Annual Christmas Lights 2020

Excursion Date: December 2020

วันสัญจร: ธันวาคม 2563

Even with 2020 being such an abnormal year, we still tried to maintain some sense of normalcy by keeping our holiday Christmas lights tour tradition intact. This year, after being cooped up at home for months on end, we set out for not one or two, but three total excursions in all! 😊

แม้ว่าปี 2020 จะเป็นปีที่ชีวิตมีอันต้องเปลี่ยนไปในหลายรูปแบบ แต่อย่างน้อยก็มีกิจกรรมประจำปีที่เรายังสามารถรักษาไว้ได้นั่นก็คือการออกไปทัวร์ตระเวนล่าหาไฟคริสต์มาสสวยๆดูกัน ด้วยความที่หมกตัวอยู่กับบ้านมาเกือบทั้งปี ได้ออกจากบ้านทั้งทีเลยได้โอกาสจัดเต็ม ทัวร์กันไปถึงสามรอบในเดือนเดียว 😊

First, we drove an hour away to see the Electric Light Fantasy at Whirligig Park in Wilson. It turned out to be quite a laughable event, just not in the way we intended… 🙄 We were asked to get there 45 minutes before the show started. About 15 minutes out, they started letting the cars in. There were about 30 cars lined up in the small parking lot. The show began with these two laser sources projecting lights up into the sky, with Christmas songs playing in the background. We kept waiting for more to come but soon realized that was pretty much it. 😐 You basically saw the entire show from all the pictures up there, just imagine all the popular Christmas songs in the background and there you have it! 😆 The kids in the cars in front of us lost their interest before the second song started. And the guy in the car next to us was on his phone pretty much the entire time! 🤣

รายการแรกคืองานแสงสีเสียง Electric Light Fantasy ซึ่งจัดขึ้นที่ Whirligig Park ในเมือง Wilson อุตส่าห์ขับรถไปตั้งเกือบชั่วโมงเพื่อไปดู ดูจบน้ำตาแทบไหลด้วยความตื้นตัน 🙄 เค้าบอกมาว่าให้ไปถึงก่อนเวลาโชว์ 45 นาที รอซักพัก 15 นาทีก่อนเริ่มรายการเจ้าหน้าที่ก็ทยอยโบกรถให้เข้าไปจอดเรียงกันในลานจอดรถขนาดกะทัดรัด กะดูแล้วประมาณซัก 30 คันได้ พอได้เวลาแสงสีเสียงเริ่มต้นตามกำหนด มีไฟเลเซอร์สองอันส่องฉายขึ้นไปบนฟ้าเต้นไปมาเป็นจังหวะตามเพลงคริสต์มาส ไอ้เราก็นึกว่าอันนี้คงเป็นการวอร์มอัพ เดี๋ยวคงจะต้องอลังการมากกว่านี้ รอไปรอมาชักจะเริ่มตระหนักว่าเออนี่แหละนะมันอลังของเค้าแล้ว 😐 คือประมาณว่าดูรูปข้างบนแล้วจินตนาการเพลงตามไปด้วยก็คือเหมือนได้ไปดูโชว์ด้วยตัวเอง 😆 เด็กๆในรถแถวหน้าตื่นเต้นกันอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งเพลงแรกก็เลิกดูกันแล้ว ส่วนคุณพี่ผู้ชายรถถัดจากเราตาแทบจะไม่ได้ละไปจากจอโทรศัพท์ในมือตลอดรายการ 🤣

A week after that, we set out for a proper light tour in south Durham, following the route offered by Built Story. In general, we feel that people put a lot more effort in their holiday lights game this year – one of the rare COVID benefits I suppose! 😛 We saw many good displays on the route, but nothing blew us away until we arrived at the last one on the list…

อาทิตย์ถัดมาขอแก้ตัวด้วยการไปทัวร์ไฟคริสต์มาสที่เมือง Durham คราวนี้เราไปตามเส้นทางที่จัดโดยแอปชื่อ Built Story โดยรวมแล้วรู้สึกว่าปีนี้ทุกบ้านจัดไฟมาแสดงกันอย่างทุ่มทุนสร้างมากกว่าทุกปี คาดว่าจะเป็นผลดีที่มาจากความที่ต่างคนต่างอยู่บ้านไม่มีอะไรทำ 😛 ชมกันเพลิดเพลินจนมาถึงบ้านหลังสุดท้ายของรายการ…

‘The Griswold House’ looked exactly like the house on the National Lampoon’s Christmas Vacation house in the movie! 😳

บ้านนี้ตั้งชื่อไว้ว่า ‘The Griswold House’ ตามบ้านในหนังคริสต์มาสยอดฮิต National Lampoon’s Christmas Vacation ถ้าใครเคยดูคงจำได้ว่าเจ้าของบ้านในหนังติดไฟไว้เต็มบ้านประมาณที่เห็นจนทำเอาไฟดับไปทั้งบาง 😳

On the way to Durham, we noticed this bright light illuminating the whole sky half way there on the I-40 freeway. It looked almost like a huge wildfire, so eerie and bizarre that we decided to stop by and check it out on our way back. It turned out to be some large greenhouse operation at this biotech company in the RTP. Mystery solved! 😆

ขาไป Durham ขับรถไปได้ครึ่งทางไปเห็นแสงประหลาดอยู่ไม่ไกลจากฟรีเวย์ คือมันสว่างไสวไปทั่วฟ้าเหมือนกับไฟป่าลามทุ่งเลยทีเดียว ขากลับก็ยังสว่างอยู่ เลยต้องขับไปสำรวจกันใกล้ๆดูซักหน่อย ปรากฎว่าไปเจอเป็น greenhouse ขนาดมหึมาของบริษัทใน RTP นี่เอง ปฏิบัติการไขปริศนาเสร็จสิ้นถึงกลับบ้านกันได้ 😆

Since we felt like we didn’t get quite enough from our Durham tour, we decided to set out on yet another tour a few days later, this time in the southeast Raleigh, Knightdale and Clayton area. Again, these were all new to us, since we never came out this way in the previous years. There were some really great displays, mostly homemade production. We did see one big show in a park in downtown Lake Myra, but didn’t stay long because it was crowded and there were quite a number of people there no mask on. 😐

กลับมารู้สึกว่ายังดูไฟได้ไม่เต็มอิ่ม อีกสองวันต่อมาเลยต้องขอออกไปกันอีกรอบ คราวนี้เรามุ่งหน้าไปยังทิศตรงกันข้ามที่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง Raleigh เลยไปถึงเมือง Knightdale และเมือง Clayton ซึ่งอยู่ถัดออกไป แถบนี้อยู่ไกลจากบ้านหน่อยเลยไม่เคยมากัน บ้านช่องชานเมืองแถวนี้เค้าก็จัดเต็มไม่แพ้กับบ้านใหญ่ๆในเมือง เราไปจบทัวร์กันที่เมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Lake Myra ที่นี่ทางการเค้าจัดไฟไว้ให้ประชาชนดูกันที่พาร์คกลางเมือง ซึ่งก็อลังการงานสร้างอยู่ไม่น้อย แถมมีดีเจเปิดเพลงคริสต์มาสเข้าจังหวะอีกด้วย คนก็มากันตรึมเต็มพาร์ค แต่เดินดูแล้วแอบเห็นว่าหลายคนไม่ใส่หน้ากากอนามัย เลยขอบายกันดีกว่า 😐

All in all, another good year of Christmas light tour! 😍 It did help bring us some joy amidst this darkened pandemic time. Here’s a bonus one we saw on the way to our Korean grocery store in Cary one night. My husband sure wanted to know how they got all the lights so high up those tall trees! 🤔

สรุปว่าคริสต์มาสสัญจรปีนี้จบลงด้วยดีไปอีกรอบ 😍 ดูไฟเพลินๆทำให้ช่วยลืมไปได้หน่อยว่าปีนี้เป็นปีที่ชีวิตอับเฉาที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา บ้านข้างบนนี่เป็นโบนัสจากการไปซื้อกับข้าวที่ตลาดเกาหลีใกล้บ้านที่เมือง Cary คุณสามีประทับใจสุดๆและอยากทราบมากว่าเค้าเอาไฟขึ้นไปติดต้นไม้สูงรอบบ้านขนาดนั้นได้อย่างไร 🤔

And last but not least, our own Christmas decorations at home. This year we added another set on our back balcony for a more festive atmosphere! 😊

ท้ายที่สุดเป็นไฟคริสต์มาสจากบ้านน้อยของเราเอง ปีนี้นอกจากไฟหน้าบ้านแล้ว เราจัดไฟบนระเบียงหลังบ้านเพื่อเพิ่มบรรยากาศความรื่นเริงอีกเท่าตัว 😊

Pandemic Pit Stop: Cheap Thrills in Chapel Hill

It’s finally time for another Pandemic Pit Stop chapter! It’s been a while since our last trip, because we were busying traveling. 😛 With not one but two trips to the mountains packed in during the month of October, we simply did not get a chance to venture out closer to home at all. Until now, that is! 😊

วันนี้ได้ฤกษ์กลับมานำเสนอโปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิดตอนล่าสุด หลังจากที่ห่างหายไปซะนาน เพราะมัวแต่ไปเที่ยวตะลอนกัน 😛 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีทริปภูเขากันถึงสองรอบ เลยไม่มีเวลามาเที่ยวที่ใกล้ๆบ้าน กลับมาพักจนหายเหนื่อยถึงได้กลับมาตะลุยกันต่อ 😊

Chapel Hill is a fun college town located just half an hour from where we live. It is the home of the University of North Carolina at Chapel Hill, America’s first public university and the flagship location of the UNC system. Having been here so many times, I never realized how many cool spots this place has to offer. We found them neatly tucked away all over town.

เมือง Chapel Hill เป็นเมืองมหาลัยที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ขับรถไปใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ที่นี่เป็นที่ตั้งของ University of North Carolina at Chapel Hill ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐแห่งแรกของอเมริกา และเป็นสาขาหลักของมหาวิทยาลัยในเครือข่ายของ UNC เรามาที่นี่กันหลายครั้ง แต่เพิ่งจะมาครั้งนี้ที่ได้มาเห็นของแปลกๆหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน

Starting off with my favorite type of excursion 😊 – a cemetery walk at Sparrow and Mt Carmel Cemetery.

เริ่มต้นด้วยทัวร์สุสานกันอีกเช่นเคย 😊 คราวนี้เราไปกันที่ Sparrow and Mt Carmel Cemetery

There are so many beautiful gravestones here, from really old ones…

ที่นี่เค้ามีหลุมศพน่าสะดุดตาหลายอัน ทั้งที่เก่าแก่…

to somewhat newer…

จนใหม่ขึ้นมาหน่อย…

to a more contemporary collection of truly unique ones… 😇 These are one of the most creative gravestones I had ever seen – such a great way to celebrate your loved one’s life after they are gone! That last one featured the lyrics from an American folk song made famous by the band Nirvana in the 90’s.

และมาถึงกรุ๊ปนี้ ซึ่งเป็นหลุมศพแบบเชิงสร้างสรรค์ 😇 แต่ละอันมีความแปลกแหวกแนวที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เค้าออกแบบไว้อย่างไม่ซ้ำใครจริงๆ น่าชมเชยลูกหลานที่ช่างสรรหาไอเดียมาเพื่อรำลึกถึงผู้ล่วงลับแบบทรงคุณค่า อันสุดท้ายที่เห็นเป็นเนื้อเพลงพื้นบ้านเก่าแก่ที่วง Nirvana เอามาทำซ้ำจนโด่งดังขึ้นมาในยุค 90’s

We made a quick refuel stop at Beer Study and Al’s Burger Shack downtown. One thing we noticed while walking around is that people here take mask wearing 😷 very seriously – kudos to them!

ไปแวะเติมพลังกันที่ร้าน BeerStudy แล้วตามด้วยเบอร์เกอร์แสนอร่อยจาก Al’s Burger Shack ที่ย่านดาวน์ทาวน์ แอบสังเกตมาว่าคนเมืองนี้เค้าจริงจังกับการสวมหน้ากากอนามัยกันมาก 😷 ไม่ว่าไปที่ไหนส่วนใหญ่ใส่กันแทบทั้งนั้น เทียบกับเมืองอื่นๆแถวนี้แล้วต้องยกนิ้วให้เค้าจริงๆ

After that, we stopped by UNC campus to check out the Crouching Spider sculpture, located right across from Memorial Hall. This 27 x 9 feet piece of artwork was created by French-American artist Louise Bourgeois, from bronze and stainless steel. This is another traveling installment. It was originally scheduled to be relocated back in August, but was still there when we visited, so I assumed there must be a COVID delay…🙄

หลังจากอิ่มหมีพีมันกันแล้ว เราไปแวะชมรูปปั้นแมงมุมยักษ์ขนาด 27 x 9 ฟุต ผลงานของศิลปินลูกครึ่งชาวฝรั่งเศสอเมริกันชื่อ Louise Bourgeois ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามตึก Memorial Hall ในเขตมหาลัย UNC รูปปั้นนี้ไปตั้งแสดงมาแล้วหลายแห่ง และย้ายมาไว้ที่นี่ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2018 เดิมทีมีกำหนดจะต้องย้ายไปที่ใหม่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่คาดว่าอาจจะถูกพิษโควิดเลยได้อยู่ต่อมาจนถึงบัดนี้ 🙄

Not far on the eastern end of campus is the location of Gimghoul Castle, buried deep in the woods next to a classy neighbourhood at the end of Gimghoul Road. This mysterious looking structure is shrouded by legends and rumors on its origin. One story alleged that it was the location where a former UNC student named Peter Dromgoole got murdered from a love triangle gone wrong. 😬Another painted it as the meeting place of a secret society for students and faculty members called the Order of Gimghoul.

ปราสาท Gimghoul แห่งนี้ตั้งอยู่ในป่า สุดถนน Gimghoul ถัดจากหมู่บ้านหน้าตาไฮโซที่อยู่ติดกับบริเวณมหาลัยด้านตะวันออก เรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับต้นกำเนิดของปราสาทนี้มีมาหลายกระแส บ้างก็ว่านี่เป็นที่ๆคุณ Peter Dromgoole นักเรียนเก่าจาก UNC ถูกฆาตกรรมจากเหตุรักสามเส้า 😬 อีกสายนึงก็ว่านี่เป็นศูนย์บัญชาการของสมาคมลับเฉพาะ Order of Gimghoul ซึ่งตั้งขึ้นสำหรับกลุ่มนักเรียนและอาจารย์ระดับหัวกะทิจากมหาลัยแห่งนี้

From there, we drove to the western end of town to check out another unique structure, known by many different names: Hartleyhenge, Stone Knoll, or the NC Stonehenge. It features a set of stones that form a shape of a spiral, with 4 giant slabs sitting on each corner that symbolizes each end of a compass. According to StrangeCarolinas where I got wind of this from, there was not much information about it online, except that it was built by an architect named John Hartley. This reminds us of Callanish Stones, a similar but much larger and much much older formation we saw on the Outer Hebrides in Scotland a few years ago.

ท้ายสุดเราขับรถต่อไปยังปลายสุดด้านตะวันออกของเมือง ไปดูกองหินหน้าตาแปลกประหลาดแห่งนี้ ซึ่งรู้จักกันในนาม Hartleyhenge หรือ Stone Knoll หรือ Stonehenge แห่งนอร์ทแคโรไลน่า สถาปนิกชื่อว่าคุณ​ John Hartley เป็นคนสร้างไว้โดยการขนหินจากรัฐ​ Tennessee มาเรียงรายเป็นรูปก้นหอย โดยมีแผ่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่มุมสี่ทิศ เท่าที่ทราบมาจากเวบไซต์ StrangeCarolinas ไม่มีข้อมูลว่าสร้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีจุดประสงค์อะไร แต่คาดเดาเอาว่าตั้งใจให้คนมานั่งสงบจิตสงบใจและเข้าถึงธรรมชาติ เห็นแล้วอดนึกถึง Callanish Stones ไม่ได้ ที่เราอุตส่าห์นั่งเรือข้ามเกาะกันเป็นชั่วโมงเพื่อไปดูที่หมู่เกาะ Outer Hebrides ในสก๊อตแลนด์เมื่อหลายปีก่อน แต่กองนั้นใหญ่กว่านี้เยอะ และเก่าแก่กว่าหลายเท่า 😆

There were beautiful inscriptions engraved on the 4 large stone pieces, topped with different sets of animal footprints, including White Buffalo hoofs, Coyote paws, Bear claws, and Eagle talons.

บนแผ่นหินสี่ก้อนหลักมีโคลงสลักไว้ให้อ่านกันเพลินๆ แต่ละแผ่นมีสัญลักษณ์รูปรอยเท้าสัตว์สี่ชนิดคือ กีบควายเผือก อุ้งตีนหมาป่า อุ้งตีนหมี และกรงเล็บนกอินทรีย์

We ended the night with a whisky tasting at Mystic Farm & Distillery in Durham. 🥰

คืนนั้นไปจบลงด้วยการจิบวิสกี้ใต้แสงจันทร์ที่ Mystic Farm & Distillery ในเมือง Durham 🥰

Pandemic Pause: Wild Horses on Shackleford Banks

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The last but arguably most epic thing we did before returning home from the beach was a visit to Shackleford Banks to catch a sight of the infamous wild horses that live there on this otherwise uninhabited island. This island was first discovered by John Shackleford in 1713, and used to be home to the Shackleford family, and later several hundred other residents until the frequent hurricanes persuaded them to all move back inland. The population tally was down to 0 by the early 1900s. Since then, it has become part of the Cape Lookout National Seashore area.

กิจกรรมสุดท้ายของทริปชายทะเลเที่ยวนี้คือการไปตามล่าหาม้าป่าบนเกาะ Shackleford Banks เกาะร้างแห่งนี้ถูกค้นพบโดยคุณ​ John Shackleford ซึ่งมาตั้งหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่กับครอบครัวตั้งแต่ปีค.ศ.1713 หลังจากนั้นมีเพื่อนบ้านตามาสบทบอีกหลายร้อยราย จนกระทั่งต่างคนต่างทนพิษพายุเฮอริเคนไม่ไหว เลยย้ายหนีกลับแผ่นดินใหญ่กันไปหมด ทิ้งที่นี่ไว้ให้เป็นเกาะร้างตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันเกาะแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Cape Lookout National Seashore

We woke up early to catch the very first ferry out with Island Express Ferry Service in Beaufort. Not only did we want to beat the crowd, but we were also hoping to beat the heat from the sun 🥵, knowing that there was not going to be much shade on the island. And just for the record, I do know how to properly wear a face mask – the reason why my nose was showing in the picture above was entirely because of the strong ocean wind! 😝

วันนั้นตื่นกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ไปขึ้นเรือรอบแรกของ Island Express Ferry Service ออกจากท่าที่เมือง Beaufort เพราะกลัวว่าถ้าไปสายเดี๋ยวคนจะเยอะ แถมแดดจะแรง 🥵 อีกด้วย เพราะรู้มาว่าเกาะนี้หาที่ร่มหลบแดดยากมาก ขอออกตัวว่าในภาพข้างบนที่หน้ากากอนามัยหล่นมาอยู่ใต้จมูกก็เพราะว่าลมทะเลพัดแรง ตีซะหน้ากากเกือบหลุด ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าใส่อย่างบางคนเค้าทำกัน 😝

Our first glimpse of the island from the ferry.

อีกนิดเดียวจะถูกปล่อยเกาะแล้ว

It was only a short 15 minute ride from Beaufort, but felt like an entirely different planet when we disembarked! We had only a handful of fellow travelers on the way out with us that day. The captain kindly gave some tips on where to find the horses and seashells. For some reason everybody else went towards the western shore where she said the seashells were abound. We were the only people heading inland in search of the horses.

เกาะนี้อยู่ไม่ไกลจากฝั่ง นั่งเรือมาแค่ 15 นาทีก็ถึง แต่บรรยากาศห่างไกลกันลิบลับ เช้าวันนั้นที่ไปมีเพื่อนร่วมเดินทางแค่ไม่กี่ราย คุณกัปตันอุตส่าห์บอกเคล็ดลับสำหรับทั้งคนอยากมาดูม้าและคนมาเดินหาเปลือกหอย พอลงจากเรือคนอื่นเดินไปชายฝั่งด้านตะวันตกไปชมเปลือกหอยกันหมด มีแค่เราสองคนเดินไปอีกทางไปส่องหาม้าป่า

The flora and fauna of Shackleford.

พืชพรรณและสัตว์ป่าบนเกาะ Shackleford

We spent about an hour walking around one end of the island. The first half was pretty rough. The intense morning sun was beating down on our backs. We went up sand dunes after sand dunes, with no horses in sight. And, just when I was about to give up, we found our first group of horses! 😍

เราเดินด้อมๆมองๆกันอยู่ชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ ครึ่งชั่วโมงแรกส่องแล้วส่องอีกไม่เห็นเจอม้าซักตัว ถึงจะยังเช้าแต่แดดก็เปรี้ยงเหลือเกิน เดินขึ้นลงเนินทรายอยู่หลายลูกจนเกือบถอดใจ สงสัยว่าจะมาเสียเที่ยว ร่ำๆจะชวนกันกลับ ก็มาเจอะคุณม้าสามตัวนี้เข้าพอดี 😍

From then, they just kept on coming. We’d be rounding a turn and coming up with more, weirdly all of them were in groups of three. In the end, we counted 12 horses in total – pretty impressive in a relatively short amount of time on this 1 x 8 square mile stretch of land! According to the National Park Services, who keeps a close watch on them, there are supposed to be over 100 of them roaming around. These were believed to be descendants of the Spanish mustangs, brought over to these shores by shipwrecks in the late 1500s.

หลังจากนั้นเดินไปอีกก็เจออีก นับไปได้ทั้งหมดสิบสองตัว แปลกตรงที่ว่าเค้ารวมกันเป็นกลุ่มละสามตัว เหมือนมีใครมาแบ่งไว้ 🤔 จริงๆที่เจอนี่ถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะเกาะนี้ทั้งเกาะกว้าง 1 ไมล์ ยาว 8 ไมล์ เราเดินวนกันอยู่แค่ตรงใกล้ๆริมเกาะฝั่งเดียวเท่านั้น เวบไซต์ของอุทยานแห่งชาติบอกไว้ว่าที่เกาะนี้มีม้าป่าอาศัยอยู่ทั้งหมดร้อยกว่าตัว และมีต้นกำเนิดจากบรรพบุรุษเชื้อสายพันธุ์สแปนิชมัสแตง ที่มาถูกปล่อยเกาะไว้ที่นี่ตั้งแต่ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 16 จากเรือผู้อพยพชาวสเปนที่มาอับปางอยู่ใกล้ๆกับฝั่งที่นี่

We called it quits after getting our fair share of free ponies entertainment and realizing that we had circled back to the north side of the beach, not far from where we started off from. We found the only shade in sight to set out our picnic lunch, which happened to be this lone structure just steps from the only restroom on the island. 🙄

หลังจากที่ชมม้าอย่างเพลิดเพลินจนจุใจแล้ว และค้นพบว่าเดินวนกันกลับมาใกล้ๆกับที่ชายฝั่งเดิมที่เราถูกเอามาปล่อยไว้ เลยได้เวลางัดเอาข้าวปลาที่อุตส่าห์หอบติดมาด้วยออกมานั่งกินกัน มองซ้ายมองขวาหาทำเลดูแล้วมาเจอที่หลบแดดอยู่ใต้บ้านไม้เล็กๆหลังนี้ซึ่งอยู่ถัดจากส้วมแห่งเดียวบนเกาะมาไม่กี่ก้าว 🙄

After lunch, we took the next ferry back to Beaufort. This time we were the only passengers on board. 😉

หลังเสร็จจากมื้อกลางวันเราเดินกลับไปขึ้นเรือกลับไปที่ท่าเรือเมือง Beaufort คราวนี้ได้นั่งเป็นเรือส่วนตัว เพราะมีกันอยู่แค่เราสองคนกับคุณกัปตันเท่านั้น 😉

The captain pointed out one last horse grazing on the shore right before we docked back at the pier in Beaufort. Perfect ending to our perfect day at the beach! 😍

ก่อนถึงฝั่งยังอุตส่าห์มีม้ามาแถมให้เห็นอีกหนึ่งตัวยืนเล็มหญ้าอยู่ริมฝั่ง สรุปว่าแฮปปี้ที่คราวนี้มาไม่เสียเที่ยว 😍

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: The Bears of New Bern

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After our beach hike, we drove over to check out the town of New Bern. Not only is this our very first state capital, it is also the second oldest city in North Carolina. This town was established in 1710, by Swiss and German immigrants. ‘Bern’ is apparently an old Germanic word that means ‘bear’ – that’s why there are bear statues and signs everywhere in town!

หลังจากที่เสร็จจากไปเดินป่าริมชายหาด เราขับรถไปเที่ยวต่อกันที่เมือง New Bern เมืองนี้นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของนอร์ทแคโรไลน่าแล้ว ยังเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสองของรัฐอีกด้วย โดยได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1710 หลังจากผู้บุกเบิกชาวสวิสและเยอรมันได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ คำว่า ‘Bern’ นั้นมีที่มาจากภาษาถิ่นเยอรมันซึ่งแปลว่า ‘หมี’ ฉะนั้นเราถึงได้เห็นสัญลักษณ์รูปหมีอยู่ทั่วเมือง

If you drive in via Highway 70, you’ll likely notice these bear signs by Exit 416.

ถ้าขับรถเข้าเมืองจากไฮเวย์สาย 70 จะเห็นป้ายรูปหมีขนาดยักษ์ในรูปอยู่ที่ทางออกหมายเลข 416

Like every other towns we visited on this trip, there weren’t many people around, even on a Sunday afternoon. 😔 A quick stroll through the downtown area took us from one historic structure to another. Overall, a very lovely place! This is also the birthplace of the infamous Pepsi-Cola drink. Oh, and did I mention all the bears? 😆

ถึงแม้จะเป็นบ่ายวันอาทิตย์ แต่เมืองนี้ก็ดูเงียบเหงาไม่ต่างไปจากเมืองอื่นๆที่เราไปแวะชมกันมาในทริปนี้ 😔 ย่านดาวน์ทาวน์มีตึกรามบ้านช่องเก่าแก่สวยงามให้เดินดูกันเพลินๆ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งมีป้ายบอกรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้นร้านขายยาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดของเครื่องดื่มเป๊บซี่ยอดฮิต ที่ขาดไม่ได้คือคอลเลคชั่นหมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลัก ม้านั่ง และโลโก้รูปหมีที่เห็นได้ตามป้ายต่างๆทั่วเมือง 😆

To celebrate the town’s 300th anniversary in 2010, the city commissioned local artists to paint more than 50 life-sized fiberglass bears and installed them all over town for public enjoyment. These are the ones we found from about an hour of walking around the downtown area. The full list can be found in this map.

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 300 ของเมืองนี้เมื่อปีค.ศ.2010 ทางการได้ริเริ่มโปรแกรมให้ศิลปินท้องถิ่นมาเพ้นท์รูปจำลองหมีขนาดเท่าตัวจริงซึ่งทำจากไฟเบอร์กลาสจำนวนกว่า 50 ตัว เพื่อไปตั้งไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมตามจุดต่างๆทั่วเมือง ที่เห็นในรูปข้างบนนี่คือหมีที่เราเดินผ่านไปเจอมาในละแวกดาวน์ทาวน์ ถ้าอยากเห็นให้ครบทุกตัวเค้ามีแผนที่ไว้ให้ไปเก็บดูได้ตามสะดวก

The highlight of this particular tour for me, was Cedar Grove Cemetery. It was a beautiful space near the edge of town close to Neuse River. The grand entrance on Queen Street features a triple-arched gateway known as ‘The Weeping Arch’ following the legend where people witnessed liquid droplets that inexplicably materialized whenever a funeral procession passed through. Notable graves include those of several local congressmen, artists, and authors, but the most famous of all was none other than the Pepsi inventor Caleb Bradham‘s.

ไฮไลท์ของทัวร์วันนั้นสำหรับเราก็คือสุสาน Cedar Grove ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฝั่งแม่น้ำ Neuse River ทางเข้าหลักบนถนน Queen Street เป็นประตูโค้งสามชั้นซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘The Weeping Arch’ หรือ ‘ประตูโค้งร่ำไห้’ โดยได้สมญานามมาจากคำร่ำลือที่ว่า เวลามีขบวนงานศพเคลื่อนตัวลอดผ่านครั้งใดก็ตาม จะมีหยดน้ำรูปร่างคล้ายหยาดน้ำตาปรากฎให้เห็นทุกครั้ง ราวกับว่าใครกำลังร่ำไห้เสียใจกับการจากไปของสมาชิกรายใหม่ที่ย้ายเข้ามาสู่สุสานแห่งนี้ ที่นี่มีหลุมศพของคนสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญต่างๆทางการเมือง ศิลปิน นักเขียน แต่ที่โด่งดังที่สุดก็คือหลุมศพของคุณ Caleb Bradham ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเครื่องดื่มเป๊บซี่ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Hiking the Neusiok Trail at Pine Cliffs

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

Because we weren’t comfortable having a cat sitter coming into the house to take care of our fur babies 😻 while we’re gone on a trip like we usually do because of the pandemic, we decided to instead drive back home half way through to check up on them ourselves. It was not that bad, only a couple of hours each way. Totally worth the extra peace of mind if you ask me! 😆

ปรกติเวลาไปเที่ยวหลายวันเราจะต้องจ้างคนมาดูแมวที่บ้านวันละครั้ง แต่คราวนี้คุณสามีไม่ไว้ใจว่าเค้าจะเอาเชื้อโรคเข้ามาในบ้านเรารึเปล่า คิดสะระตะแล้วเลยตัดสินใจว่าเราจะขับรถกลับบ้านมาเยี่ยมน้องแมวกันเองครึ่งทริป จริงๆแล้วก็ไม่ได้ไกลมากมายแค่สองชั่วโมงนิดๆเท่านั้นเอง เสียเวลาหน่อยแต่เพื่อซื้อความสบายใจยังไงก็คุ้ม 😆

After making sure our kitties were okay, we went back to the beach house and set out on another cool hike the next day. This time, a beach hike at Pine Cliffs Recreation Area, which is the beginning of the 20-mile long Neusiok Trail. It is also part of the infamous Mountains-to-Sea Trail, whose many sections we have hiked numerous times before!

หลังจากกลับมาที่บ้านน้อยริมแม่น้ำ วันรุ่งขึ้นเรากลับไปเดินป่ากันต่อที่ Pine Cliffs Recreation Area จะเรียกว่าเดินป่าอาจจะไม่ถูก เพราะดูแล้วจะใกล้เคียงกับการเดินชายทะเลซะมากกว่า 😆 ที่นี่เป็นเส้นทางเดินป่าที่มีชื่อว่า Neusiok Trail ซึ่งมีระยะทางกว่า 20 ไมล์ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเดินป่าสายหลัก Mountains-to-Sea ของรัฐนี้ที่เราไปเดินกันมาหลายช่วงแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้มาเดินช่วงใกล้ปลายทางติดทะเล

We drove to the trailhead at Pine Cliffs Recreation Area in Havelock. The area felt deserted. There was only one other car parked there when we got there. It was a little hard to figure out where the actual trail was. All we saw was debris everywhere, perhaps remnant from a recent storm? 🤔

เราไปจอดรถไว้ที่ Pine Cliffs Recreation Area ในเมือง Havelock ซึ่งตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำ ไปถึงมีรถจอดอยู่แค่คันเดียว เดินวนอยู่นานหาทางไปไม่เจอ แถวนี้ดูแล้วรกร้างมาก มีเศษซากปรักหักพังระเนระนาดอยู่ทั่วบริเวณ ไม่แน่ใจว่าโดนหางพายุพัดกระจัดกระจายไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ 🤔

We finally decided to just descended down to the beach and started walking. It was amazing how the terrain here was so very different from what we had ever encountered before. This trail borders the Croatan National Forest right along the sandy beach of the Neuse River. Hiking in, we have forest to our left, and water to our right. It was such a stark contrast of landscapes, creating a very interesting ground for us to explore. 😍

สุดท้ายตัดสินใจปีนลงเนินไปที่ริมน้ำแล้วเดินเลียบชายฝั่งไปเรื่อยๆ ภูมิประเทศที่นี่เป็นอะไรที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ฝั่งซ้ายเป็นป่าทึบ Croatan National Forest ส่วนทางขวาเป็นแม่น้ำ Neuse River ที่กว้างขวางจนให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจากทะเล เดินแล้วเหมือนกับได้ประสบการณ์แบบทูอินวันในทีเดียว 😍

Some of the tree stumps were polished by years of wind and salt water exposure.

ตอไม้บนชายหาดถูกลมทะเลขัดจนขึ้นเงา

There weren’t many blazes along the path. We managed to spot a few, but they weren’t very easy to locate!

เดินไปหน่อยถึงได้สังเกตเห็นหมุดปักบอกทาง แต่ก็มีอยู่แค่ไม่กี่อันเท่านั้น

Interesting species of vegetation abound…

พืชผักที่นี่หน้าตาประหลาดไปกว่าที่คุ้นเคยกัน

And many creatures, dead and alive! 🙄

สรรพสัตว์แถวนี้ก็มีอยู่หลากหลาย ทั้งที่เป็นและตาย 🙄

We walked about a mile or so, before turning around and went back to the car. Even though there was a nice constant flow of sea breeze throughout the hike, the temperature was high in the 80s, and we were getting overheated. 🥵 All in all, we clocked in at almost exactly 2 miles, which took us just a little over an hour to finish. We met one family in the beginning, just done with the hike and heading back to their car. About half way through, we ran into another group of people setting up a tent and chilling on the beach, with their boat parked at the shore nearby. All in all, a very lightly-trafficked trail, perfect spot if you want to avoid the crowd, especially during pandemic time!

เดินไปได้ซักหนึ่งไมล์หรือประมาณกิโลครึ่งก็หันหลังเดินกลับ เพราะอากาศร้อนพอสมควร 30 กว่าองศาเซลเซียส ถึงจะมีลมทะเลพัดให้เย็นขึ้นมาหน่อย แต่แดดจัดมาก ทำเอาเหงื่อโชกไม่ใช่เล่น 🥵 สรุปแล้ววันนั้นเดินกันไป 2 ไมล์พอดิบพอดี หรือประมาณกิโลครึ่งนิดๆ ใช้เวลาทั้งหมดชั่วโมงหน่อยๆ ตอนไปถึงเจอครอบครัวนึงกำลังเดินกลับออกมาขึ้นรถ เดินไปได้ประมาณครึ่งทางไปเจออีกกรุ๊ปจอดเรือไว้ที่ชายฝั่งแล้วมานั่งกางเต้นท์ตากลมกันอยู่ สรุปแล้วเป็นทางปลอดคน เหมาะแก่การเดินป่าช่วงโควิดเป็นอย่างยิ่ง

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Saturday Hike: Intermittent Hiking Turned Dilly-Dallying on Route 751

We had such an epic fail on our hiking attempt a couple of weeks ago! 😆 We started off at the New Hill-Olive Chapel Road section of the American Tobacco Trail in Apex. Since it rained the day before and we remembered this trail to be nicely paved, we thought it would be a good choice. Plus, the path is wide, making it appropriate for our ongoing social distancing effort.

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนตั้งใจจะไปเดินป่ากัน แต่เกิดการล้มเหลวไม่เป็นท่า 😆 เดิมทีกะว่าจะไปที่ช่วง New Hill-Olive Chapel Road ของเส้นทางเดินป่า American Tobacco Trail ในเมือง Apex เพราะฝนตกหนักวันก่อนวันที่ไปเลยพยายามหาที่ที่ไม่ต้องลุยโคลน จำได้ว่าทางที่นี่ราดยางเกือบตลอดสาย แถมกว้างขวางเหมาะแก่การเว้นระยะห่างทางสังคม

It turned out there were too many cyclists for our comfort on the trail… 😐 They kept zooming past us in close range on high speed again and again, none of them wearing any masks. Joel had read studies that said the virus could be more easily transmitted through airborne droplets especially from cyclists and runners. The theory, though subsequently debunked by others that came after it, made us pause and eventually decided not to take the chance. So we turned around and headed back to the car.

ไปถึงเดินได้ไม่ทันไรก็เลี้ยวกลับ เพราะนักปั่นจักรยานชุกชุมมาก แต่ละรายซูมผ่านเราไปฉิวๆ แถมไม่มีใครใส่หน้ากากกันซักคน 😐 คุณสามีไปอ่านเจองานวิจัยช่วงแรกๆที่เค้าว่าเวลาเจอคนวิ่งกับคนปั่นจักรยานจะมีการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสจากละอองลมหายใจได้สูงกว่าปรกติ ถึงแม้ว่างานวิจัยช่วงหลังๆจะไม่เห็นด้วย แต่เราเอาสบายใจไว้ก่อนดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้

We clocked in at a little under a half mile during the 11 minutes we hiked there. 😆

ภาคแรกจบลงด้วยระยะทางครึ่งไมล์ ยังไม่ถึงกิโลดี ใช้เวลาสิริรวม 11 นาที 😆

After a brief research, we set out to another trail nearby called the Eagle Spur Trail, which sounded like it would be nice and secluded… The trail supposedly ends at Jordan Lake after a little over 2 miles then we would turn around and head back. We drove past the trail head and found a small parking lot nearby, then walked back to it. Spoiler alert, we didn’t make it very far! 😂

จากนั้นเราไปลองกันอีกที่คือ Eagle Spur Trail ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ฟังดูน่าจะไม่ค่อยมีคน เป็นทางเดินประมาณ 2 ไมล์กว่าๆไปถึงทะเลสาบ Jordan Lake แล้วกลับทางเดิม ไปถึงขับเลยไปนิดเจอที่จอดรถไม่มีรถซักคัน อุตส่าห์ดีใจว่าทางคงโล่งดีไม่มีคน เดินไปได้ไม่ทันไรถึงได้รู้ว่าทำไมไม่มีคน 😂

We discovered that the trail was completely flooded over just a few steps in. After we got home, I did some more research and found that apparently, this trail had been flooded for over a year now… Some people suggested wading through the flooded section with waders or trash bags since it was “just knee deep” and “only 30 feet” long. 😬

เดินไปยังไม่ทันถึงไหนเจอน้ำท่วมทางขาด ไม่ใช่ว่าท่วมเล็กน้อยแบบพอลุยได้ แต่ท่วมเป็นบึงเลยค่ะ 😆 กลับมาบ้านไปอ่านรายละเอียดดูถึงได้รู้ว่าที่นี่ท่วมแบบนี้มาเป็นปีแล้ว มีนักเดินป่ามืออาชีพบางคนบอกให้เอาถุงขยะหุ้มขาแล้วลุยเอา “ท่วมแค่เข่าเอง” “ลุยไปแค่ 30 ฟุตก็พ้น” เอ่อ ไม่เอาอ่ะค่ะ 😬

This time, we clocked in another 0.37 miles in another 12 minute interval.

ภาคสองนี้เดินกันไปได้อีก 0.37 ไมล์ ประมาณครึ่งกิโลนิดๆ ใช้เวลา 12 นาที ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมเสียมากกว่าจะได้เดินกันจริงจัง 😆

Still determined to hike that day, we looked at the map and pinpointed a road around the bend that could potentially let us bypass the flooded section to continue on the trail. Once there, we quickly realized that the vegetation was way too thick to wade through, especially with Joel in his hiking shorts. So, after this third try, we finally gave up hiking for the day. 😆

แค่นั้นยังไม่เข็ด คุณสามีอุตส่าห์กางแผนที่ดูว่าจะหลบทางที่ขาดได้ยังไง ไปเจอถนนอ้อมไปไม่ไกล ดูแล้วมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเวิร์ค เลยลองไปกันดู ไปถึงเป็นหมู่บ้าน สุดทางคือหลืบที่เห็นในรูปสุดท้าย น่าจะตัดไปถึงทางที่เราตั้งใจจะไปได้พอดี แต่เข้าไปส่องดูใกล้ๆแล้วก็ต้องส่ายหัว เพราะว่าพงหญ้าสูงประมาณเท่าเอวได้ คุณสามีใส่กางเกงขาสั้นเลยคาดว่าไม่น่าจะสามารถหักร้างถางพงไปถึงได้ไหว ในที่สุดเลยต้องยอมแพ้ 😆

All in all, we hiked a whopping 0.84 mile that day! 😂

ตกลงวันนั้นหลังจากที่ได้ใช้ความพยายามจนสุดความสามารถแล้ว เราเดินป่ากันไปรวมทั้งสิ้น 0.84 ไมล์​ ยังไม่ถึงกิโลครึ่งดีเลย 😂

In the effort not to waste the trip entirely, I started spotting cool stuff along the road on Route 751. First up was this cute little garden center called For Garden’s Sake. They have this old blue truck parked out front with pumpkins scattered all over it. I can’t believe Fall is finally here! 😍

ก่อนกลับบ้าน เพื่อไม่ให้ขับรถมาเสียเที่ยว เลยขอแวะถ่ายรูปตามทางซะหน่อย ถนนสาย 751 นี้มีที่น่ารักๆเตะตาหลายแห่ง เริ่มด้วยศูนย์เกษตรกรรมที่มีชื่อว่า For Garden’s Sake เค้าเอารถบรรทุกเก่าๆสีฟ้ามาจัดตกแต่งเป็นบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง ประดับประดาไปด้วยลูกฟักทองหลากสีหลายสไตล์ จอดไว้เรียกลูกค้ามาเข้าชม 😍

Next up was Old Mill Farm, where a pair of goats and sheep each were hanging out right by the road. This male goat was very loud. I initially thought he was friendly, but quickly realized he didn’t want us anywhere near them, so we obediently retreated once we got his message, loud and clear! 😆

ต่อมาเป็นฟาร์มปศุสัตว์ชื่อ Old Mill Farm ซึ่งมีคอกแพะกับแกะตั้งอยู่ริมถนน คุณแพะเขี้ยวโง้งตัวนี้ พอเห็นเราจอดรถแวะก็รีบปรี่เข้ามา ตอนแรกนึกว่ามาทักทาย เพราะแกเสียงดังฟังชัดมาก แต่สุดท้ายถึงได้เข้าใจว่าแกแบ๊ะไล่ คือประมาณว่าเป็นจ่าฝูงคอยปกป้องลูกหมู่ หลังจากได้รูปสมใจอยากแล้วเราเลยถอยทัพกลับรถ แกถึงได้หยุดแบ๊ะ กลับไปกินหญ้าต่อกับพวกพ้อง 😆

Last but not least, I assumed this used to be a grocery store at some point, but had long gone out of operation. It’s cool that they preserved the place with such cool decor though. There was a house in the back and a gentleman in the garage was watching me when we stopped over. I waved to him and he waved back, so I think he was OK with me taking pictures of his place… 😛

สุดท้ายเป็นร้านขายของชำเก่าแก่ที่ปิดให้บริการไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่เจ้าของยังเก็บรักษาไว้ให้คนผ่านไปมาได้ดู ด้านหลังเป็นบ้านมีโรงรถอยู่ข้างๆ ตอนเราจอดรถแวะลงไปถ่ายรูปเหลือบไปเห็นลุงแก่นั่งมองอยู่ เราเลยโบกมือให้ แกก็ยิ้มให้โบกกลับ เลยกลับไปถ่ายรูปร้านแกต่อได้อย่างสบายใจ 😛

Pandemic Pause: Back at Beaufort

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After hiking at Cedar Point Tideland, we stopped by to check out the little town of Beaufort. Before we went, when I mentioned that we were going, Joel said, “Beaufort, weren’t we there at some point?” and I insisted that we hadn’t been there, or I would have remembered. 🤨 But he was right, I recognized it as soon as we got there! We had taken my parents there on their Outer Banks tour when they came to visit, back in 2016. 😝

หลังจากเสร็จจาก Cedar Point Tideland เราไปต่อกันที่เมือง Beaufort ก่อนไปพอบอกคุณสามีว่าจะแวะไปเที่ยวที่นี่ แกทักว่า “เอ ชื่อคุ้นๆ เราไปกันมาแล้วไม่ใช่เหรอ” เราค้านเสียงแข็งว่าเป็นไปไม่ได้ ไปมาก็ต้องจำได้สิ 🤨 ปรากฎว่าไปถึงปุ๊บ เออ เคยมาแล้วจริงๆด้วย 😝 เมื่อสี่ปีก่อนพาพ่อกะแม่เรามาเที่ยวตอนที่มาทัวร์ Outer Banks

Beaufort is North Carolina’s either 3rd or 4th oldest town (depending on which source you refer to 🙄), established in 1713, and was once ranked as “America’s Coolest Small Town” by Budget Travel Magazine. We could definitely feel the effect of the ongoing pandemic there. The Beaufort we saw this time was a lot quieter than the last time we were there, despite it being in the middle of summer, usually peak tourist season. There was barely anybody walking on the streets. Many stores were shut down with closed signs out front.

เมือง Beaufort เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นลำดับที่สามหรือสี่ (แล้วแต่ว่าจะอ่านจากสื่อไหน 🙄) ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1713 และครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Budget Travel Magazine ให้ชื่อว่าเป็น “เมืองเล็กๆที่เจ๋งที่สุดในอเมริกา” มาคราวนี้รู้สึกได้ถึงพิษโควิดในทันที ทั้งเมืองดูเงียบเหงากว่าคราวก่อนที่มาหลายเท่า ทั้งๆที่ช่วงที่ไปเป็นช่วงกลางซัมเมอร์ ซึ่งปรกติน่าจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ถนนดูร้างผู้คน แถมร้านรวงต่างๆก็ปิดไปกว่าครึ่ง

Their signature bright red double decker tour bus ambled by with not a single passenger on board.

รถทัวร์บัสสองชั้นสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองไม่มีผู้โดยสารนั่งอยู่ซักคน

This is such a quaint little town, full of historic homes lining the now quiet streets. Each has a plaque displayed out front along with the date it was built. Most have been beautifully kept and maintained.

เมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านเก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ละบ้านมีป้ายที่ทางราชการออกให้ติดไว้บอกปีที่สร้าง ส่วนใหญ่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี

One of the main tourist spots in town was Beaufort Historic Site, where nine historic buildings had been restored to show life in the 18th and 19th centuries here. These include an old jail, a court house, and an apothecary shop.

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้คือ ศูนย์ประวัติศาสตร์แห่งเมือง Beaufort ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกที่คงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด 9 หลัง รวมไปถึงคุก ศาล และร้านเภสัชกร ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เพื่อแสดงให้เห็นการใช้ชีวิตของคนในสมัยช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ที่บริเวณนี้

Nearby in the same historic district was the Old Burying Ground, the town’s oldest cemetery. Many of the graves there came with very interesting stories. There was a captain who was buried with a cannon from his ship mounted on top of his grave. A lady whose husband was thought to have died in a shipwreck so she married another man before her first husband returned alive and agreed to her living with the new guy under the condition that she be buried and spending eternity right next to him. Another little girl was buried in a rum barrel after she died at sea on a voyage from England.

ห่างไปไม่ไกลเป็นสุสานที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีชื่อเรียกกันว่า Old Burying Ground หลุมฝังศพหลายแห่งที่นี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจเล่าต่อๆกันมา มีคุณกัปตันเรือที่เค้าเอาปืนใหญ่จากเรือรบของแกมาตั้งบนหลุมศพ มีคุณผู้หญิงซึ่งสูญเสียสามีคนแรกจากเหตุการณ์เรือล่ม จากนั้นแกจึงตกลงแต่งงานอยู่กินกับสามีคนที่สอง ไม่กี่ปีต่อมาปรากฎว่าสามีคนแรกกลับมาบ้านเจอภรรยาไปอยู่กับสามีใหม่ สองสามีเจรจาตกลงกันได้ว่าให้ตัวภรรยาอยู่กินกับสามีคนปัจจุบันต่อไป แต่ถ้าเสียชีวิตเมื่อไหร่ต้องมาฝังไว้กับสามีคนเดิม แต่เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นเด็กหญิงตัวน้อยที่พ่อพาขึ้นเรือกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ประเทศอังกฤษ แต่ขากลับเกิดป่วยตายกลางทะเล ด้วยความที่พ่อแกสัญญากับแม่ไว้ว่าจะพาลูกสาวกลับมาให้ถึงบ้าน เลยต้องไปซื้อถังเหล้าจากกัปตันเรือมาใส่ศพลูกสาว แล้วเอากลับมาฝังไว้ที่นี่ แทนที่จะทิ้งศพโยนลงทะเลตามที่เค้าทำกันในสมัยนั้น

I happened to spot this oddly beautiful bud growing in the ground there at the cemetery. I think it was a mushroom but I’m not 100% sure… I had never seen anything quite like it before! 😳

เดินเยี่ยมชมสุสานอยู่เพลินๆเกิดตาดีไปเห็นเจ้าช่อข้างบนนี่งอกอยู่บนดิน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นดอกอะไร แต่เข้าใจว่าเป็นดอกเห็ด หน้าตาแปลกประหลาดเข้ากับบรรยากาศดีแท้ 😳

Before we left, we walked past this large boat yard with a big sign out front. Apparently they were working on refurbishing a replica of this historic boat from Colonial time called The Periauger. This very boat was used to film the 2019 movie ‘Harriet‘ where Harriet Tubman, the famous American abolitionist and activist, led the Union army into battle that ended up freeing over 700 slaves in South Carolina.

ก่อนกลับเดินผ่านโรงซ่อมเรือที่เห็นในรูป ป้ายด้านหน้าติดบอกไว้ว่าเค้ากำลังซ่อมเรือซึ่งจำลองมาจากเรือชื่อดังจากสมัยก่อนสงครามแยกอาณานิคมที่มีชื่อว่า The Periauger เรือลำที่เห็นนี้เมื่อปีที่แล้วเพิ่งใช้ถ่ายทำหนังประวัติศาสตร์ชื่อว่า ‘Harriet‘ ในตอนที่ Harriet Tubman ผู้นำการต่อสู้เลิกทาสชื่อดังชาวอเมริกันนำกองทัพเรือฝ่ายเหนือเข้าปลดปล่อยทาสผิวสีจำนวนถึงกว่า 700 คนในรัฐเซาท์แคโรไลน่าให้เป็นไทได้สำเร็จ

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Hiking at Cedar Point Tideland

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The first day on our Inner Banks trip, we went hiking at Cedar Point Tideland. The trail is located at the mouth of White Oak River, and alternates between a salt marsh and a coastal forest. This was a completely new terrain for us. Even though it was a short hike, which we were thankful for, given the heat index that day, we thoroughly enjoyed every minute of it!

ทริป Inner Banks เที่ยวนี้เราได้มีโอกาสไปเจอประสบการณ์เดินป่าแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยลองกันมาก่อน Cedar Point Tideland ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำ White Oak ทางเดินที่นี่ลัดเลาะข้ามป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำ ถึงจะเป็นทางสั้นๆ (ซึ่งพอเหมาะพอดีกับระดับความร้อนในวันนั้น) แต่วิวสวยแปลกตาคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อ

I could never get tired of this beautiful landscape! 😍

วิวสวยๆแบบนี้ดูยังไงก็ไม่เบื่อ 😍

Even the wildlife here was different! This time we saw several tiny crabs scrambling in the mud flats, a few herons hunting for prey, and tons of fossilized shells. Also colorful mushrooms!

นอกจากภูมิประเทศจะแปลกตาแล้ว สัตว์ป่าตามทางก็แปลกไปจากที่คุ้นเคยเช่นกัน คราวนี้ได้เจอเป็นปูลมกับเปลือกหอยแทน แต่ยังมีเห็ดสีสวยให้ดูเล่นเหมือนเดิม

We clocked in at a little over 1.5 miles, which took us almost an hour to finish, only because we were enjoying the scenery and stopping to take pictures and stalking the herons. 😛

วันนั้นเดินกันไปแค่ไมล์ครึ่ง หรือประมาณสองกิโลครึ่งเท่านั้น แต่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพราะมัวแต่โอ้เอ้ถ่ายรูป ชมวิว ส่องนกกระยาง 😛

On the way back, we stopped by to check out the Salty Air Open Market in Cedar Point. We love the easygoing ambience they got going but we must have gotten there way too early or something… Even though we spent almost an hour nursing our beer and kombucha, the food truck never opened up (they had been “getting it ready” the entire time 😒). We finally gave up and went to grab lunch at a different place instead.

หลังเดินป่าเสร็จเราไปแวะกันที่ Salty Air Open Market ซึ่งเป็นตลาดนัดเล็กๆกลางแจ้งในเมือง Cedar Point บรรยากาศดูดีอยู่ แต่สงสัยว่าเราจะไปถึงกันเช้าเกิน อุตส่าห์นั่งละเลียดจิบเบียร์กับชาหมัก kombucha อยู่ตั้งนาน ร้านอาหารก็ยังไม่เปิดซักที (คือเห็นเค้าจัดเตรียมกันอยู่ตั้งแต่ตอนไปถึงใหม่ๆ แถมบอกเราว่า “อีกแป๊บเดียวเดี๋ยวเปิด” 😒) รอจนสุดท้ายรอไม่ไหวเลยได้ไปหาข้าวกินกันที่อื่นแทน

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Sunrises, Moonrises, and Ferry Rides

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

This is another series I am introducing as the new-normal alternative travel format we had adopted during this ongoing pandemic. Since we cannot travel freely and safely like we usually do during this time of the year, I forced myself to tap into my creative outlets 🧐 to try to come up with trip ideas that would allow us to leave the house and unwind for a few days while exploring interesting spots closer to home. To minimize our risk of contracting the potentially deadly virus, I have established a few rules…

  • Destination must be within no more than 4 hour drive from home.
  • Overnight stay must be in a non-hotel venue, where we do not have to share the ventilation system with other people.
  • Activities must be limited to outdoors only.
  • If eating out, it must be at a restaurant with outdoor seating.

วันนี้ขอมาแนะนำโปรแกรมนำเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จัดมานำเสนอกันที่นี่ โดยตั้งชื่อไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “โปรแกรมพักชีวิตพิชิตโควิด” ในเมื่อช่วงนี้ไม่สามารถไปเที่ยวกันได้ตามปรกติเหมือนที่เคยเป็นมา เราเลยต้องเจียดพลังสมองมาค้นคิด 🧐 หาทางผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตการทำงานประจำวันไปใช้เวลาหาความบันเทิงนอกบ้าน และไปสำรวจที่ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็น โดยที่ยังคงควบคุมอัตราการเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสร้ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หวังว่ากฎสี่ข้อต่อไปนี้จะพอเพียงต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบของเรา

  • จุดหมายที่ไปจะต้องขับรถไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากบ้าน
  • งดพักค้างคืนที่โรงแรม ขอเป็นบ้านเช่าที่เราไม่ต้องไปแชร์ระบบระบายอากาศในร่มกับใครแทน
  • จำกัดกิจกรรมทุกชนิดให้อยู่กลางแจ้งเท่านั้น
  • หากไปกินข้าวข้างนอก จะต้องเป็นร้านที่มีที่นั่งกลางแจ้งเท่านั้น

For our first trip, I chose a much quieter counterpart of the otherwise well-known Outer Banks area of North Carolina, a.k.a. the Inner Banks. This is where the Neuse River meets the Pamlico River at Pamlico Sound, which is the largest lagoon along the US east coast, and is separated from the Atlantic Ocean by the infamous Outer Banks. 

ทริปแรกนี้เราเลือกไปกันที่เขต Inner Banks ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งอยู่ติดกับเขต Outer Banks สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของรัฐนี้ซึ่งเป็นหมู่เกาะริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ Inner Banks จะไม่พลุกพล่านเท่า Outer Banks ช่วงที่เราไปกันเป็นปลายสายของแม่น้ำ Neuse ที่มาบรรจบกับแม่น้ำ Pamlico ในบริเวณที่เรียกว่า Pamlico Sound ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางแถบตะวันออกของอเมริกา โดยมีหมู่เกาะของ Outer Banks กั้นอยู่ตรงกลางก่อนไปบรรจบกับทะเล