปะกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยเมื่อครั้งกระโน้น 😊

We started the trip down memory lane with the place where we first met as bridesmaid and groomsman at our good friends’ wedding back in 2008. Fearrington Village is a popular wedding venue in the area. Not only do they have pretty cows and goats grazing in an idyllic pasture out front, but you can also find boutique shops, an inn, a spa, and a couple of places to grab a bite while you are there. There is even a few of the infamous Vollis Simpson‘s whirligigs out on display too!

เริ่มต้นรำลึกความหลังกันด้วย Fearrington Village ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของเพื่อนสนิทจากสมัยมหาลัย ซึ่งได้จัดแจงให้เราสองคนมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวในงานเมื่อปี 2008 จนเป็นที่มาของตำนานรักข้ามทวีปของสองเรา 😜 ที่นี่เป็นที่จัดงานเลี้ยงยอดฮิตของบริเวณนี้ นอกจากจะมีทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มีฝูงวัวและแพะหน้าตาไฮโซคอยเล็มหญ้าแบบชิลด์ๆให้แขกเหรื่อมาถ่ายรูปด้วยแล้ว ยังมีร้านบูติคน่ารักๆไว้ให้เดินช้อปปิ้งแก้เบื่อ มีโรงแรมขนาดเล็กแต่หรูให้นอนเล่นชมวิวสวยๆ มีสปาไว้คลายเครียด รวมทั้งมีกังหันลมจากวัสดุเหลือใช้ฝีมือคุณ Vollis Simpson นักศิลปกรรมชื่อดังมาตั้งไว้ให้ชมตรงทางเข้าอีกด้วย

Next stop was Clyde Jones’ Critter Crossing, a quirky collection of wooden carved ‘critters’ and whimsical paintings which can be found decorating the artist’s home and front yard. This former mill worker had no formal arts training, but loved to create beautiful pieces of arts, which he then gave away to people. His lovely designs can be found all over town in neighbors and friends’ yards in Bynum, NC.

จากนั้นเราไปแวะกันที่ Clyde Jones’ Critter Crossing ซึ่งเป็นบ้านของคุณ Clyde Jones พนักงานโรงสีที่โด่งดังจากการนำเอาท่อนไม้มาประกอบเป็นสิงสาราสัตว์นานาชนิดด้วยความสร้างสรรค์ส่วนตัว บ้านน้อยของแกประดับประดาไปด้วยผลงานศิลปะสีสันสะดุดตามากมาย หลังจากที่ไม่เหลือที่ตั้งโชว์ในบริเวณบ้านตัวเองแล้ว แกยกเอางานฝีมือที่เหลือไปบริจาคให้เพื่อนบ้าน จนทุกคนนำมาตั้งโชว์กันเต็มเมือง Bynum เล็กๆแห่งนี้

From there, we headed over for a short hike at Lower Haw River Trail. Before the hike, we parked by Bynum Bridge, a pedestrian bridge crossing Haw River that features very cool graffiti art all over it.

ตามธีมศิลปะมากันที่สะพานข้ามแม่น้ำ Haw River ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล ที่นี่ศิลปินสมัครเล่นนับไม่ถ้วนแห่กันมาใช้พื้นสะพานคนข้ามแห่งนี้เป็นผืนผ้าสเปรย์ลวดลายสร้างสรรค์กันตามใจอยาก

A short walk led us over to the parking lot at the trailhead. There was more street art for us to see along the way.

จากสะพานเดินมาไม่ไกลเป็นที่จอดรถของเส้นทางเดินป่า Lower Haw River Trail ซึ่งเราตั้งใจมาเดินกัน ระหว่างทางมีผลงานศิลปะสวยๆไว้ให้ชมกันอีกไม่ขาดสาย

We spent quite a bit of time looking for the actual trail once we got there. 😓 It wasn’t very clear where it was and we kept walking around and around trying to find it. After getting turned around from a few different dead ends, we finally located the trailhead right where this metal flower stood!

ไปถึงเดินวนหาต้นทางอยู่นานกว่าจะเจอ 😓 ป้ายเค้าก็ไม่ได้ช่วยเลย เดินไปทางนึงก็ตัน อีกทางก็พาลงน้ำ สุดท้ายเห็นคนเดินมาถึงเดินตามเค้าจนได้เจอต้นทางอยู่ที่ตรงดอกไม้เหล็กที่เห็นในรูปนี่เอง

The trail itself was very wet! 😆 It hugged along Haw River pretty much the entire way we traveled. The river appeared to be at capacity and even overflowed into our paths in a few spots. We walked as far as we were comfortable, until we reached a spot where it would take quite an effort to wade over the muds and puddles. That’s when we decided to just turn around and head back.

ทางเส้นนี้วันนั้นที่ไปแฉะมาก 😆 พาเราเดินเลียบแม่น้ำ Haw River ไปตลอดสาย ตัวแม่น้ำเต็มปริ่มจนล้นลงมาท่วมทางเป็นบางส่วน เราเดินไปจนประมาณว่าลุยไม่ไหวแล้วถึงได้หันหลังเดินกลับ

We clocked in at 1.7 miles, which took us about 45 minutes or so. It was a short but pretty hike. The entire trail was supposed to be 7.3 miles, out and back. If we are ever back this way at some point when it’s not so wet, we would like to be able to try to hike the entire trail!

วันนั้นเดินกันไปได้แค่ 1.7 ไมล์ หรือประมาณไม่ถึง 2.73588 กิโลดี สั้นแต่สวย จริงๆแล้วทางเส้นนี้ถ้าเดินกันจนสุดไปกลับจะประมาณ 7.3 ไมล์ ถ้าได้ผ่านมาแถวนี้อีกเอาไว้จะมาเดินให้ครบ หวังว่าคราวหน้ามาจะไม่แฉะเท่านี้ 😛

After the hike, we went to check out downtown Pittsboro. Most of the shops there were still closed due to the lockdown at the time. Two of the main highlights there were Circle City Books & Music, which has this cool mural on the side featuring books by local NC authors, and French Connections, a cute shop with many colorful home decor and gift selections.

เสร็จจากเดินป่าเราไปแวะเดินเล่นกันต่อที่ย่านดาวน์ทาวน์ของเมือง Pittsboro ช่วงนั้นร้านรวงยังคงปิดกันตรึมเพราะพิษโควิด ร้านนึงที่ตั้งใจมาชมก็คือ Circle City Books & Music ซึ่งเอาผนังด้านนอกมาเพ้นท์ซะเก๋ไก๋เป็นรูปหนังสือต่างๆที่เขียนโดยนักเขียนที่มีบ้านเกิดอยู่ในรัฐนอร์ทแคโรไลน่า อีกร้านที่เดินถ่ายรูปได้เพลินๆก็คือร้าน French Connections ซึ่งมีของตกแต่งบ้านน่ารักๆวางเรียงรายไปทั่ว

Last but not least, since it was right there, we stopped by for a quick drink at Fair Game Beverage Company, which was featured recently in this previous post, before heading home.

ก่อนกลับขอแวะไปจิบดริ๊งค์เย็นๆที่ Fair Game Beverage Company ซึ่งเคยนำมาเสนอกันไปทีนึงแล้ว เพราะไหนๆก็ต้องขับรถผ่านอยู่แล้ว 😛

Pandemic Pause: Hiking at Uwharrie

Trip Date: December 2020

วันสัญจร: ธันวาคม 2563

On our last day in Asheboro, we stopped by to hike at Uwharrie National Forest. We had been eyeing this trail for years, having spotted the signs for it every time on our way to Charlotte, but never found a good time to actually make a stop, until now! 🥳

วันสุดท้ายก่อนกลับจากเมือง Asheboro เราแวะไปเดินป่ารอบสุดท้ายกันที่ Uwharrie National Forest ที่นี่เล็งกันมาหลายปี เวลาขับรถไปกลับเมือง Charlotte ทีไรต้องผ่านทุกที เห็นทีไรก็ว่าต้องหาเวลามาลองเดินกัน แต่ไม่เคยได้ฤกษ์ดีซักที จนมาเที่ยวนี้นี่แหละ 🥳

I heard about Pisgah Covered Bridge and wanted to stop by to take a look at this historical spot, which is one of the two remaining such bridges in the state of North Carolina. The bridge crosses the West Fork Branch of the Little River and was built at the low low price of $40 back in 1911! 😆

ก่อนมาอ่านเจอว่าสะพานข้ามแม่น้ำ Pisgah Covered Bridge แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่มีหลังคาคลุมหนึ่งในจำนวนที่เหลืออยู่แค่สองแห่งในรัฐนี้ เลยตั้งใจไว้ว่าต้องแวะมาดูกัน สะพานนี้ทอดข้ามแม่น้ำ Little River ด้านฝั่งตะวันตก สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1911 ด้วยค่าใช้จ่ายเพียง 40 ดอลล่าร์เท่านั้น 😆

Joel looked at the trail map beforehand and said we could just hike the Uwharrie Trail from here, which was what we set out to do. We followed the path right next to the bridge and braced ourselves for the long hike… Imagine our surprises when it led us back to the bridge in just under five minutes! 🤣

คุณสามีไปดูแล้วบอกว่าเราสามารถเริ่มเดินป่าจากจุดนี้ไปเจอกับทางสายหลักของที่นี่ได้ พอถ่ายรูปสะพานเสร็จเราก็เตรียมตัวออกเดินทางกันอย่างเต็มที่ เห็นมีทางราดยางอย่างดีอยู่ข้างๆสะพานยังนึกในใจว่าแหมเค้าทำไว้ซะดีเชียว เดินไปไม่ถึงห้านาทีเงยหน้าขึ้นมาเจอสะพานหน้าตาคุ้นๆ อ้าวก็ไอ้สะพานอันเดิมเมื่อกี๊นี่นา 🤣

Workout shot for our short short hike! 😆

เดินระยะสั้นซะจนคุณ apple watch ก็งงเหมือนกัน 😆

We looked left and right but couldn’t find any other trails nearby. Finally, we had to resort to plan B, which was to drive all the way to the other side of the forest to Joe Moffitt Trailhead. From there, we took the trail north, heading towards King Mountain.

หันซ้ายหันขวาเดินวนอยู่หลายรอบก็ไม่เห็นเจอทางอื่น สรุปแล้วเลยต้องไปแผนสำรองคือขับรถไปอีกฝั่งของพาร์คไปเริ่มต้นที่เส้นทางเดินป่า Joe Moffitt กันแทน จากที่นั่นเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังยอดเขา King Mountain