Giant Cats Taking over Downtown Cary

Excursion Date: June 2022

วันสัญจร: มิถุนายน 2565

Short post today on an awesome art exhibit currently on display at Cary Arts Center. I spotted the article about it on The News & Observer the other day and we just had to go check it out.

วันนี้มีโพสต์สั้นๆจะพาไปดูผลงานศิลปะแหวกแนวที่กำลังตั้งโชว์อยู่ที่ Cary Arts Center บังเอิญไปอ่านเจอบทความในหนังสือพิมพ์ The News & Observer เมื่ออาทิตย์ก่อน เลยต้องชวนกันไปดู

The Magnus Cattus exhibit is the product of local artist and cat lover Matt McCarthy, featuring digital prints of cats in funny poses superimposed all over the world. The title of the show, ‘Magnus Cattus‘, literally means ‘Big Cat’ in Latin – a very aptly named display indeed! 😍

นิทรรศการชุดนี้ตั้งชื่อไว้ว่า ‘Magnus Cattus‘ ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลตรงตัวได้ว่า ‘แมวยักษ์’ เป็นผลงานของศิลปินท้องถิ่นคุณ Matt McCarthy ซึ่งได้ไอเดียเอาภาพแมวขนาดยักษ์มาตัดต่อใส่สถานที่ท่องเที่ยวดังๆทั่วโลก ประมาณว่าเข้าใจตั้งชื่อมาก 😍

The show runs daily at Cary Arts Center in downtown Cary, from June 2-28. Without further ado, here are some of my favorites. 😻

ผลงานชุดนี้กำลังเปิดให้เข้าชมได้ฟรีที่ Cary Arts Center ตั้งแต่วันที่ 2-28 มิถุนายน น่าจะถูกใจบรรดาคนรักแมว ยังไงขออนุญาตโชว์ชิ้นที่ถูกใจให้ชมกันไปพลางๆก่อน 😻

If you would like to purchase some of these prints for your own daily consumption at home, the artist has his own Etsy shop where you can buy some of these prints, and many many more equally wonderful pieces. We are definitely planning to get some, as soon as we can agree on which one we love best! 😸

ถ้าเห็นแล้วชอบใจอยากซื้อไปแขวนไว้ชมเองที่บ้าน เจ้าของเค้าก็มีร้านใน Etsy คอยให้บริการ นอกจากภาพที่นำมาแสดงในนิทรรศการชุดนี้แล้ว ยังมีชิ้นอื่นๆที่น่าสนใจไม่แพ้กัน บ้านนี้จะไปอุดหนุนแน่ๆ แต่ต้องตกลงกันให้ได้ก่อนว่าจะเอาชิ้นไหนดี 😸

Twice as Nice, Hike & Chill Sundays

I accidentally stumbled upon what was to become Joel’s latest ‘happy place’ on Pinterest recently. It was a post featuring something called a ‘garden bar’. Intrigued, I looked it up and found out that it was this garden center in North Raleigh that came equipped with a small bar that serves a limited selection of beers, wines, and mimosas. 😲

เมื่อประมาณเกือบสองเดือนก่อน เราบังเอิญไปเจอโพสต์ใน Pinterest เกี่ยวกับสถานที่ที่มีชื่อว่า ‘garden bar’ ฟังดูแล้วน่าสนใจก็เลยไปลองเสิร์ชดูซิว่ามันคืออะไร ปรากฎว่ามันเป็นร้านขายต้นไม้ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง Raleigh นี่เอง แต่จุดเด่นก็คือเค้ามีบาร์เล็กๆตั้งอยู่ด้านในคอยเสิร์ฟเบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มค็อกเทลมิโมซ่าหน้าตาดี 😲 พอเอาไปบอกคุณสามีแกว่าเราต้องไปสำรวจกันดูโดยด่วน 😂

As predicted, Joel was totally in! 😆 So, we went and checked out Atlantic Gardening Company one Sunday. We needed plants to grow for the season, and would normally go to the garden center closer to home anyway. But this was ‘way better’ according to Joel, because, “I can sip on a beer while we shop.” 🤣

ก่อนไปก็ไม่ได้คิดว่าจะกลายมาเป็นลูกค้าขาประจำของร้านที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Atlantic Gardening Company แห่งนี้ 😆 ที่ไปครั้งแรกเพราะมีข้ออ้างว่ากำลังจะย่างเข้าฤดูร้อน ได้เวลาเริ่มปลูกพืชผักสวนครัวประจำปีพอดี ปรกติก็ไปร้านที่อยู่ใกล้บ้านกันทุกปีอยู่แล้ว แต่คุณสามีแกบอกว่า ที่นี่ “ดีกว่าหลายเท่า” เพราะว่า “เราค่อยๆจิบเบียร์ไปค่อยๆช็อปไปได้” 🤣

We did a scouting trip the first time just to the garden bar itself. The small bar is located inside the store on one end, with plenty of tables to sit and enjoy your drinks, both inside and out.

อาทิตย์แรกที่ไปดูลาดเลาไปถึงปุ๊บก็ไปเช็คดูเมนูเครื่องดื่มกันก่อนเป็นอันดับแรก บาร์เค้าขนาดกะทัดรัดตั้งอยู่มุมร้านด้านใน มีเก้าอี้ให้นั่งที่เคาน์เตอร์สี่ห้าตัว หรือจะนั่งเป็นโต๊ะถัดออกมาก็ได้ มีให้บริการทั้งด้านในและนอกร้าน

Tasty drinks in hand, we browsed through the entire store, and came home with a small selection of plants to start off the season for our balcony gardening. 😍

พอเลือกเครื่องดื่มกันเสร็จเรียบร้อย เราก็ไปเดินชมร้านกัน ได้ต้นไม้ติดมือกลับบ้านมาปลูกในกระถางบนระเบียงบ้านได้จำนวนหนึ่ง 😍

By the way, they had a plant called ‘Creeping Jenny’! 🤯

ตาดีไปเจอะต้นไม้ชื่อประหลาด ‘Creeping Jenny’ 🤯

Naturally, my husband wanted to go back again the following week, and then the next. 😐 To make the trip a little more ‘rewarding’ 🙄, I found a new-to-us nature preserve nearby so that we could burn off some calories beforehand. 😏 Annie Louise Wilkerson, MD Nature Preserve Park turned out to be such a perfect spot, fully equipped with a park office, a picnic shelter, a children’s playground, plenty of parking, and a nice clean restroom – which is a very important perk in my book! 😊

อาทิตย์ถัดมา คุณสามีบอกว่าเรามีความจำเป็นต้องกลับไปเยือน garden bar กันอีก เพราะสวนครัวแกยังมีผักไม่ครบ 😐 เราเลยต้องใช้ความพยายามในการทำให้การเดินทางมีความคุ้มค่ามากขึ้นเล็กน้อย 🙄 ด้วยการไปหาป่าไม้ใกล้เคียงเพื่อเดินเผาผลาญแคลอรี่ก่อนไปดริ้งค์กัน 😏 เลยไปเจอป่าสงวนพันธุ์ธรรมชาติ Annie Louise Wilkerson, MD Nature Preserve Park ซึ่งอยู่เลยไปไม่ไกล ที่นี่มีทุกอย่างสะดวกครบครัน ทั้งออฟฟิศพร้อมเจ้าหน้าที่ประจำ เพิงพักปิคนิค สวนเด็กเล่น และที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็คือห้องน้ำสะอาดๆนั่นเอง 😊

They take wildlife seriously here! 😆

ที่นี่เค้าตั้งใจคุ้มครองสัตว์ป่ากันอย่างจริงจัง 😆

We were on a pretty tight schedule, since the park doesn’t open until 1 pm, but the garden bar closes at 5 pm on Sundays. 😅 The first time there, we opted to go with the Forest Loop trail. This nice little trail, we discovered, connects with the Mountain-to-Sea trail at Falls Lake. It was clearly marked with bright yellow blazes, and there is a clear sign telling you when you are about to leave their property to continue onto the MST.

ครั้งแรกที่ไปต้องรีบร้อนกันเล็กน้อย เพราะป่าที่ไปเดินวันอาทิตย์เปิดบ่ายโมง ส่วน garden bar ปิดห้าโมงเย็น 😅 เราเลือกเดินที่เส้น Forest Loop ทางสายสั้นที่เชื่อมต่อกับเส้นทาง Mountain-to-Sea ที่เราคุ้นเคยตรงช่วง Falls Lake โดยมีหมุดปักบอกทางสีเหลือง และมีป้ายบอกชัดเจนว่าเรากำลังออกจากบริเวณพื้นที่ของเค้าไปต่อยังเส้น MST

We did check out a bit of the MST, just enough that we got a glimpse of Falls Lake, before turning back. Again, a clear sign lets you know you have stepped back onto the nature preserve area. 🙂

เราเดินเลยไปรำลึกความหลังบนเส้น MST กันเล็กน้อย เอาแค่พอให้ได้เห็นทะเลสาบอยู่ลิบๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับทางเดิม หมุดปักทางที่นี่เปลี่ยนเป็นสีขาวตามสไตล์ MST พอกลับเข้าบริเวณอาณาเขตของป่าสงวนก็มีป้ายบอกชัดเจนอีกเช่นกัน 🙂

That first weekend, we spent about 45 minutes with a total mileage of 1.84 mile, short but sweet!

วันนั้นเดินกันไปพอหอมปากหอมคอ ยังไม่ถึงสองไมล์ดี หรือประมาณสามกิโลได้ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

With the hiking mission accomplished, we headed on back to the garden bar for the second weekend in a row. I did get to try a different flavor of mimosa this time. 😊 So many flowers were in bloom I couldn’t help but get a little carried away with picture snapping. 😛

หลังจากจบภารกิจการเดินป่า เราก็ได้ฤกษ์กลับไปเยือน garden bar กันอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เราลองเป็นมิโมซ่ารสพีช 😊 ดอกไม้ที่นั่นกำลังออกดอกบานสะพรั่ง เลยได้เดินถ่ายรูปซะเพลิน 😛

Found yet another cool plant! 😍

ไปเจอต้นไม้แปลกๆอีกละ 😍

And we did come home with another tray of plants to add to our collection.

ได้ต้นไม้ติดมือกลับบ้านมาอีกถาดย่อมๆ

Since Joel ‘insisted’ that our garden was still ‘incomplete’ 🙄, we had no choice but to head back to the garden bar yet again the following weekend. 😅 But first, another stop to Annie Louise Wilkerson, MD Nature Preserve Park, this time for the remaining trails we didn’t get a chance to check out the week before.

อาทิตย์ถัดมาคุณสามียืนกรานว่าสวนครัวแกยังมีที่เหลือ 🙄 เลยจำใจต้องกลับไป garden bar กันอีกที 😅 แต่ก่อนอื่นเราขอแวะไปเดินป่าที่ Annie Louise Wilkerson, MD Nature Preserve Park กันก่อนอีกเช่นเคย เพราะยังมีอีกหลายเส้นที่ยังไม่ได้เดินเมื่อคราวก่อน

First, we started off with the Farm Pond trail, a short but very picturesque path along a small pond.

เริ่มต้นด้วยเส้น Farm Pond สั้นๆที่พาเราเดินรอบบ่อน้ำขนาดเล็ก

After that, we walked over to the Hidden Rocks trail, yet another short loop that features a set of large boulders in the middle of a forest. This time, we spotted a family of about 5 deer roaming in the woods. And, yes, they did spot us too! 😆

จากนั้นจึงไปต่อยังเส้น Hidden Rocks ซึ่งเป็นทางสั้นๆอีกเหมือนกัน แต่คราวนี้พาเดินไปที่กลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่กลางป่า คราวนี้โชคดีไปเจอะครอบครัวกวางประมาณสี่ห้าตัวเดินมาให้เห็นอยู่ไกลๆ ใช่ว่าเราเห็นเค้าอยู่ฝ่ายเดียว เค้าก็เห็นเราเดินมาแต่ไกลเหมือนกัน 😆

Last but not least, my favorite part of this entire park – the Woodland Village! 😍

ท้ายที่สุดเป็นที่ๆเราชอบมากที่สุดในป่าแห่งนี้นั่นก็คือสวนเล็กๆที่เค้าตั้งชื่อว่า Woodland Village 😍

Apparently, the staff had set out a little area meant to entertain children. 🤩 It came equipped with a set of crates containing ‘supplies’ – all of natural materials, for kids to make little ‘fairy houses’ in the woods.

เจ้าหน้าที่เค้าอุตส่าห์จัดเตรียมไว้เอาใจสมาชิกตัวน้อยของครอบครัว 🤩 โดยพยายามปลูกฝังให้เด็กๆมีความรักธรรมชาติด้วยการหาอุปกรณ์จากธรรมชาติมาให้ประกอบเป็นบ้านนางฟ้าหลังน้อย

The result was an array of cute innovations, all made possible with the most creative of minds. 😍 As you can see, I got carried away yet again with such colorful and plentiful subjects. 😊

จะเห็นได้ว่าเด็กน้อยแถวนี้มีความสร้างสรรค์กันเต็มล้น 😍 เกิดเป็นบ้านนางฟ้าสีสันสวยงามวางเรียงรายเต็มป่าไปหมด เด็กโข่งอย่างเราเลยได้โอกาสเดินเก็บภาพอย่างเพลิดเพลิน 😊

The very short trail, nicknamed ‘Troll Stroll’, 😆 connects back with the Forest Loop that we did the week before. I only realized that when we came upon this very distinct tree I remembered from last time!

ทางสายสั้นๆเส้นนี้มีชื่อว่า ‘Troll Stroll’ หรือแปลตรงตัวได้ว่า ‘ทางยักษ์เดิน’ 😆 เดินไปหน่อยปรากฎว่าอ้อมไปเจอกับเส้น Forest Loop ที่เรามาเดินกันไปเมื่ออาทิตย์ก่อนนั่นเอง ที่จำได้ก็เพราะเดินมาจ๊ะเอ๋ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้นี่แหละ

We did almost exactly the same mileage this time around, at 1.83 miles, but took quite a lot longer, likely due to the excessive photo taking. 😛

คราวนี้เดินไปได้ระยะทางเกือบเท่าคราวก่อนพอดิบพอดี แต่ใช้เวลาเลยชั่วโมง เพราะมัวแต่แวะถ่ายรูป 😛

And, back to the garden bar we went… 🤣

และแล้วเราก็กลับมาสิงสู่อยู่ที่ garden bar กันอีกครั้ง 🤣

Just as I was about to publish this post, our sage plant happened to die… 🙄 So, we had to go back to pay the garden bar another visit, yet again. 🤣 This time, we got to explore the part we had never been in before – their greenhouse! 😇

นึกว่าจะไม่ต้องกลับไปกันอีกแล้ว แต่เผอิญต้นใบเสจของเรากลับมามีอันเป็นไปพอดี๊พอดี 🙄 เลยต้องจำอกจำใจกลับไปเยือนที่ garden bar อีกจนได้ 🤣 คราวนี้เลยมีโอกาสได้ไปเดินชมเรือนกระจกของเค้าเป็นครั้งแรก 😇

It was surprisingly very cool in there. Our kitchen window sill still had a few empty spots left for succulents, so I conveniently picked out some from their massive collection. 😊

ตอนแรกนึกว่าจะร้อนตับแตก แต่เอาเข้าจริงข้างในเค้าเปิดพัดลมแรงสูง เลยเย็นสบายกว่าข้างนอกซะอีก มานึกขึ้นได้ว่าตรงขอบหน้าต่างในครัวยังมีกระถางว่างอยู่ เลยไปเดินเลือกได้ไม้อวบน้ำกลับบ้านมาสองต้นจิ๋ว 😊

They also have a variety of beautiful orchids.

กล้วยไม้เค้าสวยๆทั้งนั้น เสียดายเราปลูกไม่เป็น

Of course, we did enjoy a cold beer while taking our time perusing the selection! 😛

แน่นอนว่าต้องมีเบียร์เย็นๆไว้จิบตามตำราคุณสามี 😛

More Spring Blooms at JC Raulston Arboretum

Excursion Date: April 2022

วันสัญจร: เมษายน 2565

Freshly inspired by our recent successful wildflower hike at Eno River, I realized that now would be the perfect time to pay a visit to the beautiful JC Raulston Arboretum. And that was exactly what we did the very next day! 😊

หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการไปเดินป่าล่าดอกไม้กันมา เลยนึกขึ้นได้ว่าใกล้ๆบ้านเรานี่ก็มีสวนรุกขชาติใกล้บ้านที่น่าจะมีดอกไม้กำลังเบ่งบานอยู่เหมือนกัน วันรุ่งขึ้นเลยเกิดเป็นกิจกรรมบ่ายวันอาทิตย์ขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย 😊

What originally started off as a small research farm by its namesake at the Horticulture Department at North Carolina State University almost 50 years ago, has grown into a beautiful 10-acre botanical garden showcasing plant species from different parts of the world. The arboretum is located not far away from the main campus, on Beryl Road. It is open daily to public and charges absolutely no admission fee.

สวนแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นแปลงเกษตรกรรมทดลองขนาดเล็กของศูนย์วิจัยพืชสวนที่มหาวิทยาลัย North Carolina State University เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จากนั้นได้พัฒนาจนกลายมาเป็นสวนรุกขชาติขนาด 10 เอเคอร์ที่ดาษดาไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิดจากทั่วทุกมุมโลกที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ สวนนี้ตั้งอยู่บนถนน Beryl ไม่ไกลจากตัวมหาลัย และเปิดให้ประชาชนทั่วไปมาเยี่ยมชมโดยไม่คิดค่าเข้าชมแต่อย่างใด

There was quite a crowd when we got there late on a Sunday afternoon. And for good reason! Colorful blooms scattered the garden in every which direction. It was like the scene from a fairytale. 😍

บ่ายวันอาทิตย์ที่เราไปกันอากาศเย็นสบายกำลังดี เลยมีคนพลุกพล่านไม่น้อย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะดอกไม้ที่นั่นกำลังเบ่งบานสวยงามอย่างที่คาดไว้ 😍

There were so many flowers, in every possible color a mind can imagine.

เดินชมดอกไม้กันแบบเพลิดเพลินเจริญใจ มีทุกสีทุกแบบให้เลือกสรร

One of my favorites is this eastern redbud – amazing how the bright pink flowers just grew right on the tree trunks! 🥰

ต้นดอกสีชมพูนี้เป็นต้นโปรดของเรา 🥰 ภาษาไทยชื่ออะไรไม่ทราบ แต่ชื่ออังกฤษเค้าเรียกว่า eastern redbud ดอกสีชมพูแปร๋นขึ้นแซมตัดกับกิ่งสีน้ำตาลเข้มสวยสะดุดตาจริงๆ

Even non-flowers were beautiful, each in their own way. 

นอกจากดอกไม้แล้วยังมีต้นไม้แปลกๆให้ดูอีกหลายชนิด

Giant asparagus! 😳

หน่อไม้ฝรั่งยักษ์ เกิดมาเพิ่งเคยเห็น 😳

We spent an hour there total, and loved every minute of it. We plan to come back and check this place out in a few months, to see what new offerings they might have in store come summer. And perhaps Fall, and maybe Winter too…  😊

วันนั้นเราเดินเล่นถ่ายรูปกันจนเพลินอยู่เกือบชั่วโมงได้ นัดกันว่าอีกสองสามเดือนจะกลับมาเยี่ยมเยือนกันใหม่ มาดูว่าเค้ามีดอกไม้ต้นไม้อะไรผลัดเปลี่ยนมาให้ดูใหม่ๆในช่วงฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และอาจจะฤดูหนาว 😊

NC State Fair 2021

Excursion Date: October 2021

วันสัญจร: ตุลาคม 2564

North Carolina State Fair is back in full force this year after getting canceled last year due to COVID. 2020 was the first time in decades that the fair was canceled, ever since World War II. We went on a Monday evening after work. If you look closely, you could see signs that times were largely still quite abnormal… They had a clear bag policy, where you could either carry see-through bags of any size, or regular bags up to a certain size. Some people still had their masks on. But for the most part, it felt almost like lives were finally back to the good old days.

งาน State Fair ประจำปี ของรัฐกลับมาเปิดให้เที่ยวชมกันได้อีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ถูกยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้วด้วยพิษโควิด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่งานนี้ถูกยกเลิกนับจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เราตั้งใจไปกันคืนวันจันทร์หลังเลิกงานเพราะหวังกันว่าคนจะได้ไม่เยอะ บรรยากาศยังครึกครื้นเหมือนเดิม ดูเผินๆเหมือนกับว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปรกติ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่ามีบางคนยังใส่หน้ากากอนามัยกันอยู่ประปราย อีกอย่างคือปีนี้เค้ามีกฎความปลอดภัยข้อใหม่ คืออนุญาติให้ถือกระเป๋าใบเล็กๆเข้ามาได้เท่านั้น ถ้าอยากถือใบใหญ่เค้าบังคับว่าต้องเป็นกระเป๋าพลาสติกใสที่มองทะลุเห็นของข้างในได้เท่านั้น

There was a good crowd out, even though it was a weekday night. But it was still a lot better than those weekend nights we used to come in the past.

ถึงจะเป็นวันจันทร์แต่คนก็เยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่ถล่มทลายเหมือนสมัยที่เคยมากันช่วงสุดสัปดาห์

As usual, we came prepared with a list of fair foods we wanted to try readily marked on the map. Starting off with a lobster pop from Oak City Fish and Chips. It didn’t look like much… The lobster tail was tiny… 😐 But one bite in and we totally understood what the fuss was all about. 😆 Not only was the lobster perfectly seasoned, it was also perfectly cooked. This was undeniably the best dish we had there that night. We would have gone back for another if it wasn’t $25 a pop! 😬

เราเตรียมตัวมาอย่างเพียบพร้อม มีแผนที่ติดมาด้วย พร้อมมาร์คตำแหน่งที่ตั้งของรายการอาหารที่อยากลองกันมาเสร็จสรรพ เริ่มกันด้วยล๊อบสเตอร์ทอดเสียบไม้จากร้าน Oak City Fish and Chips ตอนไปรับอาหารมาดูหน้าตาแล้วเซ็งมาก หางล๊อบสเตอร์อันนิดเดียวมาแบบโทนๆไม่มีอะไรให้แกล้มเลย 😐 กัดไปคำแรกถึงได้เข้าใจว่าทำไมคนเค้าถึงติดใจกันนักหนา 😆 ของเค้าปรุงรสไว้พอเหมาะพอดี แถมทอดได้สุกกำลังกิน กรอบนอกนุ่มใน ถ้าไม่ติดว่าเค้าขายไม้ละ 25 เหรียญละก้อ เราคงกลับไปซื้อเพิ่มอีกหลายไม้ 😬

The lobster roll from Lobster Dogs was, again, tiny for the $20 price tag. The only saving grace was that it was packed full of sweet lobster meat. It didn’t blow us away, but there wasn’t really much that could go wrong with buttered lobster in a bun! 🙄

จากนั้นเราไปต่อกันที่ร้าน Lobster Dogs แซนด์วิชล๊อบสเตอร์ของที่นี่ราคา 20 เหรียญ และขนาดกะทัดรัดไม่ต่างไปจากร้านที่แล้ว ยังดีที่ว่าเค้าอัดเนื้อล๊อบสเตอร์หวานๆมาให้แบบเต็มๆ รสชาติก็ใช้ได้อยู่ แต่ไม่ค่อยจะสมราคาซักเท่าไหร่ 🙄

Dusk was beginning to set by then, and the whole scene was so pretty in the early evening lights. We decided to head for the State Fair Flyer that took us all the way to the other side of the fair. It felt a lot higher up when you were actually sitting on the chair lift, but fortunately the 360 degree birds eye view from up there was enough to keep us occupied the entire way.

ถึงช่วงนั้นพระอาทิตย์เริ่มตก ฟ้าสีสวยกำลังโรแมนติกพอดี เลยได้โอกาสไปขึ้นกระเช้าชมวิว ดูจากข้างล่างก็ไม่สูงเท่าไหร่ แต่ขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้วอดรู้สึกเสียวไส้เล็กน้อยไม่ได้ ดีที่มีวิวคอยให้ชมซะเพลินไม่ทันได้หวิวก็ถึงอีกฝั่งซะแล้ว

A very cool & unique show by Cast in Bronze, described on the fair’s web site as “the only musical act of its kind in the world”.

การแสดงดนตรีชุด Cast in Bronze ซึ่งใช้ระฆังทองเหลืองจำนวน 35 ใบมาบรรเลงเป็นเพลงเพราะๆให้ฟังกัน เค้าโฆษณาไว้ว่า “ดนตรีแบบนี้มีให้ชมที่นี่แห่งเดียวในโลก”

Award-winning gourds of all shapes & sizes!

ฟักทองหลากสีหลายขนาดที่ชนะการประกวดในปีนี้

Unusual succulents and carnivorous plants in the greenhouse.

ไม้อวบน้ำหรือที่เรียกกันว่า Succulent และพืชกินสัตว์

Beautiful flowers and creative arrangement displays of all kinds. I was particularly impressed with this giant Elephant Ear leaf that was about half my size; I had to get a picture with it! 😆

ดอกไม้นานาพรรณที่ผู้คนนำมาเข้าประกวดกันในปีนี้ ทั้งที่ตัดมาเป็นดอกเดี่ยวๆ และที่จัดมาเป็นแจกัน รวมทั้งแบบตากแห้งที่นำมาจัดเป็นพวงหรีดเก๋ไก๋ แต่ที่ถูกใจเราที่สุดเป็นจะไม่พ้นใบบอนยักษ์ใบนี้ ถ่ายรูปด้วยแล้วตัวเหมือนจะดูเล็กลงไปถนัดตา 😆

Time to fuel up, starting with a cup of Mexican street corn from Esquites, atomic tots from Chef’s D’Lites, and freshly fried pork rinds from Ragin’ Cajun.

ไปเติมพลังกันด้วยข้าวโพดคลุกเนยสไตล์เม็กซิกันจากร้าน Esquites มันฝรั่งทอดเผ็ดสะใจจากร้าน Chef’s D’Lites และแคปหมูร้อนๆทอดสดๆตามสั่งจากร้าน Ragin’ Cajun

Dorton Arena featured Got to be NC Agriculture, where different booths display farm products made right here in NC.

ที่สนามกีฬา Dorton เค้ามีจัดงานแสดงสินค้าทางการเกษตรจากฟาร์มต่างๆทั่วรัฐ

From there, we walked back out in the cold in search for cool rides for Joel & his mom.

พออิ่มท้องก็ได้เวลาไปเดินย่อยเล็งหาเครื่องเล่นหน้าตาดีให้คุณสามีกะคุณแม่

They ended up riding Hydro Shock, Alien Abduction, Pirate Ship, Genesis, Mighty Mouse Coaster, and Mega Drop – needless to say that Joel got his money’s worth from the unlimited ride wristband purchase! 😆

สรุปว่าคืนนั้นลองไปหลายเจ้า ตั้งแต่ Hydro Shock, Alien Abduction, Pirate Ship, Genesis, Mighty Mouse Coaster และ Mega Drop เรียกว่าตั๋วแบบไม่จำกัดที่ซื้อมานั้นได้ใช้จนเกินคุ้มจริงๆ 😆

I got hungry and had to sneak in another Polish sausage hot dog! 😋

ดึกหน่อยแอบหิวอีกรอบ เลยฟาดฮอทดอกไปอีกอัน 😋

Last but not least, we rode the State Fair SkyGazer, a 155′ Ferris Wheel where you need a special ticket to ride. We barely made it there before they closed down. Good thing we had tickets ready when we got there because the ticket booth was already closed! 😅 It was the perfect ending to a beautiful night out in town. 😍

เก็บไฮไลท์ไว้เป็นรายการสุดท้ายคือชิงช้าสวรรค์ขนาด 155 ฟุตอันนี้ที่เค้าตั้งชื่อซะเก๋ไก๋ไว้ว่า State Fair SkyGazer มัวแต่โอ้เอ้ไปมาเกือบไปถึงไม่ทันก่อนเค้าปิด ดีที่ซื้อตั๋วไว้เรียบร้อยแล้วเค้าถึงให้ขึ้น 😅 สรุปว่าได้ชมวิวสวยจากมุมสูงก่อนเค้าดับไฟพอดิบพอดี 😍

That night, we walked almost 5 miles at the fair. 😳 At least I didn’t have to feel that bad eating all those greasy fried foods! 😛

คืนนั้นเดินกันไปรวมแล้วประมาณ 5 ไมล์หรือประมาณ 8 กิโล 😳 หวังว่าจะได้ช่วยย่อยของทอดๆมันๆที่ซัดกันไปได้บ้างไม่มากก็น้อย 😛

The Tale of the Two Ms

Excursion Date: September 2021

วันสัญจร: กันยายน 2564

In true pandemic fashion, we celebrated this year’s long Labor Day weekend by staying at home. 😐 To make it a little more enjoyable, we decided to splurge on two special meals out at where we think are two of the very best restaurants in the area. 😊

ปีนี้เราฉลองหยุดยาววันแรงงานด้วยการพักผ่อนอยู่บ้านตามอัธยาศัยสไตล์โควิด 😐 แต่เพิ่มความพิเศษกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ทั่วไปด้วยการไปตระเวนหาของอร่อยกินตามร้านอาหารใกล้บ้านกัน 😊

Joel and I had a long discussion about the risk of indoor dining when concerns of the delta variant started to emerge in the news a few months ago. Initially, we went back to just getting takeouts again for a while (since outdoor dining wasn’t really an option amidst this intense NC summer heat 🥵). Lately, we have ventured back to eating out again since most sources seem to confirm that COVID risk for fully vaccinated people has proven to remain relatively low.

ตอนที่ข่าวเรื่องเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าเริ่มดังใหม่ๆ เราจับเข่าคุยกันแล้วตกลงว่าจะเลิกกินข้าวนอกบ้านไปซักพัก เพื่อความปลอดภัย แล้วกลับมาสั่งอาหารกินกันที่บ้านแทน (เพราะอากาศที่นี่ร้อนจับใจ 🥵 ไม่สามารถออกไปกินที่ร้านแล้วนั่งข้างนอกได้) แต่หลังจากที่ฟังดูแล้วหลายกระแสยังคงเห็นตรงกันว่าสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกันมากนัก พักนี้เลยเริ่มกลับไปกินข้าวที่ในร้านกันใหม่

We started off the weekend with a nigiri omakase meal at M Sushi in downtown Durham. We have been big fans of Chef Michael Lee ever since he was still running the sushi line at Sono in downtown Raleigh. After our first visit there, shortly after we moved back to the area in 2013, Sono became the holy grail of the lackluster sushi scene here… Until Chef Mike Lee went and opened up M Sushi in Durham, that is! 😆 Since then, his restaurant empire has grown to include 3 more locations, one of which I’ll cover later in this post.

เราไปเริ่มตะลุยกินกันที่ร้าน M Sushi ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เป็นอันดับแรกเมื่อคืนวันศุกร์ เราสองคนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเชฟ Michael Lee มาตั้งแต่ตอนที่แกยังทำอยู่ที่ร้าน Sono ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Raleigh หลังจากที่ไปลองกินซูชิที่นั่นกันเป็นครั้งแรกตอนที่ย้ายกลับมาที่นี่ใหม่ๆช่วงปลายปี 2013 นับแต่นั้นมาถ้าอยากกินซูชิก็จะต้องไปที่ Sono เพราะลองที่อื่นมาหมดแล้วไม่มีใครสู้ได้ซักเจ้า จนกระทั่งเชฟแกไปเปิดร้าน M Sushi นี่แหละ 😆 จากบัดนั้นมาจนบัดนี้มีร้านในเครือตระกูล M เพิ่มมาอีกถึงสามร้านด้วยกัน โพสต์นี้จะพาไปชิมอาหารญี่ปุ่นสองสไตล์ของเชฟเกาหลีท่านนี้กัน

Both of us had our very first nigiri omakase experience together at Sushi Zo in LA, almost 10 years ago. Since then, we have been forever spoiled and unable to go back to enjoying regular sushi rolls ever since. 😓 Things got hard when we first moved back here to NC. Fortunately, we found Sono! And later on, M Sushi has become our goto spot whenever we crave for sushi.

เราสองคนได้มีโอกาสลิ้มลองซูชิสไตล์โอมากาเสะกันเป็นครั้งแรกที่ร้าน Sushi Zoใน LA เมื่อเกือบสิบปีก่อน หลังจากนั้นก็ไม่สามารถกลับไปกินซูชิแบบโรลธรรมดาๆประสาชาวบ้านได้อีกเลย 😓 ตอนย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆประเด็นนี้เป็นปัญหาหนักมาก เพราะไม่สามารถไปกินซูชิที่ไหนได้ จนกระทั่งโชคดีมาเจอร้าน Sono นี่แหละ และหลังๆมามี M Sushi มาให้พึ่งพาได้อีกราย

As always, we both just went for the nigiri omakase meal, which includes 12-15 different pieces of nigiri sushi, served chef’s choice style. The idea is that the chef will decide what’s best to serve you, based on whatever freshest catches they have for the day. Typically, these include bluefin tuna, mackerel, sea trout, salmon, yellowtail, scallop or squid, and eel, just to name a few.

มาที่นี่ทีไรสั่งกันอยู่อย่างเดียวคืออาหารชุด nigiri omakase ซึ่งเป็นข้าวปั้นสไตล์นิกิริจำนวน 12-15 ชิ้น เสิร์ฟแบบตามใจเชฟ คือประมาณว่าวันนั้นที่ร้านได้ปลาอะไรสดๆมาก็จะเอามาขึ้นเมนู ซึ่งเปลี่ยนไปไม่ซ้ำแต่ละวัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีปลาทูน่า ซาบะ ปลาเทราท์ แซลมอน ฮามาจิ หอยเชลล์ ปลาหมึก หรือปลาไหล สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

Each piece is served, one by one, as soon as the chef is finished making them, with the announcement of what they are when they arrive in front of you. The pickled ginger is there to ‘cleanse your palate’ in between each bite. Normally, everything has been seasoned perfectly the way the chef intends to serve it including a touch of soy sauce, so theoretically you would not need to add anything to it, but they do give you a side of wasabi, just in case you prefer more. 🙄

เชฟทยอยปั้นมาเสิร์ฟทีละชิ้นๆ คือเสร็จปุ๊บก็เข้าปากปั๊บ ไม่มีสดๆไปกว่านี้อีกแล้ว ตอนเอามาเสิร์ฟเค้าก็จะบอกเราว่าที่กำลังจะกินนี่คือปลาอะไร กินเสร็จคำนึงก็มีขิงดองเตรียมไว้ให้ล้างปากก่อนชิมชิ้นต่อไป ปรกติแล้วเชฟจะทาซอสกับแต้มวาซาบิมาให้เสร็จสรรพ ไม่จำเป็นต้องจิ้มหรือเติมอะไรทั้งนั้น แต่เค้าก็มีก้อนวาซาบิเตรียมไว้เผื่อใครเผ็ดไม่พอ 🙄