Travel Diary: Winston-Salem Arts

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

This is the last post on my Winston-Salem series, where I’d like to showcase several eye candies from all around town. Before this trip, I never realized that Winston-Salem has such a vibrant arts scene or that it is recognized as the City of Arts and Innovation. There are artworks to be explored literally everywhere in town!

นี่เป็นตอนสุดท้ายของซีรี่ส์นำเที่ยวเมือง Winston-Salem ซึ่งเราจะพาไปชมของสวยๆงามๆรอบเมือง ก่อนไปไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองนี้เป็นสวรรค์ของคนรักศิลปะแท้ๆ แถมยังได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งศิลปะและนวัตกรรม ไปที่ไหนก็มีผลงานศิลปะให้ชมไม่ขาดสาย

Starting off with what the locals call ARTivity on the Green, which is located right by Trade Street. This is Winston-Salem’s very first public park. It is packed full with colorful murals. Right in the middle is the bright red sculpture in the shape of stacks with different heights. These were said to signify the city’s past industrial background.

เริ่มต้นกันที่จุดเด่นใจกลางเมืองที่มีชื่อว่า ARTivity on the Green บนถนน Trade Street ที่นี่เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของเมือง Winston-Salem นอกจากจะมีสตรีทอาร์ตสีสวยให้ชมกันอยู่รายรอบแล้ว ตรงกลางสวนยังมีผลงานประติมากรรมสีแดงสะดุดตาเป็นท่อเหล็กสูงต่ำต่างระดับที่ทำไว้เพื่อตั้งใจสื่อถึงภูมิหลังทางอุตสาหกรรมของเมืองนี้

Nearby on Trade Street, more street arts can be found in abundance, within just a few blocks of one another!

ถัดมาบนถนน Trade Street มีผนังหลากสีหลายลายให้ดูไม่ซ้ำกัน ยังไม่นับผลงานประดับยอดตึกเก๋ๆอีกหลายชิ้น

This one was right across from Benton Convention Center.

ตรงข้าม Benton Convention Center

And this one was by the parking spots at Slappy’s Chicken.

ที่จอดรถร้าน Slappy’s Chicken

Beautiful lamp post, right by Cardinal Hotel.

เสาไฟฟ้าเยื้องๆกับโรงแรม Cardinal

This one was near Winston Tower.

ใกล้ Winston Tower

And these were right outside the lot downtown where we parked, just around the corner from Trade Street.

หน้าลานจอดรถที่เราไปจอดกันในดาวทาวน์ ใกล้ๆถนน Trade Street

At Fiddlin’ Fish Brewing Company…

ที่โรงเบียร์ Fiddlin’ Fish Brewing Company

At Wise Man Brewing.

อีกโรงเบียร์ Wise Man Brewing

Now, moving on to what I consider the highlight of this post: Art-o-mats! I had never heard of them before I started doing research for this trip. Winston-Salem used to be one of the biggest tobacco producers in the country. As a result, there used to be these cigarette vending machines everywhere in town. When smoking started to become a thing of the past, these machines were decommissioned and they just sat around collecting dust, until a local artist came up with this genius idea to turn them into arts dispensing machines! We went to Delurk Gallery, the studio where Clark Whittington produces his unique pieces that are now displayed all over the world.

ไฮไลท์ของโพสต์นี้คงหนีไม่พ้นเจ้าเครื่องที่เค้าเรียกกันว่า Art-o-mats ซี่งเราเองเพิ่งมาทำความรู้จักกับมันเป็นครั้งแรกก็ตอนที่ไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ก่อนที่จะมาเที่ยวกันนี่แหละ เมื่อก่อนเมือง Winston-Salem เคยเป็นผู้ผลิตยาสูบรายใหญ่ของประเทศ ก็เลยมีเครื่องจำหน่ายบุหรี่อัตโนมัติตั้งไว้คอยบริการประชาชนอยู่ทั่วเมือง ต่อมาเมื่อมีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ เจ้าเครื่องเหล่านี้เลยถูกแบน และถูกย้ายไปเก็บฝุ่นในห้องเก็บของแทน จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งมีศิลปินหัวใสเกิดไอเดียที่จะนำไอ้เครื่องเนี่ยมาแปลงร่างเป็นตู้จำหน่ายผลงานศิลปะอัตโนมัติขึ้นมา เราแวะไปที่ Delurk Gallery ซึ่งเป็นสตูดิโอที่คุณ Clark Whittington ศิลปินที่ว่าเค้าใช้เป็นที่ทำการแปลงโฉมตู้พวกนี้และส่งไปติดตั้งยังจุดต่างๆทั่วโลก

We did a mini art-o-mat hunt while in Winston-Salem. My favorite was the one at a/perture Cinema, pictured above!

คราวนี้เราเลยได้โอกาสไปตามล่าหาเครื่อง art-o-mat ตามสถานที่ต่างๆทั่วเมือง อันโปรดของเราก็คืออันในรูปข้างบน ซึ่งไปเจอตั้งอยู่ที่โรงหนัง a/perture

We saw these at Camino Bakery, the dark-colored one at the Brookstown location, and the blue one at the downtown location.

สองเครื่องนี้ตั้งอยู่ในร้าน Camino Bakery อันสีเข้มอยู่ที่สาขา Brookstown ส่วนอันสีอ่อนอยู่ที่สาขาดาวทาวน์

This one was in the lobby of Hotel Indigo.

อันนี้ตั้งอยู่ที่ล๊อบบี้โรงแรม Indigo

The first one above was a surprise find, right outside our room at Wherehouse Art Hotel! And the other one was inside Krankies, the coffee shop downstairs!

รูปแรกข้างบนนี้ไปเจอะเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าตั้งอยู่หน้าห้องพักของเราที่โรงแรม Wherehouse Art ส่วนอีกอันนั่นอยู่ในร้านกาแฟ Krankies ชั้นล่างตึกเดียวกัน

This one was inside Mary’s Diner, on Trade Street.

อันนี้อยู่ในร้านอาหาร Mary’s Diner บนถนน Trade Street

And this one was inside Wise Man Brewing.

ในโรงเบียร์ Wise Man Brewing

This one was at Benton Center, where we attended the Big Sip Festival. We actually ended up purchasing this original piece of artwork in the picture and brought it home with us as a souvenir! It was a painting by David Philips Hodge, which reminds us of the California sea and dessert. 😊

ส่วนอันสุดท้ายนี้ไปเจอที่ศูนย์ประชุม Benton Center ที่เราไปร่วมงาน Big Sip Festival กัน เราไปเจอผลงานศิลปะที่ถูกใจจากศิลปินชื่อคุณ David Philips Hodge เลยได้อุดหนุนกลับบ้านมาเป็นที่ระลึกหนึ่งชิ้น ตามที่เห็นในรูป 😊

Last but not least, since I happened to snap this picture during our trip to Winston-Salem… I’d like to offer it as a tribute to the ongoing countrywide protests for social & racial injustice. Here’s to the hope that since justice did prevail then, it would do so now!

ก่อนจบขอถือโอกาสลงรูปที่เผอิญไปถ่ายติดมาจากเมือง Winston-Salem เที่ยวนี้ อยากอุทิศให้แก่ขบวนการประท้วงต่อต้านความอยุติธรรมทางสีผิวที่มีมาอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศตั้งแต่สิ้นเดือนก่อน หวังว่าคราวนี้จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับในประวัติศาสตร์ตามป้าย ซึ่งตั้งไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชัยชนะจากการชุมนุมประท้วงเมื่อปีค.ศ. 1960 ที่นำโดยคุณ Carl Wesley Matthews เพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในร้านอาหารที่เมือง Winston-Salem นี้ จนในที่สุดหลังจากที่ประท้วงกันอยู่นานถึง 107 วัน คุณ Matthews กลายเป็นคนผิวสีรายแรกที่ได้รับการเสิร์ฟอาหารร่วมกับคนขาวบนเคาน์เตอร์เดียวกันเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมปีค.ศ. 1960

Travel Diary: Winston-Salem Sees

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

Welcome back to the third installment of my Winston-Salem series. This one features different places we deem worth seeing around town. The last time I came here, the only one tourist spot I knew of (and hence the only thing my friends and I ended up seeing during that trip) was the infamous Old Salem historic district. It turns out this beautiful old town has a lot more to offer that just that!

ขอต้อนรับกลับมาสู่ตอนที่สามของซีรี่ส์นำเที่ยวเมือง Winston-Salem ซึ่งรอบนี้จะพาไปชมสถานที่น่าเที่ยวต่างๆของเมืองเก่าแก่แห่งนี้ เมื่อคราวที่แล้วที่มาที่นี่รู้จักอยู่แค่ที่เด่นดังที่เดียวก็คือเมืองเก่า Old Salem เลยได้เห็นกันแค่นั้น พอมาสืบเสาะเอาจริงจังถึงได้รู้ว่าเมืองนี้ยังมีของดีให้ดูอีกเยอะแยะ

First up was a cool relic in the form of a seashell. 😆 We checked out the last Shell Oil Clamshell station in town, located in a quiet residential neighborhood at the corner of Sprague and Peachtree Streets. It’s obviously been a long time since it has gone out of business but the location was pretty well preserved. The two tall pumps still sit out front and the clamshell structure houses a little store whose front door and windows offer you a peek inside to get a glimpse of how business might be conducted back then.

ก่อนอื่นเราไปแวะชมโบราณสถานรูปเปลือกหอยสีแสบตา 😆 นี่คือปั๊มเชลล์รุ่นบุกเบิก ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นที่สี่แยกมุมถนน Sprague และ Peachtree ตัวปั๊มนั้นปิดให้บริการไปนานแล้ว แต่เค้าบูรณะไว้อย่างดี ปั๊มสีเหลืองแดงสองอันตั้งตระหง่านอยู่หน้าตัวร้านที่แอบมองทางประตูด้านหน้าหรือกระจกหน้าต่างด้านข้างเข้าไปเห็นได้ว่าสภาพเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นยังไง

From there we headed over to UNCSA – University of North Carolina School of the Arts campus. I admit this is a rather odd destination, but it was a beautiful place, very fitting for its purpose. The best part was how deserted it was on a late Friday afternoon. I enjoyed spending time walking around admiring this section in the middle where they have a miniature movie studio. My favorite was the sign Joel spotted above, right next to a large green dumpster! 😂

ต่อไปเป็น UNCSA – University of North Carolina School of the Arts มหาวิทยาลัยศิลป์ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งดูเผินๆไม่น่าจะมานับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ แต่เผอิญไปรู้มาว่าเค้ามีโรงถ่ายหนังขนาดย่อมๆตั้งอยู่ในนั้น เราเลยเข้าไปลองเดินเที่ยวกันดู วันนั้นที่ไปเป็นบ่ายวันศุกร์ คนแทบจะไม่มีให้เห็นซักคน เลยได้ถ่ายรูปกันอย่างสบายๆ มีช่วงตึกสั้นๆที่เค้าเอามาจัดตกแต่งไว้ได้บรรยากาศประมาณหนังฮอลลีวู๊ดเก่าๆ เพิ่งจะรู้ว่าที่นี่เป็นโรงเรียนสอนการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับต้นๆของประเทศเลยทีเดียว คุณสามีตาดีแอบไปเห็นป้ายนี้ที่เค้าติดไว้ตรงถังขยะอันโตข้างโรงเก็บของด้านหลังที่เขียนว่า ถังใบนี้สงวนไว้สำหรับของวิเศษเหลือใช้จากการถ่ายทำภาพยนตร์โดยเฉพาะ 😂

We headed to the Stevens Center downtown, which is UNCSA’s largest performance venue, hoping to check out its majestic interior. Unfortunately, we found out it was closed to public when we got there, so I could only get pictures of the building from the outside. 😔

จากนั้นเราตรงไปที่ Stevens Center ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ที่นี่เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดของ UNCSA ได้ยินมาว่าข้างในสวยมาก เลยตั้งใจจะเข้าไปดู ปรากฎว่าไปถึงเค้าปิดไม่ให้คนเข้าเพราะไม่มีการแสดง เลยอดกันไปตามระเบียบ ถ่ายรูปมาฝากได้แค่ตัวตีกด้านนอกเท่านั้น 😔

We took a mini coffee break at the Camino Bakery in Brookstown, and spotted this cool looking guitar store nearby. Not far from it was the Winston-Salem visitor center, housed in the old cotton mill building.

ห่างไปอีกนิดเป็นย่านที่มีชื่อว่า Brookstown เราไปแวะจิบกาแฟเติมพลังกันที่ร้าน Camino Bakery ซึ่งตัวตึกด้านนอกแต่งไว้น่าสะดุดตาเป็นอิฐทาสีดำตัดกับตัวตึกสีอิฐด้านหลัง ร้านข้างๆเป็นร้านขายกีต้าร์ ป้ายหน้าร้านของเค้าก็เก๋ไก๋ไม่แพ้กัน เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของเมืองนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในตึกที่เคยเป็นโรงงานฝ้ายเก่า ด้านในยังมีปล่องไฟหลงเหลือไว้ให้เห็นเป็นหลักฐาน

About 15 minutes drive from town is the Bethabara Historic District which was an old Moravian settlement that came before Old Salem. There were only a few buildings left to be seen, including an old church, dye shop, distillery, and community garden. All were well-preserved to reflect the lives of the old settlers from hundreds of years ago.

จากตัวเมืองขับรถออกไปประมาณ 15 นาทีเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีชื่อว่า Bethabara ที่นี่เป็นที่ๆชาวโมราเวียรุ่นแรกๆอพยพมาตั้งรกราก ก่อนที่จะย้ายไปยังเมืองเก่าที่ Old Salem ถึงเค้าจะอนุรักษ์ไว้อย่างดี แต่ก็มีแค่ไม่กี่ตึกเหลือไว้ให้เห็น มีโบสถ์เก่าแก่ ร้านย้อมผ้า โรงกลั่นสุรา และสวนสหกรณ์ชุมชน พอจะให้เห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่จากเมื่อหลายร้อยปีก่อน

Last stop of the day was Quarry Park, which offers a wonderful view of the downtown skyline. We arrived there just after sunset, which made the already stunning vista even better! It didn’t hurt that we were pretty much the only people there! 😊

เราไปจบรายการทัวร์วันแรกกันที่ Quarry Park จากที่นี่ท่านสามารถมองเห็นวิวตึกสูงในดาวน์ทาวน์ได้อย่างชัดเจน เราไปถึงตอนพระอาทิตย์ตกพอดิบพอดี แสงกำลังสวยจับตา แถมคนก็ไม่มี เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง 😊

We spent the next morning exploring the infamous Old Salem. There was a fee if you want to get inside some of the buildings on the ground. We didn’t have a lot of time, so we were just planning on checking out the buildings from the outside, which apparently you can do for free. It was actually a little sad there weren’t more people there. 😢 I heard that their flagship restaurant, The Tavern (pictured above), which supposedly served really great food, just closed down this past December due to lack of business. But management did announce they plan to have a new business open there by next Christmas. Unfortunately, with the current ongoing quarantine situation, that may no longer be the case. 😔

เช้าวันรุ่งขึ้นเราไปแวะที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังประจำเมืองที่เรียกกันว่า Old Salem เค้าเก็บค่าผ่านประตูสำหรับเข้าชมด้านในตัวตึก แต่เรามีเวลาน้อย เลยตั้งใจไปเดินดูกันแค่ด้านนอก ซึ่งเปิดให้ชมฟรีไม่ต้องเสียตังค์ ไปถึงแทบจะไม่มีคนเลยทั้งๆที่เป็นวันเสาร์ ดูแล้วบรรยากาศน่าเศร้าเล็กน้อย 😢 ก่อนไปอ่านเจอว่า The Tavern ร้านอาหารประจำชื่อดังของที่นี่ (ในรูปด้านบน) เพิ่งจะประกาศปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้วหลังจากเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1972 ทีมผู้บริหารบอกว่าขอปิดปรับปรุงและมีแผนจะเปิดให้บริการอีกครั้งก่อนวันคริสมาสต์ปลายปีนี้ แต่มาเจอพิษโควิดเข้าอย่างนี้จะได้เปิดกันรึเปล่าก็ไม่รู้ 😔

This marker for an old well was right in front of the Old Salem visitor center.

ป้ายบอกตำแหน่งบ่อน้ำเก่าหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของ Old Salem

This beautiful wooden bridge connects the visitor center and the parking lot across the street with the main streets of Old Salem.

สะพานไม้อันนี้เชื่อมต่อระหว่างตึกที่ขายตั๋วและลานจอดรถกับถนนหลักของ Old Salem

This is a living history museum that replicates the lives of early Moravian settlement from the 1700s. The buildings here were restored to reflect their old shining glory, 70% of which were original.

ที่นี่เค้าจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จำลองการใช้ชีวิตของชาวโมราเวียรุ่นแรกๆที่มาปักหลักตั้งถิ่นฐานที่เมืองนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ตัวตึกประมาณ 70% เป็นของดั้งเดิมที่ได้รับการบูรณะเป็นอย่างดี

This little plaque in the heart of town commemorates the very first official celebration of our Independence Day, on July 4, 1783. It was placed there on July 4th, 1966, on the 200th anniversary of the establishment of the city of Winston-Salem.

แผ่นโลหะอันนี้ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสาธารณะใจกลางเมืองเป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงการเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาครั้งแรกในวันที่ 4 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1783 แต่กว่าจะได้นำมาติดตั้งก็ปาเข้าไปตั้งวันที่ 4 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1966 เนื่องในวโรกาสครบรอบ 200 ปีแห่งการก่อตั้งเมือง Winston-Salem

Beautiful architecture can be seen everywhere around this old part of town. Some of my favorites include the statues of these three ominous-looking creatures, this prominent-looking door on one of the mansions, and these uniquely-shaped banister tips.

ถ้าสังเกตดูดีๆที่นี่มีของแปลกๆให้เห็นเยอะแยะ อันที่ถูกใจเราที่สุดเห็นจะเป็นรูปปั้นสามทหารเสือชุดนี้ รองลงมาก็คือประตูไม้ลายสวยหน้าคฤหาสน์ที่เห็น และราวบันไดหน้าตึกที่ตรงปลายโค้งเป็นเกลียวดูแปลกตา

We stopped by C. Winkler Bakery to sample some of their freshly baked goodies. This was one of the few places on the premise that you can enter without tickets. Unfortunately, we were not very impressed with anything we got from here. 😬

เราไปแวะชิมขนมอบใหม่ๆจากร้านเบเกอรี่ C. Winkler ที่นี่เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่แห่งที่เราสามารถเข้าไปชมด้านในได้โดยไม่ต้องมีตั๋ว แต่ขอบอกว่าซื้อของเค้ามาลองหลายอย่าง กินแล้วไม่อร่อยซักอย่าง 😬

My most favorite section of Old Salem was the Salem Moravian God’s Acre, the cemetery located at the north end of the property. Those of you who know me well will remember my strange obsession with old graveyards, so this should hardly come as a surprise! 😊 Lush green grass interspersed with orderly white headstones create a beautiful landscape against the bright blue sky backdrop, giving the sense of humble serenity one can experience while walking around this peaceful forever resting place. The departed were buried chronologically according to the time they were laid to rest. Men, women, and children were separated into different sections. The children one was the most heartbreaking to see…

เดินเที่ยว Old Salem จนทั่ว ถ้าถามว่าชอบที่ไหนที่สุด คงต้องตอบว่าสุสาน God’s Acre ซึ่งตั้งอยู่ที่สุดปลายด้านเหนือใครๆที่รู้จักเราดีจะรู้กันว่าเราเป็นคนชอบไปเดินเที่ยวสุสาน 😊 ยิ่งเก่ายิ่งแก่ยิ่งชอบ จริงๆแล้วที่นี่เค้าจัดไว้เรียบง่าย ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ดูรวมๆแล้วป้ายหลุมฝังศพสีขาวเรียงเป็นระเบียบตัดกับหญ้าสีเขียวขจีและท้องฟ้าสีสดก่อความสงบร่มรื่นสบายตา สมแก่การเป็นสถานที่พักพิงแห่งสุดท้ายของชีวิต เค้าแยกฝังเป็นส่วนผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ตามลำดับวันที่เสียชีวิต ส่วนของเด็กๆเห็นแล้วน่าหดหู่มาก มีหลายรายที่ลืมตามาเห็นโลกแล้วก็จากไปในวันเดียวกัน

This Mickey Tin Coffee Pot sits just one street over from the cemetery. Built by the Mickey tinsmith brothers to promote their shop back in 1858, it was quite a site to be seen from the street!

หม้อต้มกาแฟยักษ์ใบนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสุสาน พี่น้องตระกูลมิคกี้ซึ่งเป็นช่างเหล็กสร้างหม้อใบนี้ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1858 เพื่อช่วยโฆษณาโรงเหล็กของพวกเค้า จนทุกวันนี้ยังคงตั้งตระหง่านให้รถที่ขับผ่านเห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวถนน

We drove around to see old buildings in Classical Revival, Colonial Revival, Queen Anne styles, some date back to the 1800s, and others were a more modern interpretation. Most were located within what they call the West End Historic District.

ก่อนกลับเราขับรถวนดูบ้านเก่าๆสไตล์ Classical Revival, Colonial Revival, และ สไตล์ Queen Anne ซึ่งหาดูได้ทั่วเมือง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในย่านประวัติศาสตร์ West End บางแห่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่บางหลังก็เป็นบ้านใหม่ที่สร้างให้ดูเป็นสไตล์ย้อนยุค

Downtown Winston-Salem also houses other historic structures such as this R. J. Reynolds smokestack, right across from Bailey Park, next to the Wake Forest Biotech campus. The glowing red little building in the last picture is the Reynolds Building, which is the inspiration behind the infamous Empire State Building in New York City. Built in 1929 by the same architecture firm, it won the Building of the Year Award that led them to commission the Empire State job a few years later. Rumor has it that the staff of the Empire State send the Reynolds a Father’s Day card every year! 😂

ใจกลางเมือง Winston-Salem ยังมีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ให้เห็นอีกหลายแห่ง เช่น ปล่องไฟของโรงงานยาสูบ R. J. Reynolds ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ Bailey Park ไม่ไกลจากศูนย์ Biotech ของมหาวิทยาลัย Wake Forest ตึกยอดสีแดงที่เห็นในรูปสุดท้ายนั่นคือตึก Reynolds ซึ่งเป็นต้นแบบของตึก Empire State ในนิวยอร์ค ตึกนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1929 (ก่อนหน้าตึก Empire State ไม่กี่ปี) โดยบริษัทสถาปนิกเจ้าเดียวกัน หลังจากที่ได้รับรางวัลตึกยอดเยี่ยมประจำปี บริษัทนี้ถึงได้รับการว่าจ้างให้ไปสร้างตึก Empire State ซึ่งขึ้นชื่อโด่งดังกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนิวยอร์คในเวลาต่อมา เค้าว่ากันว่าพนักงานประจำตึก Empire State ส่งการ์ดอวยพรวันพ่อมาให้กับพนักงานประจำตึก Reynolds เป็นประจำทุกปี 😂

Travel Diary: Winston-Salem Eats

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

This is my second post in the Winston-Salem series, featuring our gastronomic journey through this beautiful old town. One of the main reasons we picked Winston-Salem as our destination was because of the Big Sip Festival. This is an annual event, where local venues gather to showcase their craft beverage offerings. We were lucky that this took place right at the very end of February. Had it been scheduled just a few weeks later, it would surely have been canceled, like all other events around town, because of coronavirus!

นี่เป็นโพสต์ลำดับที่สองของซีรี่ส์นำเที่ยวเมือง Winston-Salem ซึ่งเราจะพาไปชิมของอร่อยๆที่ได้มีโอกาสไปลิ้มลองกันมาในเมืองเก่าแก่แห่งนี้ ที่เราเลือกมาที่นี่นั้นมีต้นสายปลายเหตุมาจากที่คุณสามีไปอ่านเจอว่าเค้ากำลังจะจัดเทศกาลที่มีชื่อว่า Big Sip Festival ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่เหล่าบรรดาผู้ประกอบกิจการค้าเครื่องดื่มท้องถิ่นแถบนี้มารวมตัวกันเพื่อนำเสนอสินค้าตัวใหม่สู่ผู้บริโภคอย่างเราๆ โชคดีที่ว่างานนี้จัดขึ้นตอนปลายเดือนกุมภา ถ้าเลทไปอีกไม่กี่อาทิตย์คงจะได้ถูกแคนเซิลกันตามระเบียบ ด้วยอภินันทนาการจากพิษโควิด-19

The event took place at Benton Convention Center, right in the heart of downtown. We opted for the earlier admission round at 1 pm, hoping to avoid the crowd, which turned out to be a good call. We waited about 20 minutes in line before it was our turn to get in.

งานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุม Benton Convention Center ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เค้ามีรอบให้เข้าชมสองรอบ เราเลือกรอบเช้าบ่ายโมง ด้วยความหวังว่าคนคงจะยังไม่เยอะนัก ไปถึงคนก็ไม่เยอะจริงๆ เข้าแถวรออยู่ประมาณซักยี่สิบนาทีก็ได้เดินเข้างาน

There was a decent number of people but I wouldn’t call it too crowded, which was very nice. Some booths were more packed than others, but we didn’t have to wait that long to get samples of anything. There were so many interesting concoctions being offered, and these guy were generous with their pours! 😆 I had to dump some (they have waste buckets everywhere, I imagine for this very purpose) in my attempt not to get too boozy. 😅

คนดูเหมือนจะเยอะ แต่เทียบกับงานประมาณเดียวกันที่เมืองใหญ่ๆอย่างแอลเอแล้วถือว่าคนยังน้อยมาก บางซุ้มคนเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องคอยนาน แต่ละเจ้าแข่งกันนำเสนอของแปลกๆใหม่ๆที่ล้วนแล้วแต่หน้าตาดีไม่แพ้กัน แถมมีตัวอย่างมาให้ชิมกันฟรีแบบไม่มีการขี้เหนียว 😆กรึ๊ปไปกรึ๊บมาต้องคอยเททิ้งไปบ้าง (เค้ามีถังวางอยู่เป็นระยะๆทั่วงานเพื่อการนี้โดยเฉพาะ) เพราะเริ่มจะรู้สึกมึนๆเล็กน้อย 😅ไม่งั้นอาจเมาไม่รู้ตัว

My most favorite drink of the day was this heavenly mixture called the ‘Morning After’ from Cultivated Cocktails Distillery in Asheville. It was coffee liqueur, mixed with salted cocoa nibs, syrup, lavender water, and cream – aka perfection! 😍It was so addictive I went back a couple of times to keep getting more and more. 😊

ชิมมาหมดแล้วแก้วที่ถูกใจที่สุดคือเจ้า ‘Morning After’ จากซุ้มของร้าน Cultivated Cocktails Distillery จากเมือง Asheville เค้าเอาเหล้ากาแฟไปผสมกับเกร็ดโกโก้ น้ำเชื่อม น้ำสกัดจากลาเวนเดอร์ และครีมสด ออกมาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รสชาติกลมกล่อมสมบูรณ์แบบ จิบแล้ววางไม่ลงจริงๆ เราแอบย้อนกลับไปชิมแล้วชิมอีกอยู่หลายรอบจนเค้าจำหน้าได้ 😊

Aside from craft beverages, they also have a mac & cheese cook off at this same event. We sampled all the creative inventions from participating local restaurants. Each has its own flair, from 5 different kinds of cheeses to Mexican style with nacho chip, topped with cracklins, or southern style with pulled pork barbecue – all delicious in their own unique ways!

นอกจากการออกร้านเครื่องดื่มแล้ว เทศกาลนี้ยังรวมไปถึงการประกวดอาหารอเมริกันยอดฮิต – มักกะโรนีอบชีส ร้านอาหารชื่อดังทั่วเมืองมาแข่งกันคิดค้นเมนูแปลกๆที่แหวกแนวไปจากต้นฉบับดั้งเดิม มีเจ้านึงเอามักกะโรนีไปอบชีส 5 อย่าง อีกเจ้าทำสไตล์เม็กซิกันใส่ข้าวเกรียบ nacho หรือจะโรยหน้าด้วยหนังหมูทอดกรอบ ทำเป็นสไตล์อาหารปักษ์ใต้ใส่หมูอบบาร์บีคิว แต่ละเจ้าก็อร่อยไปคนละแบบ

Besides the festival, we also got to check out other popular eating spots around town. First up was Slappy’s Chicken, where we tried their famous juicy fried chicken with spicy homemade sauce. The chicken was as good as advertised, as were their sides!

ของอร่อยๆในเมืองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานเทศกาลที่เราไปมา เราได้ไปแวะชิมอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้หลายที่ เริ่มต้นกันด้วยไก่ทอดเนื้อนุ่มราดด้วยซอสพริกสไตล์คล้ายๆของเมืองแนชวิลล์จากร้าน Slappy’s Chicken ไก่ของเค้ากรอบนอกนุ่มในสมคำโฆษณา แถมเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาด้วยก็รสดีไม่แพ้กัน

We stopped for a couple of beers at Foothills Brewing, while waiting for our dinner reservation…

แวะจิบเบียร์เย็นๆกันที่ Foothills Brewing ในระหว่างที่นั่งรอให้ถึงเวลาดินเนอร์

Spotted this cool building on 4th Street while walking from Foothills to Mozelle’s.

เดินผ่านตึกสวยตึกนี้บนถนน 4th Street ระหว่างทางที่เดินจากร้านเบียร์ไปร้านอาหาร เลยอดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้

Next, we had dinner at Mozelle’s. Everybody said not to miss their tomato pie, so of course that’s what we ordered! It was very good, although I have to say not quite as good as Joel’s homemade tomato pie with our home grown tomatoes, but it was pretty darn close. 😊Their other dishes were really good too. We got the brussel sprouts appetizer and the lemony chopped kale salad, both of which were super yummie. 😋

จากนั้นจึงไปต่อกันที่ร้าน Mozelle’s ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านชื่อดังของเมืองนี้ ใครๆบอกมาว่ามาที่นี่ห้ามพลาดพายมะเขือเทศ เราเลยต้องสั่งมาลองดูกันซักหน่อย ชิมแล้วก็อร่อยจริงสมคำร่ำลือ แต่ขอบอกด้วยความลำเอียงเล็กน้อยว่าพายมะเขือเทศของเชฟ Joel ที่ทำจากมะเขือเทศที่เราปลูกเองนั้นอร่อยกว่าของเค้าซะอีก 😊อาหารจานอื่นๆของที่นี่ที่เราได้สั่งมาลองมี กะหล่ำจิ๋วทอดกรอบ กับสลัดผักเคล ซึ่งคล้ายๆกับคะน้าฝรั่ง เค้ายำมาใส่น้ำมะนาวแล้วโรยหน้าด้วยเมล็ดสนกับชีส รสชาติกลมกล่อมถูกปากดีทั้งคู่

The next night we switched gears to Mexican, with dinner at Crafted. The service here was top-notch, despite how crowded it was. And food was really good too. We had the stuffed avocado, which came highly recommended, and certainly did not disappoint. They had a wide variety of choices for tacos – the two we picked were both delicious!

คืนต่อมาเราเปลี่ยนบรรยากาศไปลองอาหารเม็กซิกันที่ร้าน Crafted กันบ้าง บริการที่นี่สุดยอดมาก ทั้งๆที่คนตรึมแน่นร้าน แต่ทุกอย่างมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็วทันใจ แถมรสชาติดีเลิศไม่แพ้กัน เราสั่งอโวคาโดยัดไส้ ซึ่งหลายคนแนะนำ มาถึงก็อร่อยจริงอย่างเค้าว่า ที่นี่มีทาโก้ให้เหลือหลายรส เราสั่งมาลองกันสองอย่าง ก็อร่อยทั้งคู่

For our last meal in town, we stopped by at 18 Malaysia, because I was craving Asian food, 🙄and this seems to be one of the best choices in town. It was a bit out of the way, but proved to be well worth the detour. After eating in, I ordered a bunch of to-gos so I could eat off of it for lunch when we got home! 😊

มื้อสุดท้ายก่อนกลับ เราเกิดความอยากอาหารที่คุ้นปากขึ้นมา 🙄ก็ไปเจอร้าน 18 Malaysia ของประเทศเพื่อนบ้านที่เรทติ้งดูดีไม่น้อย ถึงจะออกนอกเส้นทางไปเล็กน้อย แต่ก็คุ้มค่ากับการเสียเวลา อาหารอร่อยจนกินเสร็จแล้วยังแอบสั่งตุนกลับบ้านไว้ไปกินเป็นมื้อเที่ยงต่ออีกรอบ 😊

Travel Diary: Winston-Salem Stays

Trip Date: February-March 2020

วันที่เดินทาง: กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563

During the one-week break in between our Winter and Spring Hiking Series, we took the opportunity to go on a mini weekend trip to Winston-Salem. I had been there once, years ago, with friends in college, but don’t really remember much about it. Joel, on the other hand, had never been. This was right before the coronavirus outbreak situation became serious in this country. Looking back on it, we were so glad we decided to go! We don’t know how long it will be until we can safely take another trip anywhere again… 😔

เมื่อเดือนที่แล้ว เรามีเวลาว่างหนึ่งสัปดาห์หลังจากจบโปรแกรมเดินป่าหน้าหนาวก่อนโปรแกรมเดินป่าฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มต้น เลยได้ถือโอกาสขับรถไปเที่ยวกันที่เมือง Winston-Salem ที่เลือกเมืองนี้ก็เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ห่างไปไม่ไกลมาก แถมคุณสามียังไม่เคยไปมาก่อน ส่วนตัวเราเคยไปกับเพื่อนสมัยเรียน แต่ก็นานมากแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ 😝ตอนแรกคิดอยู่นานว่าจะไปดีมั้ย หรือว่าจะหยุดอยู่บ้านเอาแรงดี ช่วงนั้นสถานการณ์โควิดในประเทศนี้ยังไม่ค่อยรุนแรงมาก ตอนนี้มาแอบดีใจเล็กๆที่ตัดสินใจไปกัน เพราะดูลาดเลาแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะต้องรอกันอีกนานเท่าไหร่ถึงจะมีโอกาสไปไหนๆได้อีก 😔

Despite it being a short weekend trip, the weather was perfect so I took a bunch of pictures 😊. I was debating on how to organize these, and ended up deciding to break them up into 4 different posts; stays, eats, sees, and arts. This post is the first in the series.

ถึงแม้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่โชคดีที่อากาศดี แม้จะหนาวแต่ก็ไม่มีฝน เลยถ่ายรูปกลับมากันตรึม 😊คิดอยู่นานว่าจะแบ่งโพสต์ยังไงดี สุดท้ายเลือกแบ่งเป็นสี่ตอน ‘พัก’ ‘กิน’ ‘ดู’ และ ‘ศิลปะ’ วันนี้มาเริ่มกันกับตอนแรกก่อนเลย

I’m starting with this place we did *not* stay at, but totally wish we did 😆! The Graylyn Estate came highly recommended by numerous travel guides I read about on Winston-Salem. We considered booking a room here, but it was a little further from downtown, where we would like to be, and also the price point was a little higher than what we were planning on spending. We did however make a trip there, just to see what the fuss was all about. And I get it. The place was immaculate. It would probably have been well worth the price tag they are charging, judging from what we saw.

มาเริ่มกันด้วย Graylyn Estate ที่ซึ่งเราแอบเสียใจอยู่เล็กน้อยที่ไม่ได้ไปพักกัน 😆ก่อนไปอ่านไกด์นำเที่ยวมาหลายแห่ง ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ไปพักที่นี่ แต่เช็คดูแล้วราคาดูจะสูงเกินงบไปหน่อย แถมอยู่ไกลจาก downtown พอสมควร เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า แต่ไปถึงก็ยังอดไปแอบด้อมๆมองๆดูไม่ได้ว่าทำไมเค้าถึงเชียร์กันนักหนา ไปเห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่าสถานที่เค้าโอ่อ่าสมคำร่ำลือจริงๆ ดูแล้วคาดว่าน่าจะดีงามตามราคา

The property sits on a large piece of land, with a little pond on one side. The stone bridge at the end added to the picturesque quality. This spot would be perfect for a morning or evening stroll. This is one of the largest private residences in North Carolina, second only to the Biltmore Estate in Asheville.

ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนที่ผืนใหญ่ ข้างนึงมีสระน้ำไว้ให้เดินชม สุดฝั่งเป็นสะพานหินที่ทำไว้ให้ดูเก๋ไก๋ ถ้าพักที่นี่คงต้องหาเวลามาเดินทอดน่องช่วงสายๆหรือไม่ก็เย็นๆ น่าสบายอารมณ์ดีแท้ ที่นี่เค้าขึ้นแท่นเป็นบ้านพักส่วนตัวที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า รองมาจาก Biltmore Estate ในเมือง Asheville

The inside was as impressive as the outside. We stopped by the bar in the basement for a quick drink after our self-guided tour.

ด้านในดูโก้หรูไม่แพ้ด้านนอก เราเข้าไปอุดหนุนสั่งดริงค์ที่บาร์ชั้นใต้ดินหลังจากเดินทัวร์รอบอาคาร

Now, moving on to the place we actually stayed at… Right before the trip, I got a referral email from a dear friend who just found out we had never stayed at an airbnb. I browsed through the list of offerings in Winston-Salem and this particular tiny house caught my attention. I showed it to Joel and he was on board, so we went ahead and booked it. Initially we planned to stay for both Friday and Saturday nights, but by the time we decided on it, Saturday night was already taken. We reasoned that it was probably for the best, since this place too was quite a bit away from downtown. We decided we could stay for one night, just to get a taste of what it was like, then move downtown for the second night. As it turned out, one night in the tiny house was more than what we needed! 😝

ต่อไปเป็นที่ที่เราไปพักกันมาจริงๆ 😄ก่อนจะไปเผอิญได้คุยกับเพื่อน ซึ่งพอรู้ว่าเรายังไม่เคยลองใช้บริการ airbnb นางเลยจัดการส่งคูปองส่วนลดมาให้ พอลองเสิร์ชดูก็ไปเจอบ้านจิ๋วหลังนี้ที่เกิดเตะตาขึ้นมา คุณสามีเองก้อเห็นดีด้วย ตอนแรกจะจองทั้งสองคืนวันศุกร์และเสาร์ แต่พอไปจองเข้าจริงปรากฎว่าคืนวันเสาร์ไม่ว่างซะแล้ว เหลือแต่คืนวันศุกร์ คิดไปคิดมา เออก็ดีเหมือนกัน เพราะทำเลอยู่ห่างจาก downtown เช่นกัน เอาเป็นว่าอยู่ซักคืนแล้วค่อยย้ายเข้าไปในเมืองละกัน ดีนะที่จองแค่คืนเดียว 😝

We stopped by to check in on Friday afternoon. This place was only 10 minutes drive from town, but felt like a world away! There were two different tiny houses on the property, which was some kind of a farm. The red barn was also another airbnb rental.

เราแวะเข้าไปเช็คอินตอนบ่ายวันศุกร์ บ้านจิ๋วหลังนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 นาที แต่ดูบรรยากาศแล้วเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยก็ว่าได้ ที่นี่เค้าเป็นฟาร์ม มีบ้านจิ๋วไว้ให้เช่าอยู่สองหลัง โรงนาหลังแดงๆในรูปก็เช่าอยู่ได้ด้วยเหมือนกัน

Having seen tiny houses on TV, this was the first time we had seen one in person. It was indeed tiny, as advertised! There was just barely enough space for the essentials, not to mention room for the both of us. Joel has had his fair share of practice from our numerous trips to Asian countries, so he was quite an expert on how to maneuver one’s self in tiny spaces. 😆I, on the other hand, kept bumping into things as I moved around. I was a little apprehensive when I first found out that the place came with a compose toilet. But I convinced myself it would be ok, we were only staying there for one night after all. Without going into too much details, all I’d say is that it was quite an experience, and I was so grateful for my dearest husband who took care of ‘cleaning things up’ as the manual instructed before we checked out. 😝

ก่อนไปเคยเห็นบ้านจิ๋วก็แต่ในทีวี เพิ่งเคยมาเห็นของจริงครั้งแรกก็คราวนี้เอง จิ๋วสมชื่อจริงๆ ข้างในเหมือนจะมีทุกอย่างครบ แต่ดูท่าสถาปนิกจะใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อย เข้าไปกันสองคนก็เต็มบ้านไม่เหลือที่แล้ว คุณสามีเคยมีประสบการณ์กับที่ต่ำเตี้ยมาเยอะเพราะไปเที่ยวเอเชียบ่อย หลังจากเดินหัวโขกมาหลายรอบ 😆แต่ตัวเราเองนี่สิ ปรกติก็ซุ่มซ่ามอยู่แล้ว พอมาเจอที่แคบๆแบบนี้เลยแย่ หันไปทางไหนก็ชนโป๊กๆ แถมอีกอย่างที่เพิ่งค้นพบเมื่อมาถึงก็คือ ไม่มีส้วมชักโครก 😐 แต่เป็นส้วมหลุมที่แยกช่องรับการถ่ายหนัก-เบาไปคนละทางไม่ให้ปนกันเพื่อลดกลิ่น หน้าตาก็เหมือนส้วมปรกติ แต่เค้ามีข้อบังคับใช้ติดไว้บนฝาส้วมที่อ่านดูแล้วแทบจะไม่อยากใช้ เราปลอบใจตัวเองว่าอยู่แค่คืนเดียวคงไม่เป็นไร ต้องขอขอบคุณสามีผู้น่ารักที่ช่วยเป็นธุระ ‘จัดการ’ กับสิ่งปฏิกูลตามคู่มือการใช้งานก่อนเช็คเอาท์ 😝

We left to do some more sightseeings, then grabbed dinner in town. By the time we got back, it was freezing cold. Even inside. With the heater on high! 🥶Joel immediately set about trying to start the fire in the little Kimberly fireplace they had installed in there. There were detailed instructions in the manual on how to do that. It took us over an hour before we successfully started the fire and had the place finally heated up. Then came the question, how do we keep the fire going through the cold, cold night…? 🙄 Joel wanted to set the alarm for every hour so he could get up and tend to the fire. The problem with that is the fact that our bed sits on the loft, with these steep steps and no banister! I was worried he would tumble and fell down half asleep 😬. In the end, we decided to just leave it and hope for the best. 😅

หลังจากแวะเข้ามาเช็คอินกันแล้วเราก็ไปเที่ยวต่อกัน จากนั้นจึงไปทานข้าวเย็นในเมือง กว่าจะกลับมาถึงบ้านจิ๋วอีกทีก็มืดแล้ว แถมอากาศยังหนาวจับใจ 🥶ทั้งในและนอกบ้าน ทั้งๆที่เปิดฮีตเตอร์อยู่ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงความอุ่นเลยซักเล็กน้อย คุณสามีใช้ความพยายามอยู่นานมากกว่าจะก่อไฟในเตาผิงได้ คู่มือเค้ามีสอนไว้เป็นข้อๆว่าต้องทำอย่างไรบ้าง แต่ทำตามแล้วก็ไม่สามารถจะก่อไฟให้ติดได้ จนสุดท้ายต้องไปปรึกษาอากู๋ ในที่สุดหลังจากตั้งหน้าตั้งตาอยู่กว่าชั่วโมงถึงได้ประสบความสำเร็จ แต่ก็เกิดมีปัญหาตามมาว่าเราจะทำยังไงไฟถึงจะไม่มอด เพราะเตาก็อันกระจิ๋วพอๆกับบ้าน ต้องค่อยๆหยอดฟืนเพิ่มได้ทีละไม่กี่อัน 🙄 คุณสามีบอกว่าจะตั้งนาฬิกาคอยปลุกทุกๆชั่วโมงเพื่อขึ้นมาเติมฟืน แต่ไอ้เราก็ห่วง เพราะเตียงอยู่บนชั้นลอย แล้วบันไดก็ชันเหลือเกิน แถมไม่มีราวกั้น ดึกๆตื่นมาสลึมสลืออาจสะดุดตกมาหัวฟาดพื้นเอาได้ง่ายๆ 😬สรุปแล้วเลยเอาเป็นว่าก่อนนอนยัดฟืนเข้าไปให้เต็มที่แล้วก็เตรียมผ้าห่มมากองไว้ปลายเตียงเผื่อตื่นขึ้นมาหนาวจะได้หยิบมาคลุมเพิ่มได้ 😅

We were happy we got to stay in the tiny house. It was an interesting experience. But we were also glad we left after one night! 😝

สรุปว่าดีใจที่ได้มีโอกาสมาลองอยู่ที่บ้านจิ๋ว ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิต แต่ก็โล่งใจที่ไม่ต้องอยู่ต่อกันอีกคืน 😝

We spent our second night in Winston-Salem in this place called Wherehouse Art Hotel, right in the heart of town. This was another airbnb property, but it couldn’t be more different. It was such a perfect eclipse of an experience! 😆 I guess that was the beauty of airbnb – they have everything to suit every taste!

คืนที่สองเราย้ายกันไปอยู่ที่โรงแรม Wherehouse Art ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมือง Winston-Salem ที่นี่เป็น airbnb เหมือนกับที่แรก แต่บรรยากาศห่างกันลิบลับ 😆 ซึ่งก็คงจะเป็นจุดขายของ airbnb ที่มีทุกอย่างเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าแต่ละคนที่มีเทสต์แตกต่างกันไป

We stayed in the Screening Room. The entire place, including our room, felt more like an art museum than a hotel. The room was very spacious, especially compared to what we had the night before. It was very wildly decorated. The walls were beautifully painted. Every piece of furniture was a piece of art form. It was an eclectic symphony of mismatches that somehow seemed to fit beautifully together in that one space.

เราเลือกอยู่ห้องที่มีชื่อว่า Screening Room มาที่นี่เหมือนได้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ  ห้องพักเค้ากว้างขวางใหญ่โต ยิ่งถ้าเทียบกับเมื่อคืนก่อน 😆ของทุกชิ้นคัดสรรมาแบบโดนใจคนรักศิลปะ ผนังเค้าเพ้นท์เป็นลวดลายสวยงาม ข้างนอกอารมณ์นึง ในห้องน้ำอีกอารมณ์นึง ดูแล้วไม่มีอะไรเข้ากันซักอย่าง แต่ดูอีกทีรวมๆแล้วกลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด

The communal area was equally interesting. It even came with a very friendly kitty resident.

ห้องนั่งเล่นกับครัวด้านนอกก็ตกแต่งได้ฉูดฉาดไม่แพ้กัน แถมยังมีน้องแมวมาไว้ให้ดูเล่นหนึ่งตัว

Since we seemed to be the only ones there, I peeked around and took a snap of some of the other rooms they had to offer there, all equally beautifully decorated!

ดูลาดเลาแล้วคาดว่าจะมีเรามาอยู่กันแค่สองคน เลยแอบไปเดินสำรวจดูห้องอื่นๆที่เค้ามีไว้ให้เช่า แต่ละห้องก็มีธีมที่แตกต่างกันไป

Haydee, our lovely host, met us at the front to check us in and showed us around. She told us this staircase that leads to the hotel part of the building was once a chimney! Again, this area was artfully painted and the walls were adorn with many pieces of art work, most, if not all of them are for sale. That last one with the connected hearts was Joel’s favorite! 😏

คุณ Haydee ซึ่งเป็นคนมาต้อนรับเรา พาเดินรอบๆโรงแรม เธอเล่าให้ฟังว่าตรงนี้เมื่อก่อนเคยเป็นปล่องไฟ แล้วเค้าเอามาแปลงร่างเป็นบันไดทางขึ้นไปสู่โรงแรม (ข้างล่างเป็นร้านอาหาร) เค้าแต่งซะสวยเชียว ทั้งขั้นกระได ราวบันไดเพ้นท์เป็นลวดลายหลายสีสัน ภาพที่เห็นแขวนอยู่ข้างฝานั่นติดป้ายขายหมด ภาพสุดท้ายหัวใจคู่นั่นคุณสามีชอบใจมาก แต่แพงไปหน่อยเลยไม่ได้ซื้อเค้ามา 😝

Travel Diary: Dashing Through Dallas

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

We spent our last full day in Texas touring around Dallas. Biggest thanks to our dear friends, Nat and Jerm, who provided us not only cozy accommodation with an added bonus in the form of two cuddly puppies but also chauffeur service and guided escort throughout the entire weekend. We had the best time – wish it was a longer stopover, but it just means that we’ll be due back for another visit soon! 😉

วันสุดท้ายในรัฐเท็กซัสเราไปเที่ยวกันที่เมืองดัลลัส ต้องขอขอบคุณเพื่อนรัก นัทกับเจิม ที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น อุตส่าห์จัดเตรียมที่พักไว้รับรอง แถมมีน้องหมาสองตัวมาคอยเอนเตอร์เทน อีกทั้งยังขับรถพาเพื่อนเที่ยวสองวันเต็มๆ เสียดายที่อยู่ได้ไม่นาน ไว้วันหลังจะกลับไปเยี่ยมใหม่นะจ๊ะ 😉

As usual, we started off the day with an awesome meal at Niwa Japanese BBQ. The meat they served was melt-in-your-mouth tender and the other dishes were tasty too. Like all our other food experience here, everything was perfect from start to finish!

เราเริ่มต้นวันเสาร์ด้วยอาหารมื้ออร่อยกันเช่นเคยที่ร้าน Niwa Japanese BBQ เนื้อย่างที่นี่นุ่มแบบแทบจะละลายในปาก แถมบริการสุดยอด เป็นอีกประสบการณ์ร้านอาหารที่ไม่มีอะไรให้ติจากต้นจนจบจริงๆ

After lunch, we spent the next few hours walking around this area called Deep Ellum. The best thing about this neighborhood was its abundance of beautiful murals. Unlike Austin, where we had to drive around hunting for the street art that was scattering all around town, here, they have all the goodies neatly clustered together within a few blocks. It would be an understatement to say that I got a little carried away snapping all the beautiful shots! 😊

อิ่มเสร็จเราไปเดินเล่นกันที่ย่าน Deep Ellum ที่นี่เป็นศูนย์กลางแห่งภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยแท้ แถมจัดมาอยู่รวมกันให้ดูได้แบบสะดวกๆ ไม่ต้องขับรถไล่ตามหาอย่างที่ Austin ดูแล้วสวยไปหมดเลยถ่ายรูปซะเพลิน 😊

Besides street art, Deep Ellum has a lot of other cool things all around!

นอกจากจิตรกรรมฝาผนังแล้วยังมีศิลปะในรูปแบบอื่นๆอีกด้วย

From there, we walked over to Pioneer Plaza to check out the sculptures of a herd of cattle which depicts the scene of a 19th century cattle drive.

จากที่นั่นเราเดินต่อไปที่ Pioneer Plaza ที่เค้ามีรูปปูนปั้นของฝูงวัวที่แสดงให้เห็นถึงฉากการต้อนปศุสัตว์ในสมัยปลายศตวรรษที่ 19

Of course, no visit to Dallas can be made without a stop at the JFK Memorial.

ไปเมืองดัลลัสแล้วพลาดไม่ได้ต้องไปดูอนุสรณ์ของประธานาธิบดีจอห์นเอฟเคนเนดี้

From, there we Uber’ed back to Deep Ellum, had some refreshments 😊 at Trinity Cider, and shared a piece of yummie blueberry pie at Emporium Pies.

ทัวร์เสร็จสรรพก็ได้เวลาแวะเติมท้องกัน 😊 ด้วยเครื่องดื่มอร่อยๆที่ Trinity Cider และพายบลูเบอร์รี่จากร้าน Emporium Pies

We ended our grand tour with another wonderful Thai meal in Irving. Originally we planned to dine at Nalinh Market, which I found through plenty of raving reviews on Yelp. When we got there, we were told that they were out of ingredients and were closing down. But they did send us to Saap Saap just down the street, which the guy there said was his mom’s restaurant. And it did not disappoint. Everything we got was super tasty. And the menu offers a variety of authentic dishes not usually seen at other Thai restaurants here in the US.

มื้อสุดท้ายที่เท็กซัสตอนแรกเราตั้งใจไปกินอาหารไทยกันที่ร้าน Nalinh Market พอไปถึงคุณเจ้าของออกมาบอกว่าต้องขอปิดร้านก่อนกำหนดเพราะว่าของหมด 😣 แต่พี่แกส่งเราต่อไปร้าน Saap Saap ซึ่งอยู่ใกล้กันนิดเดียว และแกบอกว่าเป็นร้านของแม่แกเอง ไปถึงก็ไม่ผิดหวัง อาหารทุกอย่างอร่อยสมคำร่ำลือ แถมได้ลองของแปลกๆที่ปรกติไม่เห็นที่ร้านอื่นอย่างแกงอ่อมไก่ ตำมั่ว และแหนมข้าวทอด

Travel Diary: Food & Fun with Friends in Fort Worth

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

We celebrated our arrival in Fort Worth with a sumptuous Thai meal at Thai Charm Cuisine. The pictures did not do them nearly enough justice, but trust me that this was one of the most authentic Thai food we ever had outside of LA & NYC. That bowl of boat noodle soup can easily rival what you can find at a street stand in Bangkok with no question asked!

มาถึง Fort Worth ก็ได้โอกาสฉลองกันด้วยอาหารมื้ออร่อยจากร้าน Thai Charm Cuisine รูปถ่ายออกมาดูแล้วไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ แต่ขอบอกว่าของจริงอร่อยมาก ยอมรับว่าของเค้าทำได้รสชาติกลมกล่อมถูกปากชาวไทยอย่างเราๆ ระดับความอร่อยไม่แพ้ร้านอาหารไทยที่เคยทานที่นิวยอร์คหรือแอลเอเลย ยิ่งก๋วยเตี๋ยวเรือชามเด็ดของเค้ากินแล้วเหมือนกับได้กลับไปกินร้านข้างทางที่เมืองไทย 😋

The next morning, we switched gears to Japanese with an awesome spread at Hatsuyuki Handroll Bar. Every bite was so perfectly made we were happy with just about everything we ordered. I wish we have a place like this back at home! 😔

เช้าวันรุ่งขึ้นเราสลับรางไปลองอาหารญี่ปุ่นกันดูบ้างที่ร้าน Hatsuyuki Handroll Bar ซูชิทุกคำที่สั่งมาสดอร่อย แถมยังราคาเป็นมิตร เสียดายบ้านเราไม่มีร้านอย่างนี้มั่ง 😔

After brunch, we took a tour around to get another taste of Fort Worth, no pun intended! 😉 The biggest tourist attraction is no doubt the Fort Worth Stockyards cattle drive, which is held twice a day every day, at 11:30 am and 4 pm. We got in a full-blown tourist mode and paid $5 each to ride one of the long horns. You can totally see the difference in how much Joel and I enjoyed the experience from our pictures! 🤣

หลังจากอิ่มท้องก็ได้เวลาไปเดินเที่ยวเมือง Fort Worth จุดท่องเที่ยวหลักของที่นี่ก็คือพาเหรดขบวนปศุสัตว์ที่ Fort Worth Stockyards ซึ่งเค้าจัดไว้ให้ชมกันทุกวัน วันละสองรอบ รอบเช้าเวลา 11:30 น. และรอบบ่ายเวลา 16:00 น. ระหว่างรอขบวนเราเลยถือโอกาสไปลองขี่วัวฆ่าเวลา ถ้าดูรูปใกล้ๆจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากสีหน้าคนขี่ว่าสนุกแค่ไหน 🤣

This former livestock market area is now considered a National Historic District, with many old buildings, restaurants, bars and shops for tourists to satisfy their needs for Western wears. 🤠

บริเวณนี้เมื่อก่อนเป็นตลาดที่เค้าใช้ประมูลราคาปศุสัตว์ และเดี๋ยวนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นเขตประวัติศาสตร์แห่งชาติ รอบๆมีตึกเก่าๆ รวมทั้งร้านอาหาร และร้านค้าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อหาเสื้อผ้าสไตล์คาวบอย 🤠 กลับบ้านไปเป็นที่ระลึก

Besides the Stockyards, another popular attraction is the Water Gardens, featuring cascading waterfalls that descend into a central pool. The coolest part were these concrete platforms that allow you to walk through the entire structure while enjoying the surprisingly loud 😆 hum of rushing water and occasional cool drizzles.

นอกจากตลาดปศุสัตว์แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งของเมืองนี้ก็คือสวนน้ำที่เค้าออกแบบเป็นน้ำตกขั้นบันได จุดเด่นก็คือเราสามารถเดินลงไปถึงริมสระกลางน้ำได้ แต่อาจจะเปียกกระเด็นเล็กน้อย 😆

We had a nice stroll through downtown area and enjoyed some of the Fort Worth street arts.

บริเวณดาวน์ทาวน์ยังมีอะไรให้ดูอีกหลายอย่าง รวมไปถึงอนุสรณ์ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ และสตรีทอาร์ตที่เห็นได้อยู่ประปราย

Our friends took us to this cool shop called Doc’s Records & Vintage. It was a warehouse stocked full of vinyl records, of course, but also an eclectic assortment of vintage treasures including magazines, clothings and other collectible items. I had a lot of fun walking around and exploring here!

ร้าน Doc’s Records & Vintage เป็นโกดังเก็บของเก่าที่เค้าเอามาทำเป็นร้านขายแผ่นเสียง เสื้อผ้า นิตยสาร และของตกแต่งเก่าๆ ถ้าชอบของโบราณๆอย่างเราขอแนะนำว่าให้มาแวะชมดู อาจจะได้ของแปลกๆติดมือกลับบ้านไปเป็นที่ระลึก 😊

After sightseeing, it was time to get back into the food scene. Our dear friends took us on a gastronomic tour where we got to sample all the best dishes Fort Worth had to offer. Seared baby octopus and roasted shishito peppers from Shinjuku Station. Fried chicken plate at Gus’s World Famous Fried Chicken. And last, but not least, brisket, sausage and bacon burnt end samples, and loaded potato skins from Heim Barbecue.

จบรายการกันด้วยของกินอีกเช่นเคย เพื่อนรักที่รู้ใจของเราพาไปลองชิมอาหารจานเด็ดต่างๆของเมืองนี้ เริ่มต้นด้วย ปลาหมึกจิ๋วทอด และพริกชิชิโตะย่าง จากร้าน Shinjuku Station ไก่ทอด จากร้าน Gus’s World Famous Fried Chicken และตบท้ายด้วยแซมเปิลบาร์บีคิวเนื้อ ไส้กรอก และเบคอนย่าง แกล้มด้วยเปลือกมันฝรั่งทอดที่เสิร์ฟมากับเนื้อย่างและซอสเนย จากร้าน Heim Barbecue

Travel Diary: From Austin to Fort Worth

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

We continued on our journey, this time onward to our last destinations of this trip, Dallas and Fort Worth. We left Austin late on Thursday morning, and slowly made our way up north.

เราออกเดินทางจาก Austin วันพฤหัสตอนสายๆ เพื่อไปกันต่อยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายของทริปนี้ นั่นก็คือเมือง Dallas และ Fort Worth

Our first stop along the way was located in Jarrell. This old Magnolia Gas Station was built in the 1940s and obviously had not been in business for quite some time, but it was restored nicely to demonstrate what it used to look like in the old days.

ก่อนอื่นไปแวะที่เมือง Jarrell ซึ่งเค้ามีปั๊มน้ำมันเก่าแก่ยี่ห้อ Magnolia ที่สร้างขึ้นเมื่อ 70 กว่าปีก่อน และดูเหมือนว่าจะปิดให้บริการไปนานมากแล้ว แต่ก็ได้รับการบูรณะมาให้ดูกันว่าปั๊มน้ำมันสมัยนั้นหน้าตาเป็นยังไง

From there, we headed on for another stop in Waco, famous from the HGTV Show ‘Fixer Upper’ with Chip & Joanna Gaines. No trip to Waco would be complete without a stop to their silos at Magnolia Market so my dearest husband had to begrudgingly allow it 😂. We spent about 10 minutes there snapping these pictures, just to show that we were actually there 😆!

จากนั้นเราไปต่อกันที่เมือง Waco เมืองนี้ดังมาจากรายการทีวีช่อง HGTV ของคุณพิธีกรคู่สามีภรรยา Chip และ Joanna Gaines ที่มีชื่อว่า ‘Fixer Upper’ เค้าว่าถ้ามาเมืองนี้ต้องไปแวะที่ Magnolia Market ซึ่งเป็นร้านขายของที่โชว์จากในรายการ คุณสามีอุตส่าห์ยอมพาไปด้วยความจำใจ 😂 ไปแวะอยู่ประมาณไม่ถึงสิบนาทีเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานว่ามาแล้วจริงๆ 😆

Another popular stop in Waco is the Dr Pepper Museum, just around the corner from Magnolia Market. This location used to be their former bottling plant, built in 1906. I actually did not realize that Dr Pepper is the oldest soft drink in the world, predating Coca Cola by a whole whopping year! While they do have an interesting collection, we do not feel the $10 suggested admission price was quite justified for the amount of stuff they have for us to see in there… 🙄

สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกที่ของเมือง Waco ก็คือพิพิธภัณฑ์ Dr Pepper ซึ่งอยู่ถัดไปจาก Magnolia Market แค่นิดเดียว ที่นี่เคยใช้เป็นโรงงานบรรจุขวดเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1906 เพิ่งเคยรู้ว่าโซดายี่ห้อ Dr Pepper นี่จริงๆแล้วเป็นน้ำอัดลมยี่ห้อแรกของโลก เก่ากว่า Coca Cola ตั้งปีนึงเชียว ในพิพิธภัณฑ์ก็มีของน่าสนใจให้ดู แต่เดินๆแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยจะคุ้มค่าเข้าสิบเหรียญซักเท่าไหร่ 🙄

Our last stop was Joel’s favorite, at Waco Mammoth National Monument. This was where the bones of 24 Columbian Mammoths were discovered in 1978. Experts believe these giant creatures died in a flash flood more than 65,000 years ago! They had a painted picture of a mammoth on the wall to demonstrate their average size – making me look quite delightfully tiny right next to it, huh? 😉 Joel wanted me to add that, this, instead of the silos at Magnolia Market, should be considered Waco’s top spot to visit! 🤣

จุดแวะสุดท้ายเป็นที่ๆคุณสามี request มานั่นก็คือ Waco Mammoth National Monument ซึ่งเป็นที่ๆเค้าขุดเจอซากกระดูกของช้างแมมมอธพันธุ์โคลัมเบียจำนวน 24 ตัวเมื่อปี 1978 ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าช้างฝูงนี่น่าจะเสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันเมื่อ 65,000 ปีก่อน บนผนังตรงประตูทางเข้ามีภาพวาดช้างแมมมอธเอาไว้ให้ดูว่าของจริงตัวใหญ่แค่ไหน เทียบกันแล้วเราดูตัวเล็กไปถนัดตา 😉 คุณสามีฝากบอกมาว่าใครมาเมืองนี้ให้มาเที่ยวที่นี่ อย่าไป Magnolia Market กันเลย 🤣

Travel Diary: Artsy Austin

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

We left for Austin early the next day. Before we went, I had read a few articles about the all the beautiful walls and I was thoroughly impressed by the sheer amount of street arts this city has to offer! They even had a dedicated space for creative arts called Hope Outdoor Gallery. So, my number one mission was to see and photograph as many colorful walls as I could while we’re there.

วันรุ่งขึ้นเราไปต่อกันที่เมือง Austin ก่อนไปได้อ่านเจอมาว่าที่เมืองนี้มีสตรีทอาร์ตสวยๆให้ดูเต็มเมือง ยิ่งหาก็ยิ่งเจอ ประมาณว่ามีเยอะมากๆ แถมเค้ายังมีสถานที่ที่กันเอาไว้ให้จิตรกรทั้งหลายได้มาแสดงออกถึงความสร้างสรรค์ทางศิลปะกันอย่างเต็มที่ที่ Hope Outdoor Gallery เราเลยตั้งใจจะมาดื่มด่ำกับงานศิลปะที่นี่กันให้เต็มอิ่ม

I had done extensive research before we left on the location of the walls, which seem to be scattered all over town. In my original plan, I had divided them up into a few different groups, based on their proximities to each other. However, we realized that it was going to be raining pretty much the entire time we’re there, over the course of two days. 😆 When it hadn’t started raining by the time we left Wimberley, we had changed our plan to try to cram in as much as we could during our first few hours in Austin before the rain hit us. Big thanks to my super-patient hubby for being extra supportive and accommodating me to accomplish the impossible task! 🥰

ก่อนมาเราอุตส่าห์หาข้อมูลเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ ทำรายการแหล่งที่ตั้งของผนังสีสวยมาจนยาวเหยียด แถมแบ่งเป็นกลุ่มเสร็จสรรพว่าอันไหนอยู่ใกล้ๆกัน จะต้องจากที่ไหนไปต่อที่ไหน ก่อนมาเช็คพยากรณ์อากาศอีกทีปรากฎว่าเค้าว่าฝนจะตกตลอดเวลาที่เราอยู่ที่ Austin สองวัน 😆 พอตอนเช้านั้นมาจาก Wimberley ถึง Austin แล้วฝนยังไม่ตก เราเลยเปลี่ยนแผนมาเป็นการตระเวนถ่ายรูปแบบมาราธอนแข่งกับฝน เพื่อเก็บภาพผนังสวยๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องขอขอบคุณคุณสามีผู้น่ารักที่ขับรถไปทั่วเมืองให้อย่างไม่มีบ่นซักคำ 🥰

All in all, we were pretty impressed with the amount of walls we got to see in a very limited period of time! Like I said, we covered most of it within the first few hours we were in Austin, then we were able to sneak in a few the next day, and a bit more right after we left town! Unfortunately, we never made it to Hope Outdoor Gallery because of the aforementioned rain! 😞 Perhaps another trip to Austin might be in our stars after all! 😝

สรุปแล้วเก็บภาพมาได้เกือบครบทุกรายการ ถือเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ประมาณ 90% ของภาพที่เห็นนี่คือได้มาภายในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกที่มาถึง ส่วนที่เหลือไปตามเก็บกันวันรุ่งขึ้น กับเช้าวันต่อมาก่อนออกเดินทาง เสีดายที่ไม่มีเวลาไป Hope Outdoor Gallery เพราะฝนเจ้ากรรมดันตกซะก่อน 😞 ไม่เป็นไรเอาไว้คราวหน้าละกัน 😝

Husband also double-dutied as my personal photographer! 😍

คุณสามีนอกจากจะทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์แล้ว ยังเป็นช่างภาพส่วนตัวให้อีกด้วย 😍