Pandemic Pause: Yadkin County Barn Quilts

Trip Date: October-November 2020

วันที่เดินทาง: ตุลาคม-พฤศจิกายน 2563

We departed upon our second mountain trip on the last weekend of October, hoping to see better fall colors this time. But mother nature was not on our side, yet again… 😔 It was way past peak foliage when we arrived, but the weather was nice and cold, and our trip still turned out to be a colorful one nonetheless! 😍

ทริปภูเขารอบสองของเราบังเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม อุตส่าห์ขอกลับไปแก้ตัวอีกที หวังว่าคราวนี้จะได้เห็นใบไม้สีสวยกว่าคราวที่แล้ว แต่อนิจจาฝนฟ้าไม่เป็นใจ 😔 คราวก่อนมาเร็วไป คราวนี้สามอาทิตย์ถัดมาปรากฎว่าสายไปซะแล้ว แต่ยังโชคดีที่เจออากาศเย็นสบาย และถึงจะไม่ได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสี แต่เรากลับได้ไปเห็นสีสันในรูปแบบอื่นแทน 😍

During my research for the trip, I came upon something I’ve never heard of before called ‘barn quilt trails‘. This is a tradition that was established relatively recently within the past two decades. The first official occurence started in 2001 by a quilter in Ohio by the name of Donna Sue Groves, who decided to hang a painted quilt pattern on the family barn to honor her mother and their heritage. After that, the concept took off and became prevalent in parts of the United States and Canada. Here in US, there are quilt trails available for public viewing in more than 48 states, featuring more than 7,000 quilts.

ระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อแปลนทริปครั้งนี้ เราเผอิญไปเจอเวบไซต์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘barn quilt trails‘ หรือเส้นทางผืนผ้าโรงนา ซึ่งเป็นประเพณีที่เพิ่งจะกลายมาเป็นที่นิยมเมื่อยี่สิบกว่าปีมานี้เอง กิจกรรมนี้ริเริ่มในปีค.ศ. 2001 เมื่อคุณ Donna Sue Groves ลูกสาวช่างเย็บผ้าจากรัฐโอไฮโอเกิดแรงบันดาลใจอยากจะทำอะไรให้เป็นเกียรติแก่คุณแม่ของเธอ เธอเลยได้ไอเดียการเอาลายผ้าห่มมาแขวนประดับไว้หน้าโรงนา เพราะคุณแม่ของเธอเป็นนักต่อลายผ้าห่มมืออาชีพ พอแขวนไปแล้วเกิดติดใจ เลยไปหว่านล้อมให้เพื่อนบ้านเอาอย่าง จัดลายผ้าห่มอื่นๆมาแขวนกันจนทั่วเมือง จากนั้นคุณ Donna จึงจัดการโปรโมทเส้นทางลายผืนผ้าเพื่อนำนักท่องเที่ยวมาสู่เมืองเล็กๆของเธอ ไม่นานนักไอเดียของเธอก็แพร่หลายไปทั่วประเทศ แถมยังข้ามพรมแดนไปถึงแคนาดา ปัจจุบันมีเส้นทางผืนผ้าโรงนาให้นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมกันตลอดทั่ว 48 รัฐในอเมริกา ครอบคลุมลายผ้ารวมแล้วถึงกว่า 7,000 ลาย

I initially thought that people were literally hanging homemade quilts on their barns. My husband pointed out, reasonably so, that it would not be sustainable, given that they had to withstand years of wind, rain, and daily sunlight. Turns out, these were squares of quilt patterns painted on pieces of metal or wood. Oh, and they don’t always have to be hung on barns either – any types of structure would do! 🤪

ตอนแรกที่ได้ยินนึกว่าเค้าเอาผ้าห่มทั้งผืนมาแขวนกัน คุณสามีติงว่ามันจะทนลมฟ้าอากาศได้ซักกี่วัน เออก็จริงของเค้า ปรากฎว่าไปอ่านรายละเอียดแล้วถึงได้รู้ว่าเค้าทำกรอบเป็นลายผ้ามาแขวน โดยใช้แผ่นโลหะหรือไม้มาเพ้นท์ลายที่เลือกไว้ อ้อ แล้วอีกอย่างคือ เค้าไม่ได้แขวนกันแค่ตามโรงนา จะเป็นอาคารบ้านเรือนอะไรได้ทั้งนั้น 🤪

On this trip, we had the chance to see some of the beautiful barn quilts on display in both Yadkin and Ashe counties. Big thanks for my hubby’s patience while we drove around looking for these quilts! They were not always easy to find, even though we had the addresses. Some of them were gone. Others were so worn down they were almost unrecognizable when we actually spotted them. And a lot of the time, it was so deep inside what looked like private property, we weren’t sure if we were trespassing or not… 😬 I did my best to be quick about snapping these pictures and made sure we were in and out in (almost) no time. 😅

ทริปนี้เรามีโอกาสได้ไปชมงานศิลปะแหวกแนวหลายสีสันนี้ในเขต Yadkin County และ Ashe County ต้องขอขอบคุณคุณสามีผู้น่ารักที่มีความอดทนสูงมาก อุตส่าห์ขับรถตระเวนหาลายผ้าอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆโดยไม่บ่นซักคำ ถึงจะมีแผนที่เป็นไกด์แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาเจอกันได้ง่ายๆ บางอันไปถึงเค้าปลดระวางไปแล้ว บางอันแขวนไว้นานจนสีซีดจางแทบดูลายไม่ออก และบางที่ก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นได้จากริมถนน ต้องเดินกันเข้าไปในเขตบ้านเจ้าของที่จนเราเองก็ไม่แน่ใจว่าไปบุกรุกเค้ารึเปล่า 😬 แต่ก็พยายามรีบไปรีบถ่ายรูปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 😅

Without further ado, here are the lovely quilts we found on our excursion. 😍 We followed the map conveniently provided at the Visit Yadkin home page.

และภาพที่จะเห็นต่อไปนี้ก็คือบรรดาลายผ้าสีสวยที่เราไปเห็นมาทั้งหมด 😍 โดยไปตามแผนที่ที่ทางเวบไซต์ Visit Yadkin จัดเตรียมไว้ให้

Barn quilts in East Bend.

ลายผ้าในเมือง East Bend

Barn quilts in Boonesville.

ลายผ้าในเมือง Boonesville

The lovely town of Boonesville.

วิวสวยๆจากเมือง Boonesville

We only made it to this one barn quilt in Jonevilles. The ‘Rose of Sharon’ is located in front of the Yadkin Valley Museum.

ที่เมือง Jonevilles ไปเจอแค่ลายเดียวที่เห็นนี้เท่านั้น ลายนี้เรียกว่า ‘กุหลาบชารอน’ ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ Yadkin Valley

Further attempts to locate more quilts were a complete failure after we ran into several road blocks due to recent flooding in the area. We came across this river where we saw a group of gawkers on the side of the road, so naturally we had to stop and check it out. 🧐 Turned out the river was overflowing into nearby properties! 😱 Besides a few police cars blocking traffic coming onto the bridge, there were a few USGS guys on the scene assessing the damage.

จริงๆตั้งใจจะไปดูอีกหลายลาย แต่ปรากฎว่าขับรถวนไปมาเจอทางขาดอยู่หลายสาย เพราะเมืองนี้เกิดน้ำท่วม ขับมาถึงสะพานในรูปข้างบนตาดีไปเห็นฝรั่งมุง เลยอยากรู้อยากเห็นต้องจอดรถลงไปดูว่าเค้ามุงอะไรกัน 🧐 ปรากฎว่าเป็นน้ำป่าไหลหลากท่วมเข้ามาถึงในเมือง 😱 เค้าเอารถตำรวจมาจอดปิดทางไม่ให้รถขึ้นสะพาน และมีเจ้าหน้าที่จากกรมสำรวจมายืนประเมินความเสียหายกันอยู่

On our way back home we stopped by for a few more barn quilts in Yadkinville. That first picture up there showed an example of one of the ones that was out of commission. When we first got to the address, we couldn’t find a quilt. It was when we were turning the car around to leave, when I saw it out of the corner of my eye, laying behind one of the many deserted structures in the complex!

ขาไปดูไม่ครบ ขากลับเลยแวะอีกรอบ ไปเก็บตกเอาที่ที่ไปไม่ถึง คราวนี้ไปตระเวนกันที่เมือง Yadkinville ภาพแรกที่เห็นเป็นตัวอย่างที่บอกว่าเค้าปลดระวางไปแล้ว ตอนแรกไปถึงหาไม่เจอ จนเลี้ยวเข้าไปกลับรถจะออกมาถึงได้ไปเจอะว่าเค้าถอดมาวางข้างตึกอย่างที่เห็น

Stopping by for a quick stroll in downtown Yadkinville.

แวะเดินชมวิวในเมือง Yadkinville ก่อนกลับ

Pandemic Pause: Meetup in the Smokies, Day 3

Trip Date: October 2020

วันที่เดินทาง: ตุลาคม 2563

The next day, we said goodbye to our cozy little cabin and headed home to our fur babies. We stopped on the way out so I could take some pictures of our surroundings. Our cabin sat at the end of Sticks N Stones Road, which was right around the corner from Hellbender Road. 🙄

รุ่งขึ้นได้เวลากลับบ้านไปหาน้องแมว ทริปนี้ถึงจะสั้นแต่จัดทัวร์ซะเต็มเหยียด ก่อนกลับเพิ่งจะมีเวลามาแวะถ่ายรูปบริเวณใกล้ๆเคบินมาให้ดูว่าคนแถวนี้เค้าตั้งชื่อถนนกันเสียเก๋ไก๋ ตัวบ้านตั้งอยู่บนนถนนชื่อ Sticks N Stones ซึ่งอยู่ถัดจากอีกถนนที่ชื่อ Hellbender 🙄

At the bottom of the hill, right on the bank of the Tuckasegee River, there was this little RV campground with cute teepees called Grumpy Bear Campground, which can be seen from across the river on the main road into town. They had cool Halloween decorations out front that looked pretty spooky at night.

ที่ปากซอยทางเข้าซึ่งอยู่เลียบกับแม่น้ำ Tuckasegee มีแคมป์กราวด์สำหรับรถบ้านชื่อ Grumpy Bear Campground ตั้งอยู่ เราแอบเข้าไปถ่ายรูปเต้นท์อินเดียนแดงขอเค้ามาให้ดูกัน ทำเลดูดีอยู่ติดฝั่งแม่น้ำ ช่วงนั้นใกล้วันฮัลโลวีนเลยมีหุ่นผีน้อยไว้คอยต้อนรับอยู่ด้านหน้า

We stopped by to check out Darnell Farms, which was right across the street. I had a blast snapping all these pictures of their beautiful stalls and produce. They had the best “Dream Whips” fruit slushees – we got the green apple flavor, which came topped with caramel and was honestly the best thing I had on this trip! 😋

ก่อนไปอ่านเจอว่าไอติมรสผลไม้ที่ Darnell Farms อร่อยมากห้ามพลาด เลยต้องแวะไปชิมกันดู วันนั้นเค้ามีรสแอบเปิ้ลผสมคาราเมล กินแล้วแทบจะละลายตามไอติม อร่อยจริงสมคำร่ำลือ 😋 เสียดายซื้อกลับบ้านไม่ได้ แต่ก็ได้มะเขือเทศสวยๆกับผักผลไม้อีกหลายอย่างติดไม้ติดมือกลับมาแทน

Our last tour stop was in the next town over, Sylva. Apparently, this was where they filmed the famous Hollywood movie ‘The Fugitive‘. The producer left the wreckage from the legendary train crash scene in the beginning of the movie right by the train tracks on the side of the road! 😆 We parked across the street at the Green Energy Park Staffed Recycling Center and went over to take a peek.

จุดสุดท้ายที่ไปแวะชมกันตั้งอยู่ที่เมือง Sylva ซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล แฟนหนังฮอลลีวู๊ดเรื่อง ‘The Fugitive‘ เห็นแล้วอาจจะจำกันได้ เพิ่งรู้มาว่าหนังเรื่องนี้เค้าถ่ายทำกันที่นี่ ฉากเด่นตอนต้นเรื่องก็คือตอนที่พระเอกหลบหนีจากซากรสบัสที่ใช้ส่งตัวนักโทษไปยังเรือนจำที่เกิดชนกับรถไฟระหว่างทาง ปรากฎว่าทางทีมงานทิ้งซากรสบัสและรถไฟไว้อยู่ข้างทางหลังเสร็จจากการถ่ายทำ 😆 เราไปจอดรถกันไว้ที่ลานจอดรถของ Green Energy Park Staffed Recycling Center บนถนน Haywood แล้วข้ามถนนไปชะเง้อดูอยู่ข้างทางเหนือรางรถไฟ

For lunch, we picked up an order togo from Haywood Smokehouse, a barbeque place in Dillsboro.

แวะซื้อข้าวกลางวันจากร้านบาร์บีคิว Haywood Smokehouse ที่เมือง Dillsboro ไว้ไปกินกันกลางทาง

We found a neat little spot at Henry Fork River Park in Hickory to enjoy our meal outdoors. The food was a little underwhelming to us, despite the rave online reviews. But that could be because we didn’t eat it right away while it was still hot… 🙄

ไปเจอทำเลดีกลางแจ้งที่สวนสาธารณะ Henry Fork River ในเมือง Hickory เลยได้จอดรถกินข้าวกัน ชิมแล้วค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อย ทั้งๆที่รีวิวเค้าว่าอาหารที่นี่อร่อยระดับห้าดาว แต่อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้กินกันสดๆร้อนๆหรืออย่างไรไม่ทราบ 🙄

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Meetup in the Smokies, Day 2

Trip Date: October 2020

วันที่เดินทาง: ตุลาคม 2563

On the way to meet my friends in Cherokee to start out on our Smoky Mountains tour the next day, we spotted these elk on the side of the road. Thinking that this would be our only wildlife encounter this trip, Joel turned the car around so that I could snap these pictures for the record. Spoiler Alert – it wasn’t! 😉

วันถัดมาเราไปนัดเจอกันที่ในเมือง Cherokee แต่เช้าเพื่อตระเวนเที่ยว Smoky Mountains ระหว่างทางไปเจอะกวางป่าสองตัวนี้เดินทอดน่องอยู่ข้างถนน คุณสามีบอกทริปนี้อาจจะมีโอกาสได้เห็นสัตว์ป่าแค่นี้แหละ เลยอุตส่าห์กลับรถไปจอดให้เราได้ถ่ายรูปใกล้ๆ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วไม่ต้องก็ได้ 😉

We started off with Oconaluftee Island Park. This small park on an island features a small bamboo forest on one side. Having just been to the Arashiyama in Kyoto last year, admittedly this one was on a much smaller scale, but it has the benefit of being almost completely crowd-free, which was a huge leap from our experience in Japan! 😆

ไปเริ่มทัวร์กันที่ Oconaluftee Island Park สวนสาธารณะเล็กๆซึ่งมีจุดดึงดูดอยู่ที่ป่าไผ่ขนาดย่อมๆ เห็นแล้วทำให้นึกถึงป่า Arashiyama ที่เมืองเกียวโตที่เพิ่งไปมากันเมื่อปีก่อน จริงอยู่ว่าของเค้าใหญ่กว่าหลายเท่า แต่ที่นี่เดินดูแล้วก็สวยไม่แพ้กัน แถมมีโบนัสก็คือ เราไม่ต้องไปรบกับคนเป็นล้านเหมือนกับที่ญี่ปุ่น 😆

Besides the bamboo grove, the rest of the park was almost equally as picturesque. 😍

นอกจากป่าไผ่แล้ว ที่สวนนี้ยังมีวิวสวยๆให้เดินชมกันเพลินๆมากมาย 😍

Next, we headed to Mountain Farm Museum, where we saw a collection of historical farm structures including a barn, a smokehouse, and a blacksmith shop.

จากนั้นไปต่อกันที่ Mountain Farm Museum ซึ่งเค้ามีสิ่งก่อสร้างสำคัญๆทางประวัติศาสตร์จากฟาร์มเก่าแก่แถบนี้มารวบรวมไว้ให้ได้ดูกัน มีทั้ง คอกสัตว์ ห้องรมควัน และ ร้านช่างเหล็ก

Pay special attention to this particular sign in front of this obviously empty field for a special surprise at the end of the day… 😉

ป้ายนี้ปักไว้ที่ทางเข้า บอกว่าถ้ามีกวางป่าห้ามคนเข้ามาเดินในทุ่ง ตอนที่เห็นก็ไม่ได้คิดอะไร นึกในใจว่ากวางป่าจะมาจากไหน ทุ่งโล่งๆอย่างงี้ 🤨

Nearby Mingus Mill was a pretty spot. A quick stop for us since there wasn’t really much to see there.

ถัดไปเราไปแวะที่ Mingus Mill เป็นโรงสีเก่าที่ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก แค่แวะถ่ายรูปเล็กน้อยก่อนจะไปต่อกัน

Mingo Falls, on the other hand, turned out to be quite a workout, with a steep climb up over a hundred steps to view the tall waterfalls from a pretty wooden bridge. We had our masks on the entire time since it was pretty crowded when we got there. 😣

ที่ Mingo Falls เราได้มีโอกาสเผาผลาญแคลอรี่กันบ้าง เพราะกว่าจะไปถึงน้ำตกต้องปีนกระไดตั้งร้อยกว่าขั้น แถมคนตรึมต้องสวมหน้ากากกันตลอดทาง เลยต้องใช้ความพยายามมากกว่าปรกติเล็กน้อยเพราะหายใจได้ไม่สะดวก 😣

We took a quick lunch break back in town at Sassy Sunflowers Bakery & Cafe. Not only does this quirky little spot serve simple, delicious sandwiches, they also have the best drinks!

จากนั้นเรากลับไปแวะทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน Sassy Sunflowers Bakery & Cafe ในตัวเมือง Cherokee ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟอาหารแบบง่ายๆรสชาติถูกปากแล้ว เครื่องดื่มของเค้ายังอร่อยไม่แพ้กัน

Since it was still quite early, we took a stroll in town to digest our food a bit, and came across this abandoned theme park.

กินเสร็จไปเดินย่อยอาหารกันในเมือง ไปเจอสวนสนุกร้างแห่งนี้ เลยอดแวะถ่ายรูปไม่ได้

Other picturesque spots in Cherokee.

วิวสวยๆในเมือง Cherokee

Later that afternoon, we drove over to our last destination of the day, Clingmans Dome, which sits right at the North Carolina and Tennessee border. There were several viewpoints along the way where you can pull over to snap pictures of the beautiful mountain views.

ช่วงบ่ายเราขับรถไปยังจุดหมายสุดท้ายของทัวร์วันนั้นคือ Clingmans Dome ซึ่งตั้งอยู่บนเขาตรงชายแดนระหว่างรัฐนอร์ทแคโรไลน่าและรัฐเทนเนสซี่ ระหว่างทางมีจุดให้หยุดชมวิวเทือกเขาสวยๆอยู่หลายจุด

Traffic came to a standstill about the last half mile or so. It took us about half an hour to make our way into the very crowded parking lot. We were very lucky to have snagged one of the last available spots before having to go back down the hill. Many cars weren’t as lucky.

ก่อนถึงซักประมาณครึ่งไมล์ได้ การจราจรเริ่มติดขัดแบบแทบจะไม่ขยับเขยื้อน กว่าจะค่อยๆคลานไปถึงลานจอดรถบนยอดเขาก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนชั่วโมง 😓 ไปถึงรถเต็มพรึ่บ นึกว่าต้องเลี้ยวลงกลับไปจอดข้างทางเอาแบบที่เห็นคนอื่นเค้าทำกันซะแล้ว แต่ปรากฎว่าเกิดตาดีเจอที่เข้าไปเสียบจอดได้เกือบสุดทางพอดี

This highest point in the Great Smoky Mountains National Park was one of the top tourist spots, hence the big crowd! 😓 We hiked 0.5 mile from the parking lot up to the summit, keeping our masks on the entire time. It was brutal but the view was worth it! 😍

ที่นี่เป็นจุดที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติ Great Smoky Mountains คนเลยตรึมมาก 😓 จอดรถเสร็จยังต้องเดินขึ้นเขาไปอีกครึ่งไมล์กว่าจะไปถึงตัวโดมซึ่งอยู่บนยอดเขา คนแน่นตลอดทางเลยต้องสวมหน้ากากไว้ตลอดเวลา อึดอัดกันเล็กน้อย แต่ขึ้นไปถึงเห็นวิวสวยๆก็หายเหนื่อย 😍

From the dome, we parted ways with my friends who then headed to Gatlinburg to continue on their journey. Joel and I took the same way back through Cherokee to get back to our cabin in Bryson City. When we approached Mountain Farm Museum, we were puzzled by a long line of traffic on both sides of the road. Inching closer, we saw many police officers directing traffic and several onlookers staring and pointing at something. I immediately recalled the sign we saw earlier on our visit, and realized there were dozens of elk scattered all over the field that was completely deserted just hours before!

จากที่นั่นเราเซย์กู๊ดบายกับคุณนายหยกและครอบครัวซึ่งจะไปต่อกันที่เมือง Gatlinburg ส่วนเราสองคนขับรถกลับไปยังบ้านน้อยของเราที่เมือง Bryson City เพื่อพักกันอีกคืนก่อนกลับบ้าน พอขับผ่าน Mountain Farm Museum ที่มากันเมื่อเช้าเจอรถติดยาวเหยียดมาก กำลังงงกันว่ามันติดอะไรทั้งสองฝั่ง เข้าไปใกล้อีกหน่อยเห็นตำรวจยืนโบกรถอยู่ มีคนยืนมุงข้างทางกันเต็มไปหมด สุดท้ายมองไปที่ทุ่งเมื่อเช้าถึงได้เห็นกวางป่ากระจัดกระจายอยู่เต็มทุ่ง เราเลยไปสมทบกลุ่มฝรั่งมุงขอถ่ายรูปมาเก็บไว้เป็นหลักฐานมั่ง 😆

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Group photos courtesy of Yok Jirawan & Pop Panupan. 😇

ภาพหมู่อภินันทนาการจากหยก จิราวรรณและ ป๊อบ ภาณุพันธุ์ 😇

Pandemic Pause: Meetup in the Smokies, Day 1

Trip Date: October 2020

วันที่เดินทาง: ตุลาคม 2563

Back in mid September, my dear friend, who lives in Houston, Texas, decided that she needed a break after 6 long months of sheltering at home with her husband and two teenage kids. She called me up and talked me into meeting up with her in the Smoky Mountains, by the NC-Tennessee border. Even though Joel and I already had another mountain trip booked by then, I happily agreed to make a 5-hour drive to match her 15-hour journey from Texas! 😊

เมื่อประมาณกลางเดือนกันยาปีที่แล้ว คุณนายหยก เพื่อนนักเรียนสมัยมัธยมที่ตอนนี้ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่เมือง Houston รัฐ Texas เกิดอาการเบื่อชีวิตติดบ้าน หลังจากที่กักตัวอยู่กับสามีและลูกวัยทีนสองคนมาหลายเดือน เลยโทรมาชวนไปเจอกันที่ Smoky Mountains ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของรัฐ NC ตรงชายแดนติดกับรัฐ Tennessee จริงๆแล้วเราสองคนจองทริปไปแถวนั้นกันไว้แล้ว แต่เพื่อนอุตส่าห์มาชวน เราจะปฏิเสธไปก็ใช่ที่ ของเราขับรถกันไปแค่ 5 ชั่วโมง เค้าขับกันมาจาก Texas ไกลกว่าหลายเท่า เลยตอบตกลงไปด้วยความเต็มอกเต็มใจ 😊

We left early so we can make stops along the way. We planned for a lunch stop in Hickory, which was exactly at the halfway point to our destination in Bryson City. But before that, a pit stop in a little town called Statesville to check out this cool mural by a Charlotte artist Alex DeLarge (as far as I know, he doesn’t have anything to do with the famous character from the 1970s cult classic Stanley Kubrick film ‘A Clockwork Orange’ 🙄). According to the website Strange Carolinas, where I spotted this from, there was an interesting story behind this particular Prince Mural. Apparently Mr. DeLarge did not obtain the permit required for putting his art here 😬, so local authorities planned to have it painted over, but when Prince fans staged a protest, in the end they just allowed it to stay. 😆

เช้าวันอาทิตย์เราออกจากบ้านกันแต่เช้าตรู่ เผื่อเวลาแวะเที่ยวตามรายทาง ดูแผนที่แล้ววางแผนจะไปกินข้าวกลางวันกันที่เมือง Hickory ซึ่งอยู่ครึ่งทางพอดิบพอดี แต่ก่อนหน้านั้นเราไปแวะกันที่เมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Statesville ซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังในรูปข้างบนไว้ให้ชมกัน งานศิลปะชิ้นนี้เป็นผลงานของจิตรกรจากเมือง Charlotte ชื่อคุณ Alex DeLarge (ชื่อเดียวกับตัวร้ายจากหนังดังของ Stanley Kubrick ยุคปี 1970 เรื่อง ‘A Clockwork Orange’ แต่เท่าที่ทราบไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด 🙄) ทางเวบไซต์ Strange Carolinas ที่ไปเจอมาเล่าให้ฟังไว้ว่าคุณ Alex แกลงมือเพ้นท์รูปนักร้องดังท่านนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ หลังจากที่คุณ​ Prince เสียชีวิตลงเมื่อเดือนเมษายนปี 2016 แต่เกิดไม่ได้ไปขอใบอนุญาตล่วงหน้า 😬 ทางการเลยจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อมาทาสีทับ แต่แฟนเพลงเกิดได้ข่าวเลยกรูกันมาประท้วง สุดท้ายเค้าเลยยอมอนุโลมให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว

Just a few months later, the same artist decided to pull the same trick with a Muhammad Ali mural right across the same parking lot. But that one got removed immediately after 😐, so now there is only a faint residue of the portrait left, but you can still definitely make out the contour of his face on the wall. There are a couple other pieces of work there too – apparently they did get a permit for them! 

อีกไม่กี่เดือนถัดมาเมื่อคุณ Muhammad Ali มาเสียชีวิตลงติดๆกัน คุณ Alex แกคงได้ใจจากคราวก่อน เลยไปลงมือเพ้นท์รูปนักมวยชื่อดังไว้ที่ฝาผนังฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้ขอใบอนุญาตอีกเหมือนเดิม ปรากฎว่าคราวนี้ทางเจ้าหน้าที่ลงมือรวบรัดทาสีทับโดยไม่รีรอ 😐 สรุปแล้วเลยเหลือไว้แค่รอยรูปจางๆอยู่บนฝาไว้ให้เห็นทุกวันนี้ ถ้ามองใกล้ๆจะเห็นเค้าโครงหน้าคุณ Ali ยังเหลืออยู่ลางๆ นอกจากงานศิลปะสองชิ้นที่ว่าแล้ว ในลานจอดรถเดียวกันยังมีงานอื่นไว้ให้ดูกัน เข้าใจว่าเจ้าของคงจัดการขอใบอนุญาตกันเรียบร้อย เพราะยังคงอยู่กันครบ

Our lunch stop at Bubblys, a Korean fusion spot in Hickory. We ate in the car because their limited outdoor seatings were all occupied. 

มื้อกลางวันเราไปแวะกันที่ร้านอาหารเกาหลีชื่อ Bubblys, ในเมือง Hickory ซื้อแล้วเอามานั่งกินกันในรถเพราะที่นั่งกลางแจ้งของเค้าเต็มหมด คุณสามีไม่ได้หยิบซอสโคชูจังติดมือมาให้ตอนไปรับของ เลยค่อนข้างชืดๆไม่มีรสชาติเท่าไหร่ 😝

On the way over, I realized for the first time why they named these mountains the Blue Ridge! 😉

จากนั้นขับรถกันไปต่อตามทาง มาได้หน่อยสังเกตเห็นทิวเขาสีฟ้าสวยอยู่ไรๆ ถึงมานึกได้ว่า อ้อ เค้าตั้งชื่อเทือกเขาไว้ว่า Blue Ridge Mountains ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง 😉

Next stop was at the store Country Time Swings in Maggie Valley to snap a picture of this giant red rocker chair! The store, like many others, was closed due to the pandemic. 😔 The chair itself does not rock, by the way, for safety reason they said. Still a very cool photo op spot nonetheless! 😊

จุดนัดถัดไปเป็นร้านชื่อ Country Time Swings ในเมือง Maggie Valley ซึ่งเค้ามีเก้าอี้โยกขนาดยักษ์สีแดงเด่นตั้งไว้อยู่หน้าร้าน ตัวร้านเองติดป้ายปิดกิจการไว้หน้าประตู คาดว่าคงจะเพราะพิษโควิด 😔 ไหนๆมาแล้วเลยขอปีนขึ้นไปเก็บรูปไว้เป็นหลักฐานซักหน่อย 😊 แต่ขึ้นไปนั่งเก้าอี้แล้วปรากฎว่าไม่โยก เพราะเค้าบอกว่ากลัวจะเป็นอันตรายต่อแขกผู้มาชม 😆

This next one was my favorite of the day! 😍 Mountain Mike’s was also closed, but you can still browse through this very impressive collection of carved wooden artwork lining their front yard. 

อีกร้านถัดมาไม่ไกล อันนี้ชอบมาก 😍 ร้าน Mountain Mike’s นี่ก็ปิดเหมือนกัน แต่มีผลงานไม้แกะสลักเก๋ๆหลายชิ้นตั้งวางอยู่เต็มลานหน้าร้านไว้ให้ถ่ายรูปกันได้ตามอัธยาศัย

The Death Statue at Soco Cycles! 😳

หุ่นไม้ Death Statue ที่หน้าร้าน Soco Cycles 😳 นี่ก็ปิดอีกเช่นกัน

The only destination on my list that day that was opened for business was Soco Crafts, where a big sign out front boasts that this is the ‘Most Photographed View In The Smokies’. 🤔 We paid the 50 cent fee each to walk up this tower next door to get a glimpse of the bragged upon view… And it was pretty impressive. 🙄 I’m not sure if it lived up to the advertisement, but it was definitely well worth the tiny pittance they asked for it!

วันนั้นมีเปิดรับแขกอยู่ร้านเดียวก็คือร้าน Soco Crafts เค้ามีป้ายลูกศรยักษ์โฆษณาไว้ว่าที่นี่เป็น “วิวที่คนมาแวะถ่ายรูปกันเยอะที่สุดในเทือกเขา Smokies” 🤔 เลยต้องยอมจ่ายค่าผ่านประตูคนละ 50 ตังค์ เพื่อปีนขึ้นหอไปพิสูจน์ความงามกันดู ขึ้นไปถึงก็… เออ สวยใช้ได้อยู่ 🙄 ไม่แน่ใจว่าจะอลังการเท่าที่เค้าอวดรึเปล่า แต่ที่แน่ๆคือคุ้มค่าเงิน 50 ตังค์ที่จ่ายไปอย่างแน่นอน 😂

Shortly after, we came upon the tiny parking lot for Soco Falls. It was very easy to miss if you weren’t looking for it. A short walk led us to these spectacular multi-tier waterfalls. The leaves were just starting to turn there, making it even more beautiful than any regular average-day waterfalls! 😍

ขับเลยไปอีกหน่อยจะเจอที่จอดรถเล็กๆสำหรับน้ำตก Soco Falls แอบอยู่ที่ทางโค้งทางด้านซ้ายมือ ถ้าไม่สังเกตอาจจะขับเลยได้ง่ายๆอย่างคุณสามีเรา 😆 จอดเสร็จเดินตามทางไปไม่ถึงห้านาทีก็จะเจอน้ำตกสวยงามหลายชั้นอย่างที่เห็น ใบไม้ที่นั่นกำลังเริ่มจะเปลี่ยนสีนิดๆ เลยยิ่งสวยขึ้นไปกว่าปรกติอีกเท่าตัว 😍

Last but not least, another roadside gem courtesy of Strange Carolinas! This long abandoned roadside motel on Highway US 19 in Whittier is one of the most disturbing sights 😨 I have ever seen. It’s hard to imagine how they decided to build the motel around these trees in the first place, and why they thought it would be a good idea…🤨

ท้ายที่สุดด้วยอภินันทนาการอีกอันจากเวบไซต์ Strange Carolinas ทัวร์กระยาจกของเราวันนั้นเลยได้ไปจบกันที่โรงแรมร้างเล็กๆแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนไฮเวย์สาย 19 ในเมือง Whittier คือเป็นอะไรที่ดูแล้วหลอนมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าถึงตัดสินใจมาสร้างโรงแรมล้อมรอบต้นใม้ใหญ่เหล่านี้ แล้วก่อนสร้างไม่คิดกันหรือว่าต้นไม้มันจะต้องเติบโต…🤨

We checked in to Erica’s Dream, our cozy little cabin in Bryson City before meeting up with my friend and her family for dinner in town.

ในที่สุดก็มากันถึงบ้านน้อยบนภูเขาที่ตั้งชื่อเก๋ไก๋ไว้ว่า Erica’s Dream แวะมาเอาของลงกันก่อนบึ่งไปเจอเพื่อนสาวและครอบครัวในตัวเมือง Bryson City

Joel got a free beer at Mountain Layers Brewing Company, paid forward by a kind stranger. We enjoyed the colorful dusk sky of this tiny mountain town from their rooftop section while we waited for our dinner reservation at The Bistro at Everett Hotel, just across the river. It was great catching up with old friends, even in the middle of the pandemic!

ระหว่างรอโต๊ะอาหารเย็นที่จองไว้ เราไปแวะดื่มเบียร์เย็นๆกันที่ร้าน Mountain Layers Brewing Company คุณสามีควักกระเป๋าออกมาจะจ่ายตังค์ ปรากฏน้องแคชเชียร์บอกว่าไม่ต้อง มีคนจ่ายให้แล้ว คือลูกค้าคนก่อนใจดีจ่ายตังค์ล่วงหน้าไว้ให้ลูกค้าคนถัดไป สรุปคืนนั้นเลยได้ขึ้นไปนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกบนดาดฟ้าพลางจิบเบียร์ฟรี ก่อนจะไปทานอาหารเย็นกันที่ร้าน The Bistro at Everett Hotel ถึงแม้ว่าจะต้องนั่งกันห่างๆ และตะโกนคุยกันบ้างด้วยความระมัดระวัง แต่เราก็ยังดีใจที่ได้เจอเพื่อน 😊

After that we went back to the cabin and relaxed in the hot tub with a glass of wine, after the long day. To make it even more special, we had this barred owl to keep us company while we were out there! 😍 After that, a quick shower and a warm relaxing night in front of the roaring fire!

กินข้าวเสร็จเรากลับเคบินไปนั่งจิบไวน์แช่ในอ่างน้ำร้อนกัน นั่งๆอยู่เหลือบไปเห็นเจ้านกฮูกตาโตมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ๆเป็นเพื่อน 😍 แช่กันจนเปื่อยถึงได้เข้าไปอาบน้ำแล้วออกมานั่งผิงไฟกันหน้าทีวี

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Wild Horses on Shackleford Banks

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The last but arguably most epic thing we did before returning home from the beach was a visit to Shackleford Banks to catch a sight of the infamous wild horses that live there on this otherwise uninhabited island. This island was first discovered by John Shackleford in 1713, and used to be home to the Shackleford family, and later several hundred other residents until the frequent hurricanes persuaded them to all move back inland. The population tally was down to 0 by the early 1900s. Since then, it has become part of the Cape Lookout National Seashore area.

กิจกรรมสุดท้ายของทริปชายทะเลเที่ยวนี้คือการไปตามล่าหาม้าป่าบนเกาะ Shackleford Banks เกาะร้างแห่งนี้ถูกค้นพบโดยคุณ​ John Shackleford ซึ่งมาตั้งหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่กับครอบครัวตั้งแต่ปีค.ศ.1713 หลังจากนั้นมีเพื่อนบ้านตามาสบทบอีกหลายร้อยราย จนกระทั่งต่างคนต่างทนพิษพายุเฮอริเคนไม่ไหว เลยย้ายหนีกลับแผ่นดินใหญ่กันไปหมด ทิ้งที่นี่ไว้ให้เป็นเกาะร้างตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันเกาะแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Cape Lookout National Seashore

We woke up early to catch the very first ferry out with Island Express Ferry Service in Beaufort. Not only did we want to beat the crowd, but we were also hoping to beat the heat from the sun 🥵, knowing that there was not going to be much shade on the island. And just for the record, I do know how to properly wear a face mask – the reason why my nose was showing in the picture above was entirely because of the strong ocean wind! 😝

วันนั้นตื่นกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ไปขึ้นเรือรอบแรกของ Island Express Ferry Service ออกจากท่าที่เมือง Beaufort เพราะกลัวว่าถ้าไปสายเดี๋ยวคนจะเยอะ แถมแดดจะแรง 🥵 อีกด้วย เพราะรู้มาว่าเกาะนี้หาที่ร่มหลบแดดยากมาก ขอออกตัวว่าในภาพข้างบนที่หน้ากากอนามัยหล่นมาอยู่ใต้จมูกก็เพราะว่าลมทะเลพัดแรง ตีซะหน้ากากเกือบหลุด ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าใส่อย่างบางคนเค้าทำกัน 😝

Our first glimpse of the island from the ferry.

อีกนิดเดียวจะถูกปล่อยเกาะแล้ว

It was only a short 15 minute ride from Beaufort, but felt like an entirely different planet when we disembarked! We had only a handful of fellow travelers on the way out with us that day. The captain kindly gave some tips on where to find the horses and seashells. For some reason everybody else went towards the western shore where she said the seashells were abound. We were the only people heading inland in search of the horses.

เกาะนี้อยู่ไม่ไกลจากฝั่ง นั่งเรือมาแค่ 15 นาทีก็ถึง แต่บรรยากาศห่างไกลกันลิบลับ เช้าวันนั้นที่ไปมีเพื่อนร่วมเดินทางแค่ไม่กี่ราย คุณกัปตันอุตส่าห์บอกเคล็ดลับสำหรับทั้งคนอยากมาดูม้าและคนมาเดินหาเปลือกหอย พอลงจากเรือคนอื่นเดินไปชายฝั่งด้านตะวันตกไปชมเปลือกหอยกันหมด มีแค่เราสองคนเดินไปอีกทางไปส่องหาม้าป่า

The flora and fauna of Shackleford.

พืชพรรณและสัตว์ป่าบนเกาะ Shackleford

We spent about an hour walking around one end of the island. The first half was pretty rough. The intense morning sun was beating down on our backs. We went up sand dunes after sand dunes, with no horses in sight. And, just when I was about to give up, we found our first group of horses! 😍

เราเดินด้อมๆมองๆกันอยู่ชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ ครึ่งชั่วโมงแรกส่องแล้วส่องอีกไม่เห็นเจอม้าซักตัว ถึงจะยังเช้าแต่แดดก็เปรี้ยงเหลือเกิน เดินขึ้นลงเนินทรายอยู่หลายลูกจนเกือบถอดใจ สงสัยว่าจะมาเสียเที่ยว ร่ำๆจะชวนกันกลับ ก็มาเจอะคุณม้าสามตัวนี้เข้าพอดี 😍

From then, they just kept on coming. We’d be rounding a turn and coming up with more, weirdly all of them were in groups of three. In the end, we counted 12 horses in total – pretty impressive in a relatively short amount of time on this 1 x 8 square mile stretch of land! According to the National Park Services, who keeps a close watch on them, there are supposed to be over 100 of them roaming around. These were believed to be descendants of the Spanish mustangs, brought over to these shores by shipwrecks in the late 1500s.

หลังจากนั้นเดินไปอีกก็เจออีก นับไปได้ทั้งหมดสิบสองตัว แปลกตรงที่ว่าเค้ารวมกันเป็นกลุ่มละสามตัว เหมือนมีใครมาแบ่งไว้ 🤔 จริงๆที่เจอนี่ถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะเกาะนี้ทั้งเกาะกว้าง 1 ไมล์ ยาว 8 ไมล์ เราเดินวนกันอยู่แค่ตรงใกล้ๆริมเกาะฝั่งเดียวเท่านั้น เวบไซต์ของอุทยานแห่งชาติบอกไว้ว่าที่เกาะนี้มีม้าป่าอาศัยอยู่ทั้งหมดร้อยกว่าตัว และมีต้นกำเนิดจากบรรพบุรุษเชื้อสายพันธุ์สแปนิชมัสแตง ที่มาถูกปล่อยเกาะไว้ที่นี่ตั้งแต่ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 16 จากเรือผู้อพยพชาวสเปนที่มาอับปางอยู่ใกล้ๆกับฝั่งที่นี่

We called it quits after getting our fair share of free ponies entertainment and realizing that we had circled back to the north side of the beach, not far from where we started off from. We found the only shade in sight to set out our picnic lunch, which happened to be this lone structure just steps from the only restroom on the island. 🙄

หลังจากที่ชมม้าอย่างเพลิดเพลินจนจุใจแล้ว และค้นพบว่าเดินวนกันกลับมาใกล้ๆกับที่ชายฝั่งเดิมที่เราถูกเอามาปล่อยไว้ เลยได้เวลางัดเอาข้าวปลาที่อุตส่าห์หอบติดมาด้วยออกมานั่งกินกัน มองซ้ายมองขวาหาทำเลดูแล้วมาเจอที่หลบแดดอยู่ใต้บ้านไม้เล็กๆหลังนี้ซึ่งอยู่ถัดจากส้วมแห่งเดียวบนเกาะมาไม่กี่ก้าว 🙄

After lunch, we took the next ferry back to Beaufort. This time we were the only passengers on board. 😉

หลังเสร็จจากมื้อกลางวันเราเดินกลับไปขึ้นเรือกลับไปที่ท่าเรือเมือง Beaufort คราวนี้ได้นั่งเป็นเรือส่วนตัว เพราะมีกันอยู่แค่เราสองคนกับคุณกัปตันเท่านั้น 😉

The captain pointed out one last horse grazing on the shore right before we docked back at the pier in Beaufort. Perfect ending to our perfect day at the beach! 😍

ก่อนถึงฝั่งยังอุตส่าห์มีม้ามาแถมให้เห็นอีกหนึ่งตัวยืนเล็มหญ้าอยู่ริมฝั่ง สรุปว่าแฮปปี้ที่คราวนี้มาไม่เสียเที่ยว 😍

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: The Bears of New Bern

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After our beach hike, we drove over to check out the town of New Bern. Not only is this our very first state capital, it is also the second oldest city in North Carolina. This town was established in 1710, by Swiss and German immigrants. ‘Bern’ is apparently an old Germanic word that means ‘bear’ – that’s why there are bear statues and signs everywhere in town!

หลังจากที่เสร็จจากไปเดินป่าริมชายหาด เราขับรถไปเที่ยวต่อกันที่เมือง New Bern เมืองนี้นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของนอร์ทแคโรไลน่าแล้ว ยังเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสองของรัฐอีกด้วย โดยได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1710 หลังจากผู้บุกเบิกชาวสวิสและเยอรมันได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ คำว่า ‘Bern’ นั้นมีที่มาจากภาษาถิ่นเยอรมันซึ่งแปลว่า ‘หมี’ ฉะนั้นเราถึงได้เห็นสัญลักษณ์รูปหมีอยู่ทั่วเมือง

If you drive in via Highway 70, you’ll likely notice these bear signs by Exit 416.

ถ้าขับรถเข้าเมืองจากไฮเวย์สาย 70 จะเห็นป้ายรูปหมีขนาดยักษ์ในรูปอยู่ที่ทางออกหมายเลข 416

Like every other towns we visited on this trip, there weren’t many people around, even on a Sunday afternoon. 😔 A quick stroll through the downtown area took us from one historic structure to another. Overall, a very lovely place! This is also the birthplace of the infamous Pepsi-Cola drink. Oh, and did I mention all the bears? 😆

ถึงแม้จะเป็นบ่ายวันอาทิตย์ แต่เมืองนี้ก็ดูเงียบเหงาไม่ต่างไปจากเมืองอื่นๆที่เราไปแวะชมกันมาในทริปนี้ 😔 ย่านดาวน์ทาวน์มีตึกรามบ้านช่องเก่าแก่สวยงามให้เดินดูกันเพลินๆ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งมีป้ายบอกรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้นร้านขายยาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดของเครื่องดื่มเป๊บซี่ยอดฮิต ที่ขาดไม่ได้คือคอลเลคชั่นหมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลัก ม้านั่ง และโลโก้รูปหมีที่เห็นได้ตามป้ายต่างๆทั่วเมือง 😆

To celebrate the town’s 300th anniversary in 2010, the city commissioned local artists to paint more than 50 life-sized fiberglass bears and installed them all over town for public enjoyment. These are the ones we found from about an hour of walking around the downtown area. The full list can be found in this map.

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 300 ของเมืองนี้เมื่อปีค.ศ.2010 ทางการได้ริเริ่มโปรแกรมให้ศิลปินท้องถิ่นมาเพ้นท์รูปจำลองหมีขนาดเท่าตัวจริงซึ่งทำจากไฟเบอร์กลาสจำนวนกว่า 50 ตัว เพื่อไปตั้งไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมตามจุดต่างๆทั่วเมือง ที่เห็นในรูปข้างบนนี่คือหมีที่เราเดินผ่านไปเจอมาในละแวกดาวน์ทาวน์ ถ้าอยากเห็นให้ครบทุกตัวเค้ามีแผนที่ไว้ให้ไปเก็บดูได้ตามสะดวก

The highlight of this particular tour for me, was Cedar Grove Cemetery. It was a beautiful space near the edge of town close to Neuse River. The grand entrance on Queen Street features a triple-arched gateway known as ‘The Weeping Arch’ following the legend where people witnessed liquid droplets that inexplicably materialized whenever a funeral procession passed through. Notable graves include those of several local congressmen, artists, and authors, but the most famous of all was none other than the Pepsi inventor Caleb Bradham‘s.

ไฮไลท์ของทัวร์วันนั้นสำหรับเราก็คือสุสาน Cedar Grove ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฝั่งแม่น้ำ Neuse River ทางเข้าหลักบนถนน Queen Street เป็นประตูโค้งสามชั้นซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘The Weeping Arch’ หรือ ‘ประตูโค้งร่ำไห้’ โดยได้สมญานามมาจากคำร่ำลือที่ว่า เวลามีขบวนงานศพเคลื่อนตัวลอดผ่านครั้งใดก็ตาม จะมีหยดน้ำรูปร่างคล้ายหยาดน้ำตาปรากฎให้เห็นทุกครั้ง ราวกับว่าใครกำลังร่ำไห้เสียใจกับการจากไปของสมาชิกรายใหม่ที่ย้ายเข้ามาสู่สุสานแห่งนี้ ที่นี่มีหลุมศพของคนสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญต่างๆทางการเมือง ศิลปิน นักเขียน แต่ที่โด่งดังที่สุดก็คือหลุมศพของคุณ Caleb Bradham ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเครื่องดื่มเป๊บซี่ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Travel Diary: Autumn in Indy

Trip Date: October 2019

วันที่เดินทาง: ตุลาคม 2562

I had a mini reunion with a couple of old friends from middle school back in October of last year. We decided to meet up in Indiana for a weekend getaway, hoping to see some beautiful autumn colors. We had tons of sightseeing planned in a few small towns near Indianapolis, but ended up actually making it to only a few places because of the rain! 😔

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนที่โลกทั้งใบจะถูกเกาะกุมด้วยสถานการณ์โรคระบาดแห่งรอบศตวรรษ เราได้มีโอกาสไปร่วมรายการคืนสู่เหย้ากับเพื่อนเก่าสมัยมัธยม ตกลงไปเจอกันที่รัฐอินเดียน่าเพราะหวังว่าจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่นั่น ก่อนไปตระเตรียมแผนการท่องเที่ยวไว้ยาวเหยียด กะไว้ว่าจะไปตะลุยเที่ยวเมืองเล็กๆใกล้ๆกับเมือง Indianapolis แต่ปรากฎว่าเอาเข้าจริงฝนตก เที่ยวได้อยู่แค่ไม่กี่ที่ 😔

We arrived in this cute little town called Nashville at dusk, after spending the entire rainy day at an outlet nearby. It was such a picturesque place, full of adorable shops, specialty stores and art galleries. Too bad we did not have more time to walk around and explore!

เราไปถึงเมืองน่ารักแห่งนี้ที่มีชื่อว่าเมือง Nashville ก่อนใกล้ค่ำ หลังจากที่ฝนตกกระหน่ำมาเกือบครึ่งค่อนวัน เลยต้องไปช๊อปปิ้งฆ่าเวลากันที่ outlet ใกล้ๆ เสียดายที่เดินได้ไม่นานก็ค่ำ เมืองนี้มีร้านรวงหน้าตาดีอยู่หลายแห่ง ล้วนแล้วแต่ตกแต่งกันซะเก๋ไก๋เข้ากับบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิ