Girls’ Weekend Getaway in NYC

Excursion Date: September 2021

วันสัญจร: กันยายน 2564

A few weeks ago, I had a reunion with my dear friend Yauna. Yauna was one of the very first friends I made in Hawaii when I first came to this country. It has been more than 20 years since then and our lives have taken us on separate paths but we found ways to reconnect and remained best of friends. 🥰

ปลายเดือนที่แล้วเรานัดไปเจอกันกับ Yauna เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยวัยเรียนที่ฮาวาย เป็นเพื่อนกันมาจะยี่สิบกว่าปีแล้วเพิ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวกันแค่สองสาว (แก่) คราวนี้เป็นครั้งแรก 🥰

We met up on what was supposed to be a long weekend in NYC, but got shortened down to only 2 days due to a series of flight delays. 🤪 We still made the most out of it though. It was so great to see her after more than 2 years! 😍 Due to the shortage on time, we didn’t get to do much, but we still managed to see some very cool things while we were there…

จริงๆแล้วเตรียมตัวไปตะลุยนิวยอร์คกันแบบหยุดยาวสุดสัปดาห์สี่วัน แต่ดันโดนยกเลิกเที่ยวบินซ้ำแล้วซ้ำอีก จนสุดท้ายเหลือเวลาอยู่แค่สองวันเท่านั้น 🤪 ถึงกระนั้นก็ยังพยายามใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ให้คุ้มค่า อุตส่าห์ได้มาเจอกันทั้งที หลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาตั้งสองปีกว่า เพราะว่าเวลามีจำกัด เลยทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ยังได้ไปสนุกสนานกันตามวัย 😍

First off, we met up with Neha, another dear friend of mine from NC who now lives there with her husband Jack in Brooklyn. She took us to a very cool and unusual exhibit at The Invisible Dog Art Center called ‘Dog Show #1: The Dinner Party’ by Stephen Morrison. It featured dog-themed pieces of all kinds assembled into a display with a dinner table as the centerpiece. The level of creativity was beyond ingenious. Every single thing there brought such a smile to your face!

เริ่มต้นด้วยการไปเจอเพื่อนสาวอีกหนึ่งราย คุณ Neha เป็นเพื่อนสมัยเรียนโทจากที่รัฐนอร์ทแคโรไลน่านี้เอง แต่ตอนนี้นางกับคุณ Jack สามีย้ายไปเป็นชาวนิวยอร์คอย่างเต็มตัว ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ฝั่งบรู๊คลิน วันนั้นอุตส่าห์มาพาเราไปชมพิพิธภัณฑ์แปลกแหวกแนวที่มีชื่อว่า The Invisible Dog Art Center ช่วงนั้นเค้ากำลังจัดแสดงนิทรรศการ ‘Dog Show #1: The Dinner Party’ โดยศิลปิน Stephen Morrison เค้าจัดผลงานชิ้นเอกตั้งเด่นเป็นโต๊ะอาหารที่บรรดาแขกสี่ขากำลังสังสรรค์กันอย่างเฮฮา บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนแล้วแต่จัดแต่งมาตามธีมแบบหมาๆ นอกจากนั้นของประดับประดารอบห้องไม่ว่าจะเป็นภาพวาดที่แขวนบนผนัง แจกัน หนังสือ ล้วนแล้วถูกดัดแปลงให้เป็นเรื่องหมาๆไปตามๆกัน ประมาณว่าให้คะแนนความสร้างสรรค์เต็มสิบ เค้าเข้าใจจัดเต็มกับทุกรายละเอียดจริงๆ

After that, Yauna & I walked across the Brooklyn Bridge on our way back to Manhattan. I had wanted to do this for years and this was the first time I actually got to do it! The pedestrian walkway was a little over a mile long. It took us a little over half an hour or so to get from one side to the other, with plenty of stops for photos in between. 😊

เสร็จจากพิพิธภัณฑ์เรากับคุณ Yauna ไปเดินข้ามสะพานบรู๊คลินกลับไปฝั่งแมนฮัตตันกันสองคน เราตั้งใจจะมาเดินที่นี่หลายทีแล้ว แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสมาถึงที่ก็คราวนี้แหละ สะพานช่วงที่ให้คนเดินมีความยาวประมาณไมล์นิดๆ หรือประมาณเกือบๆสองกิโล ใช้เวลาเดินจากฝั่งนึงไปถึงอีกฝั่ง รวมทั้งแวะถ่ายรูปด้วยแล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าๆได้ 😊

From there, we made our way to Chinatown. This place seems to have gotten a lot more colorful since the last time I was here, years ago!

กลับมาถึงฝั่งนี้เราไปต่อกันที่ไชน่าทาวน์ มาคราวนี้รู้สึกว่าแถวนี้จะมีสีสันกว่าคราวก่อนที่มาเมื่อหลายปีที่แล้วเยอะ เลยได้เดินถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน

For dinner, we got a very sumptuous meal of abalone congee, garlic and pepper crab, and sauteed morning glory with bean paste (not pictured, and they call it ‘chinese spinach’ in their menu 🙄) at Congee Village. All the dishes were very tasty, despite only 3 stars on Yelp! 😆

คืนนั้นเดินกันจนหมดแรง ตกลงได้ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้าน Congee Village อาหารเค้ารสชาติดีใช้ได้ ทั้งๆที่รีวิวโชว์ว่าได้แค่ 3 ดาวเท่านั้น 😆 เราสั่งโจ๊กเป๋าฮื้อ ปูทอดกระเทียมพริกไทย และผักบุ้งผัดเต้าเจี้ยว (ซึ่งในเมนูเค้าเรียกเป็น chinese spinach 🙄)

The next morning, we started off with a brunch at Egg Shop.

เช้าวันรุ่งขึ้นเราไปเริ่มต้นมื้อแรกกันที่ร้าน Egg Shop

Then, we went back to Chinatown to pick up some herbs I couldn’t get in NC (because the stores were already closed when we got there the day before 😛), before walking back to our airBnB in East Village to drop off the goods. Plenty of cool street art along the way! 🥰

จากนั้นต้องเดินกลับไชน่าทาวน์กันอีกรอบ เพราะตั้งใจมาซื้อสมุนไพรและของแห้งที่หาซื้อแถวบ้านไม่ได้ (เพราะคืนก่อนมาเย็นไปร้านปิดกันหมดแล้ว 😛) เสร็จแล้วต้องแบกของกลับไปเก็บที่ที่พักย่าน East Village ยังดีที่ว่าระหว่างทางมีสตรีทอาร์ตสวยๆให้ชมตลอดทาง 🥰

After a short break, we soldiered on to Koreatown where we had yet another sumptuous lunch at miss KOREA BBQ. Both of us originally thought the name referred to the beauty pageant but after Yauna spotted the name written in Korean, we finally realized that they meant ‘miss’ in the nostalgic sense, as in the act of ‘missing’ presumably the food from Korea! 😆

กลับถึงที่พักได้นั่งพักซักแผลบแล้วค่อยแวบออกไปกันอีกรอบ คราวนี้ไปกินมื้อกลางวันกันที่ Koreatown คุณ Yauna เป็นคนเลือกร้านชื่อ miss KOREA BBQ ตอนแรกที่ได้ยินชื่อก็เข้าใจกันว่าเค้าหมายถึงนางงามเกาหลี ยังงงๆว่าทำไมตั้งชื่อร้านแปลกจัง ไปนั่งในร้าน Yauna เหลือบไปเห็นชื่อร้านเขียนเป็นภาษาเกาหลีถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วเค้าหมายถึง ‘miss’ คือคิดถึง ประมาณว่าคิดถึงอาหารจากบ้านเกิดเมืองนอนอะไรประมาณนี้ 😆

We ended the day with an omakase meal at Sushi Kai. Unfortunately I was still full from our Korean meal, and did not get to enjoy it as much as I hoped to. 😣

กินเนื้อย่างเกาหลียังไม่ทันย่อยก็ถึงเวลาต้องกินกันอีกรอบซะแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเสียเงินจองไว้แล้วคงจะยกเลิกแน่ๆ แต่ถึงป่านนั้นก็สายเกินการ เลยต้องจำใจไปกระเดือกกันต่อที่ร้าน Sushi Kai ซูชิเค้าก็สดใหม่ใช้ได้ แต่ด้วยความที่ยังอิ่มเหลือเกินเลยไม่รู้สึกอร่อยซักเท่าไหร่ 😣

We ended the night with an Innisfree Korean face mask session – one of the goodies we picked up from a beauty shop in Koreatown. 😊

กลับบ้านมาอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้วขอประทินโฉมกันด้วย face mask ยี่ห้อ Innisfree จากเกาหลีที่เพิ่งไปได้มาจาก Koreatown วันนั้นเอง 😊

The next morning, we had some relaxing time at AIRE Ancient Baths in Tribeca. This came with glorious reviews on several platforms, but honestly, I didn’t really get all the hype after experiencing it… Perhaps the fancy luxury spa was just too posh for a small city girl like me! 😛

เช้าวันรุ่งขึ้นได้เวลาเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ก่อนขึ้นเครื่องมีเวลาแวะไปแช่น้ำแร่กันที่ AIRE Ancient Baths ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่าน Tribeca สปาแห่งนี้ใครๆว่ากันว่าดีนักหนา แต่ไปลองมาแล้วเราว่าก็งั้นๆแหละ ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคนอื่นเค้าชอบใจกันนัก อาจจะเป็นได้ว่าสปาเค้าหรูเกินไปสำหรับสาวบ้านนอกอย่างเราๆ 😛

Last but not least, we can’t have a trip to New York City without a meal of Thai food! 😋 Soothr Thai Noodle Bar perfectly scratched that itch for me this time around. We ordered Roasted eggplant salad, Sukhothai Tom Yum noodle, Nam-Tok Moo, and Sticky rice with Thai egg custard. Every single dish tasted as yummy as they look, making this the perfect ending to our girls’ getaway!

ท้ายที่สุด ไปถึงนิวยอร์คทั้งทีที่พลาดไม่ได้ก็คืออาหารไทยอร่อยๆซักมื้อ 😋 วันนั้นก่อนขึ้นเครื่องเราไปแวะทานมื้อกลางวันกันที่ร้าน Soothr Thai Noodle Bar ทุกอย่างที่สั่งมารสชาติกลมกล่อมสมใจอยาก ไม่ว่าจะเป็น ยำมะเขือยาว ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยต้มยำ น้ำตกหมู หรือข้าวเหนียวสังขยา เป็นการส่งท้ายทริปนี้ด้วยความสมบูรณ์แบบดีแท้

It was a short trip, but packed full of quality times with dear friends and I enjoyed every single minute of it. 🥰

ถึงแม้ว่าจะเป็นทริปสั้นๆแต่ก็เต็ม(พุง)อิ่มไปด้วยความสนุกสนานคุ้มค่าทุกนาที 🥰

Photo Credits: First photo & me with dog taken by Neha. My solo shots and selfies were courtesy snaps from Yauna, whose magic touch miraculously made me look nice and lean in every picture she took of me somehow! 😊

เครดิตภาพ: ภาพแรกและภาพเรากับคุณหมาถ่ายโดยคุณ Neha ส่วนภาพเดี่ยวและเซลฟี่เป็นอภินันทนาการจากคุณ Yauna ซึ่งมีพรสวรรค์ในการทำให้เพื่อนสาวดูผอมเพรียวในทุกรูปที่เธอถ่าย 😊

Pandemic Pause: Hiking at Uwharrie

Trip Date: December 2020

วันสัญจร: ธันวาคม 2563

On our last day in Asheboro, we stopped by to hike at Uwharrie National Forest. We had been eyeing this trail for years, having spotted the signs for it every time on our way to Charlotte, but never found a good time to actually make a stop, until now! 🥳

วันสุดท้ายก่อนกลับจากเมือง Asheboro เราแวะไปเดินป่ารอบสุดท้ายกันที่ Uwharrie National Forest ที่นี่เล็งกันมาหลายปี เวลาขับรถไปกลับเมือง Charlotte ทีไรต้องผ่านทุกที เห็นทีไรก็ว่าต้องหาเวลามาลองเดินกัน แต่ไม่เคยได้ฤกษ์ดีซักที จนมาเที่ยวนี้นี่แหละ 🥳

I heard about Pisgah Covered Bridge and wanted to stop by to take a look at this historical spot, which is one of the two remaining such bridges in the state of North Carolina. The bridge crosses the West Fork Branch of the Little River and was built at the low low price of $40 back in 1911! 😆

ก่อนมาอ่านเจอว่าสะพานข้ามแม่น้ำ Pisgah Covered Bridge แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่มีหลังคาคลุมหนึ่งในจำนวนที่เหลืออยู่แค่สองแห่งในรัฐนี้ เลยตั้งใจไว้ว่าต้องแวะมาดูกัน สะพานนี้ทอดข้ามแม่น้ำ Little River ด้านฝั่งตะวันตก สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1911 ด้วยค่าใช้จ่ายเพียง 40 ดอลล่าร์เท่านั้น 😆

Joel looked at the trail map beforehand and said we could just hike the Uwharrie Trail from here, which was what we set out to do. We followed the path right next to the bridge and braced ourselves for the long hike… Imagine our surprises when it led us back to the bridge in just under five minutes! 🤣

คุณสามีไปดูแล้วบอกว่าเราสามารถเริ่มเดินป่าจากจุดนี้ไปเจอกับทางสายหลักของที่นี่ได้ พอถ่ายรูปสะพานเสร็จเราก็เตรียมตัวออกเดินทางกันอย่างเต็มที่ เห็นมีทางราดยางอย่างดีอยู่ข้างๆสะพานยังนึกในใจว่าแหมเค้าทำไว้ซะดีเชียว เดินไปไม่ถึงห้านาทีเงยหน้าขึ้นมาเจอสะพานหน้าตาคุ้นๆ อ้าวก็ไอ้สะพานอันเดิมเมื่อกี๊นี่นา 🤣

Workout shot for our short short hike! 😆

เดินระยะสั้นซะจนคุณ apple watch ก็งงเหมือนกัน 😆

We looked left and right but couldn’t find any other trails nearby. Finally, we had to resort to plan B, which was to drive all the way to the other side of the forest to Joe Moffitt Trailhead. From there, we took the trail north, heading towards King Mountain.

หันซ้ายหันขวาเดินวนอยู่หลายรอบก็ไม่เห็นเจอทางอื่น สรุปแล้วเลยต้องไปแผนสำรองคือขับรถไปอีกฝั่งของพาร์คไปเริ่มต้นที่เส้นทางเดินป่า Joe Moffitt กันแทน จากที่นั่นเรามุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังยอดเขา King Mountain

The trail was pretty well marked, with big white color blazes, which normally would be the hardest to spot, but the ones here were pretty big so we didn’t really have any trouble with them. I recently went hiking with a couple of non-hiker friends and realized that maybe I should share a couple of small tips that’s pretty common knowledge among avid hikers, but might not be as obvious for a novice. When you see a single blaze, it means you should continue straight along the same path. But when you notice a double blaze, it means there is a turn in the trail at that spot. Different color blazes signal that you are switching from one trail to another. My non-hiker friends were quite impressed with my basic hiking skills when I mentioned these to them. 😇

ทางที่นี่มีหมุดบอกทางสีขาว ซึ่งปรกติจะดูยากหน่อย เพราะมันกลมกลืนไปกับลายไม้ แต่ของที่นี่เค้าเพ้นท์ไว้อันโต เลยหาไม่ยากเหมือนที่อื่น เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสไปเดินป่ากับเพื่อนซึ่งไม่ใช่นักเดินป่ามืออาชีพอย่างเรา 😎 เลยนึกขึ้นได้ว่าเราควรจะอธิบายเคล็ดลับเกี่ยวกับเจ้าหมุดบอกทางในป่าพวกนี้ซักหน่อย คนที่เดินป่าบ่อยๆจะรู้กัน แต่ถ้าคนที่ไม่คุ้นส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าหมุดอันเดียวหมายความว่าให้ตรงไปทางนี้เรื่อยๆ แต่ถ้าเจอหมุดคู่แปลว่าเป็นทางเลี้ยว ส่วนหมุดสองสีคือเป็นสัญลักษณ์ว่าเรากำลังเริ่มเปลี่ยนทางจากเส้นนึงไปอีกเส้นนึง เพื่อนเราประมาณว่าซูฮกกับทักษะการเดินป่าขั้นพื้นฐานของเรามาก 😇 แต่จริงๆแล้วคือก็รู้อยู่เท่านี้แหละ พอไปวัดไปวาได้ไม่หลง 😆

It was mostly typical winter scenes with bare branches along the way, but we did get a peek of bright green mosses every now and then. The day was cold, with temperature hovering in the low 40s the entire day.

วิวที่นี่ก็เป็นต้นไม้ใบโกร๋นตามสไตล์ป่าหน้าหนาว แต่ก็พอมีหญ้ามอสเขียวขจีให้ได้เห็นอยู่ประปราย วันนั้นอากาศค่อนข้างเย็น ประมาณ 40 องศาฟาเรนไฮต์หรือประมาณ 4-5 องศาเซลเซียสตลอดทาง

We made it up to the highest point of the Uwharrie at King Mountain, elevation 1,020 feet!

ในที่สุดก็ตะกายขึ้นไปถึงยอดเขา King Mountain กันจนได้ ที่นี่เป็นจุดสูงสุดของพาร์คนี้ ความสูงอยู่ที่ 1,020 ฟุต

Took a little detour on an offshoot trail towards campsite number 7. There was a plaque commemorating the building of the site, along with grills for cooking convenience.

แวะทางแยกเข้าไปดูแคมป์เบอร์เจ็ด เค้ามีป้ายบอกที่มาของทำเลที่ตั้งและผู้มาก่อสร้าง แถมมีเตาบาร์บีคิวไว้ให้ปิ้งย่างอาหารกันตามสะดวก

There was an old gold mine along the way. Things got a little confusing here as this large flock of birds were swarming right above our heads. They were so loud it was quite terrifying. 😱 We got disoriented and went a bit off course, but fortunately were able to realize our mistake pretty quickly before turning back on the right path.

ขากลับเดินผ่านเหมืองทองเก่า เดินเลยมาหน่อยเจอฝูงนกบินอยู่เหนือหัวเสียงดังมาก ตอนแรกตกใจไม่รู้ว่าเสียงอะไร ชะเง้ออยู่ซักพักถึงได้รู้ว่าเป็นนก ไม่เคยได้ยินเสียงนกดังขนาดนี้มาก่อน 😱 ส่องดูกันจนเดินหลงไปอีกทาง ดีที่ไปไม่ไกลมารู้ตัวถึงได้เดินกลับมาถูกทางกันได้

We clocked in at 4.38 miles, which took us almost 2.5 hours. Quite a bit of elevation gain because of that climb up the mountain! 😓

วันนั้นเดินกันไป 4.38 ไมล์หรือประมาณ 7 กิโล ใช้เวลาทั้งหมดสองชั่วโมงครึ่ง รวมทั้งที่ต้องปีนขึ้นเขา กับที่ไปเดินหลงกันอยู่พักใหญ่ 😓

We had the Chicken Salad Chick leftovers when we got back to the car.

กลับมาถึงรถมีเสบียงรอไว้เรียบร้อย เป็นแซนด์วิชไก่จาก Chicken Salad Chick ที่กินเหลือมาจากเมื่อวาน

Spotting the last barn quilt of Randolph County before heading home!

ตาดีไปเจอลายผ้าโรงนาอันสุดท้ายก่อนกลับบ้าน

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Rainy Day at NC Zoo

Trip Date: December 2020

วันสัญจร: ธันวาคม 2563

A visit to the North Carolina Zoo was a no-brainer on our Getaway Asheboro trip since it was located literally almost right next to the outpost! At night, we heard animal howls and cries from our cabin, which further confirmed our proximity to this awesome spot. 😆

ไปถึงเมือง Asheboro ทั้งทีก็ต้องแวะไปเที่ยวสวนสัตว์รัฐนอร์ทแคโรไลน่ากันซักหน่อย ไม่งั้นเค้าจะว่าไปเสียเที่ยว โดยเฉพาะเห็นทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับที่พักเราพอดิบพอดีเชียว ใกล้กันขนาดที่ว่าตอนกลางคืนได้ยินเสียงสิงสาราสัตว์ต่างๆเห่าหอนให้นอนฟังกันแบบเพลินๆ 😆

We checked the weather forecast right before we left and were well aware that it was going to be a rainy day. However, the zoo required ticket reservation prior to arrival due to their COVID-19 protocols. So, we decided to take the chance and reserved our tickets for the 12:30 pm time slot, fully prepared to abandon them if the rain wouldn’t let off by then. 🙄

ก่อนไปเช็คพยากรณ์อากาศดูก่อนแล้วว่าวันนั้นฝนตกแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เผอิญว่าเวบไซต์ที่สวนสัตว์ประกาศไว้ว่าต้องจองตั๋วก่อนไปถึงจะเข้าชมได้ตามระเบียบยุคโควิด เราคิดสะระตะดูแล้วตัดสินใจกันว่ายอมเสี่ยงจองตั๋วรอบเที่ยงครึ่งไว้ละกัน ถ้าฝนหยุดก็ไป ถ้าไม่หยุดก็ยอมอด 🙄

Fortunately for us, it was perfect timing! The parking lot was deserted when we arrived at the zoo at our appointed time right when the rain died down to barely a drizzle.

ปรากฎว่าโชคดีแท้ไปถึงฝนหยุดเกือบสนิทพอดี๊พอดี ลานจอดรถกว้างขวางมีรถจอดอยู่แค่ไม่กี่คัน

It felt almost like we had the entire place to ourselves. Most of the shops and concession stands were closed, understandably.

เข้าไปถึงเหมือนมาทัวร์ส่วนตัว แทบจะไม่มีคนอื่นเลย ร้านค้าปิดกันหมดเดินแล้วเหมือนมาสวนสัตว์ร้าง 😅

We spotted an alligator and an alligator snapping turtle at Cypress Swamp!

จระเข้ กับเต่างับจระเข้ (แปลตรงตัวจากชื่อภาษาอังกฤษของเค้า 😆) ที่ Cypress Swamp

Not a zoo exhibit but…

ตัวนี้ไม่ใช่ของสวนสัตว์แต่ก็สัตว์เหมือนกันนิ 🙄

A fake duck in the duck pond? 🤨

ไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าต้องเอาเป็ดไม้มาลอยคอในบ่อ 🤨

Zoo sculptures.

ผลงานประติมากรรมประจำสวนสัตว์

Arctic foxes – look at those snowy white fluffy tails! 😍

สุนัขจิ้งจอกพันธุ์อาร์คติค ขนปุกปุยขาวราวกับหิมะ 😍

This black bear was playing peekaboo with us. We stood there for 10 minutes stalking him, while he kept peeking out every few minutes to see if we’re gone yet. 🤣

หมีสีดำตัวนี้มาเล่นซ่อนแอบกับเรา อุตส่าห์ยืนเฝ้าอยู่เกือบสิบนาทีได้ แกค่อยๆโผล่หน้าออกมาชะเง้อดูว่ามนุษย์สองตนนี้ยังอยู่รึเปล่า พอเห็นเราก็หลบกลับเข้าถ้ำไป ผลุบๆโผล่ๆอยู่จนเราสงสาร เลยปล่อยแกไว้ตามอัธยาศัย 🤣

A red wolf.

หมาป่าพันธุ์สีแดง

Desert reptiles.

สัตว์เลื้อยคลานแห่งทะเลทราย

A porcupine.

ตัวเม่น

Chilean flamingos.

นกฟลามิงโก้พันธุ์จากชิลี

Zoo Christmas decorations.

เตรียมตัวต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส

Gorillas – they were not very thrilled to see us… 😐

เจ้ากอริลล่าพวกนี้หน้าตาไม่ค่อยรับแขกซักเท่าไหร่ 😐

Chimpanzees.

ลิงชิมแปนซี

Lions.

สิงโต

A Red River hog.

หมูป่าแม่น้ำแดง

Too bad these were the only giraffes we got to see. 😕

ยืนส่องอยู่ตั้งนานได้เห็นยีราฟก็แค่สามตัวนี้แหละ 😕

An African elephant.

ช้างป่าพันธุ์แอฟริกัน

Didn’t spot any ostriches, rhinoceroses, or antelopes! 😢

ไม่มีนกกระจอกเทศ แรด หรือ ละมั่งโผล่มาให้ดูซักตัว 😢

Still deserted at closing time!

จนถึงเวลาปิดก็ยังไร้ผู้คน

All in all, we had a good visit. Even though we didn’t get to spot a few animals we were hoping to see, but we appreciated the no-crowd aspect of the experience, especially right in the middle of a bad COVID-19 surge back in December. 😷

สรุปว่าถึงจะอดเห็นสัตว์ป่าอยู่หลายชนิด แต่ก็มาเดินเล่นกันได้เพลินๆอย่างปลอดภัยไร้ผู้คน เหมาะกับสถานการณ์โควิดที่พุ่งทะลุเป้าอยู่ในช่วงนั้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่แล้ว 😷

We squeezed in a cool hike at the end of the day at Purgatory Trail. The trailhead is located right at one end of the zoo parking lot, on the North America side. Several signs gave clear direction along the way.

ก่อนกลับขอแวะไปเดินป่ากันที่ Purgatory Trail ต้นทางตั้งอยู่ในบริเวณสวนสัตว์พอดี อยู่ปลายสุดด้านทิศเหนือของลานจอดรถฝั่ง North America ออกมาปุ๊บก็เดินตามป้ายที่เรียงรายคอยบอกทางอย่างชัดเจนไม่ต้องกลัวหลง

We pretty much had the entire trail to ourselves, only ran into one fellow hiker when we reached the top of Purgatory Mountain. The path was very well maintained and nicely paved, with several signs along the way letting you know how far you had gone.

ช่วงนั้นตอนบ่ายคล้อยๆ ทางไม่มีคนเดินเลยซักคน ขึ้นไปถึงยอดเขา Purgatory ถึงได้เจอเพื่อนร่วมเดินป่ากำลังเดินลงมาหนึ่งคน ทางเค้าทำไว้เป็นสัดส่วนอย่างดี เดินง่าย ไม่ต้องกลัวสะดุด มีป้ายคอยบอกทางตลอดให้รู้ว่าเดินมาไกลเท่าไหร่แล้ว

The sun was setting when we were heading downhill.

ตอนขากลับพระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี

We clocked in at a little over 2 miles, which took us about an hour uphill then back down.

วันนั้นเดินกันไปประมาณ 2 ไมล์ได้ หรือประมาณ 3 กิโลหน่อยๆ ใช้เวลาเดินขึ้นลงเขาทั้งหมดเกือบชั่วโมงได้

The parking lot was totally empty when we got back to the car. 😛

ลงมาถึงเหลือรถเราจอดอยู่คันเดียว 😛

Spotting these cute zoo signs on our way out! 😍

ป้ายสวนสัตว์ของเค้าน่ารักดีเนอะ 😍

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: On the Way to Asheboro

Trip Date: December 2020

วันสัญจร: ธันวาคม 2563

As usual, we stopped by a few places along the way to Asheboro. First stop was at Fair Game Beverage Company in Pittsboro. We didn’t realize until we got there that this place was more like an entire community rather than just one distillery. The whole place was actually called Chatham Beverage District, and consists of several different operations in a cool setting with very artsy vibes.

ระหว่างทางไป Asheboro เราได้หยุดแวะเที่ยวตามรายทางเช่นเคย แห่งแรกคือ Fair Game Beverage Company ในเมือง Pittsboro ก่อนไปไม่ทราบว่าที่นี่จริงๆแล้วเป็นแหล่งรวมโรงผลิตเครื่องดื่มหลากหลายชนิด โดยมีชื่อเต็มๆว่า Chatham Beverage District

The location was a little obscure, but there were clear signs letting us know we were heading in the right direction.

ตำแหน่งที่ตั้งออกจะสันโดษเล็กน้อย แต่มีป้ายตามทางคอยบอกอย่างชัดเจนว่าเรามาถูกทางแน่นอน

The vibes there was chilled and relaxing. There were picnic tables and benches scattering around. It wasn’t very crowded that day we went.

บรรยากาศที่นี่ชิลด์ๆ สบายๆ วันนั้นที่ไปคนไม่เยอะ มีโต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจายทั่วบริเวณให้นั่งเอนจอยเครื่องดื่มตามอัธยาศัย

Besides a distillery, a brewery, a meadery, and a cidery, the place also includes a hemp smith shop, an art gallery, and even a biofuel terminal!

กิจการที่นี่มีตั้งแต่โรงเบียร์ โรงเหล้าน้ำผึ้ง โรงเหล้าผลไม้ ไปจนถึงโรงกลั่นเหล้าเพียวๆ นอกจากนี้ยังมีร้านขายผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ แกลเลอรี่แสดงผลงานศิลปะ รวมไปกระทั่งถึงโรงกลั่นเชื้อเพลิงชีวภาพ

There is an axe throwing range all the way in the back of the property!

ด้านหลังสุดมีสนามขว้างขวาน

This place was a photographer’s paradise. 😍 There were quirky little art pieces everywhere.

ผลงานศิลปะเรียงรายเต็มไปหมด เดินถ่ายรูปกันจนเพลิน 😍

We grabbed our lunch at Copeland Springs Kitchen, a sustainable farm-to-table style eatery that serves fresh local dishes made from locally sourced ingredients. Our lunch was tasty, especially considering there was no meat in it… 😛

ก่อนกลับเราแวะทานข้าวกลางวันกันที่ Copeland Springs Kitchen ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ที่นี่เค้าเสิร์ฟอาหารสไตล์สดจากฟาร์ม โดยแต่ละเมนูล้วนแล้วแต่มีวัตถุดิบมาจากแหล่งเกษตรกรรมในท้องถิ่น สองจานที่สั่งมารสชาติดีเกินความคาดหมาย ทั้งๆที่เป็นอาหารเจไม่มีเนื้อสัตว์เจือปน 😛

After lunch, we headed over for a quick hike at Faith Rock Nature Trail, over in Franklinville. We had some trouble finding the trailhead using Google Maps, which initially sent us to Faith Rock Rd. After a bit of turning around, we finally located it on Andrew Hunter Rd. There was a big gravel lot there with plenty of spaces to park.

หลังทานข้าวเสร็จเราต่อไปเดินป่ากันที่ Faith Rock Nature Trail ในเมือง Franklinville วนหากันอยู่พักใหญ่ๆกว่าจะเจอต้นทาง เพราะคุณ Google Map พาเราไปที่ถนน Faith Rock ซึ่งเท่าที่ดูแล้วไม่มีทางเข้าไปถึงได้ สุดท้ายงมไปมาไปเจอะลานจอดรถที่ถนน Andrew Hunter ซึ่งดูมีภาษีกว่าหลายเท่า

The first thing we saw was the ruins of a textile mill, which stood largely intact near the shore of Deep River.

จอดรถลงมาเจอซากปรักหักพังของโรงงานทอผ้าแห่งนี้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Deep River ถึงได้แน่ใจว่ามาถูกที่แน่ตามที่โพยเค้าว่าไว้

The trail starts right after we crossed this bridge over to the other side of Deep River.

ต้นทางเดินป่าตั้งอยู่อีกฝั่งของสะพานข้ามแม่น้ำ Deep River ตามที่ป้ายบอก

Looking back to see the mill ruins from across the river.

จากอีกฝั่งมองกลับมาเห็นวิวซากโรงงานอีกมุมหนึ่ง

Made it to Faith Rock!

ในที่สุดก็มาถึง Faith Rock จนได้

This was a short hike, less than a mile there and back. It took us about half an hour from start to finish, almost half of which was the time spent climbing up and enjoying the view at Faith Rock.

ทางเส้นนี้เป็นสายสั้นๆ ไปกลับยังไม่ถึงไมล์ดี หรือประมาณกิโลเกือบครึ่งเท่านั้น วันนั้นเราใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะต้องตะกายขึ้นก้อนหินไปดูวิวกัน เลยขอนั่งอยู่นานหน่อย

Stopping by to check out a Randolph County barn quilt in Ramseur.

แวะถ่ายรูปลายผ้าบนโรงนาระหว่างทางที่เมือง Ramseur

Last stop of the day was this tiny little town with the coolest name – Whynot! 🤷‍♀️ Many businesses in town were capitalising on the unusual moniker. Our favorite was this last sign, in front of one of the churches! 🤣

ท้ายสุดแวะไปเที่ยวกันที่เมืองชื่อสุดเก๋ Whynot 🤷‍♀️ ป้ายโฆษณาร้านรวงหลายแห่งต่างนำเอาชื่อเมืองมาใช้เป็นชื่อร้านกันเต็มไปหมด แต่ที่เห็นแล้วชอบใจที่สุดเห็นจะต้องยกให้อันสุดท้ายที่เห็นซึ่งตั้งอยู่หน้าโบสถ์ใหญ่ในเมือง Why not, try God? ยกคะแนนความคิดสร้างสรรค์ให้เต็มสิบ 🤣

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Glamping at Getaway Asheboro

Trip Date: December 2020

วันสัญจร: ธันวาคม 2563

For the longest time, whenever I went browsing on Joel’s Facebook feed, photos of these sleek black container cabins in beautiful forest settings kept popping up, trying so desperately to grab my attention. They came with a huge picture window on one side. In all these shots, there were people in cozy-looking pajamas lounging on the comfy looking bed that sits right next to the big window. Some of them were holding a cute coffee cup, some holding a book, and others were just holding each other. 🥰 One thing they all had in common? Every single one of them looked like they hadn’t a single care in the world!

ตั้งแต่ประมาณต้นปีที่แล้ว เวลาไปดูรูปในเฟซบุ๊กทีไร จะเจอรูปเคบินสีดำตั้งเด่นอยู่กลางป่าโผล่มาให้เห็นตลอด แต่ละหลังมีหน้าต่างบานโตให้ชมวิวป่าเขาลำเนาไพร ในรูปจะเห็นคนใส่ชุดนอนนั่งๆนอนๆอยู่บนเตียงที่อยู่ติดกับหน้าต่าง บ้างก็ถือถ้วยกาแฟเก๋ๆ บ้างก็กำลังนอนเอกเขนกอ่านหนังสือ บ้างก็กอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับครอบครัว 🥰 ทุกคนดูมีความสุข ผ่อนคลาย ไร้ความกังวลใดๆ

After months of being taunted, I caved in and looked them up. I learned that Getaway maintains a set of these smart-looking cabins in what they call Outposts, all within easy driving distance from a major city. Their goal was to offer a cozy place where overtired working people can just go and ‘get away’ from their day-to-day jobs, and enjoy their time reconnecting with nature. AND, they have one just a little over an hour from where we live! 🤔 Thus, so began my next trip idea – a weekend ‘getaway’ to Asheboro! 😊

หลังจากภาพเคบินเหล่านี้โผล่มายั่วอยู่หลายเดือน ในที่สุดเราก็ยอมแพ้ ขอลองเสิร์ชไปดูซิว่ามันคืออะไรกัน บริษัท Getaway เค้านำเสนอสถานที่ตั้งแค้มป์ในป่าสำหรับคนทำงานที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองมาแสวงหาความสงบจากธรรมชาติ โดยการออกแบบที่พักขนาดกระทัดรัดที่มีความสะดวกสบายเพียบพร้อม แต่ละสาขามีทำเลอยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่ ขับรถไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกินสองชั่วโมง ไปดูตำแหน่งที่ตั้งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศของเค้าแล้ว ปรากฎว่ามีอันใกล้บ้านเราด้วยแฮะ 🤔 สรุปแล้วเลยได้เป็นที่มาของทริปไปเที่ยวเมือง Asheboro ของเรา 😊

It would have been nice to go during the Fall season when the woods were bursting with colors, but we already had a Fall trip planned by that point, so I settled with early Winter instead. We arrived at our designated cabin, Irma, as the sun was setting that first night. It was one of 32 cabins at the Asheboro Outpost.

ไปตั้งแค้มป์กลางป่าทั้งที จริงๆแล้วอยากจะไปช่วงฤดูใบไม้ร่วง จะได้เห็นใบไม้สีสวยๆ แต่เพราะเรามีทริปภูเขาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เลยต้องเลื่อนกำหนดไปช่วงต้นหน้าหนาวกันแทน เราเดินทางไปถึงเคบินที่เค้าจัดเตรียมไว้ให้เย็นนั้นตอนเกือบค่ำพอดี Irma เป็นหนึ่งในจำนวนเคบินทั้งหมด 32 หลังที่สาขาเมือง Asheboro แห่งนี้

The cabin looks exactly like what we saw in the pictures, small but cozy. It was squeaky clean inside, with a queen size platform bed on one end, a small kitchen with a sink, and a little table just big enough for two people. The main feature of this glamping spot that motivated me to come try it out was the en-suite bathroom, which is a must-have in my camping book! 😆 The place was tiny but it did have pretty much everything we needed. We packed a few things from home that we didn’t think they would provide: tongs, aluminum foil, and skewers, but as it turned out, they really did go over and beyond to make sure everything was there for our convenience!

เข้าไปข้างในก็ประมาณที่เห็นในรูป ถึงจะเล็กแต่ก็ไม่ถึงกับน่าอึดอัด เค้าทำความสะอาดไว้จนเอี่ยมอ่อง ข้างนึงเป็นเตียงขนาดพอนอนได้สองคนพอดี ตรงกลางเป็นครัวเล็กๆ มีโต๊ะเก้าอี้ไว้ให้นั่งทานข้าว อีกฝั่งเป็นห้องน้ำมีส้วมกับห้องอาบน้ำพร้อมฝักบัว อันสุดท้ายนี่แหละเป็นจุดขายสำคัญที่ชนะใจเรา 😆 บ้านเค้าขนาดจิ๋วก็จริง แต่มีทุกอย่างเตรียมให้ครบ เราอุตส่าห์หอบเอาของที่ไม่คิดว่าเค้าจะมีให้มาจากบ้าน อย่างที่คีบอาหาร กระดาษฟอยล์ และไม้เสียบปิ้งย่าง แต่ปรากฎว่าไม่ต้องเอามาก็ได้ เพราะมีให้หมด คือเพียบพร้อมไปซะทุกอย่างจริงๆ

Dinner the first night was grilled shrimp, corn on the cob, and roasted cucumber slices.

อาหารเย็นคืนแรกเป็นกุ้งเผา ข้าวโพดปิ้ง และแตงกวาย่าง

We had s’mores for dessert. The bag of s’mores came complimentary with our Getaway cabin!

ตบท้ายด้วย s’mores และ marshmallow เป็นของหวาน ชุดทำ s’mores ถุงนี้เป็นอภินันทนาการมาจาก Getaway

The next morning we woke up to a steady stream of rain. After a quick and easy breakfast, served in bed 😊, we just lounged around lazily waiting for the rain to let off. I understand now how it felt like to just totally unwind, relax, and do absolutely nothing – it was pure bliss! 😇

เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาเจอฝนตกหนักพอสมควร หลังจากมีอาหารเช้ามาเสิร์ฟถึงเตียงโดยคุณสามีแล้วเลยได้นอนเล่นฟังเสียงเปาะแปะอยู่บนเตียงรอจนฝนซา สรุปว่าเช้านั้นคือได้พักผ่อนกันเต็มที่ ไม่ต้องรีบร้อนไปเที่ยวไหนเหมือนเคย เพิ่งเข้าใจว่ามาเที่ยวพักผ่อนด้วยความผ่อนคลายเป็นแบบนี้นี่เอง 😇

When the rain began to die down, Joel started preparing our lunch – chicken sandwiches from Chicken Salad Chick in Cary. We had lunch in the cabin before heading to the NC Zoo, which was literally a 5-minute drive away!

พอฝนเริ่มซาคุณสามีก็จัดการเตรียมอาหารมื้อกลางวัน เป็นแซนด์วิชสลัดไก่จากร้าน Chicken Salad Chick ใกล้บ้านที่เตรียมกันมา หลังจากนั้นเราจึงไปเดินเล่นที่สวนสัตว์กัน ขับรถไปไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น

I went for a walk after we got back to our cabin that evening. There was a small pond nearby, with a short trail that goes all the way around it. I was bummed to find out we didn’t get a cabin by the water when we first arrived, but the good thing about ours was the privacy, as it was sitting high up above a small hill.. Some of these cabins on the water seem a bit more exposed to their neighbors and people walking on the path…

เย็นนั้นกลับมาถึงเราไปเดินสำรวจรอบๆบริเวณเคบิน ถัดลงมาไม่ไกลเป็นสระน้ำเล็กๆซึ่งมีทางให้เดินชมรอบๆ วันแรกที่มาถึงพอเห็นว่าเราไม่ได้อยู่เคบินริมน้ำก็ออกจะผิดหวังเล็กน้อย แต่พอมาเดินดูแล้วรู้สึกว่าอันของเรามีความเป็นส่วนตัวกว่าเยอะ เพราะอยู่บนเนินต่างหาก อันแถวนี้เหมือนจะมองเห็นเพื่อนบ้านและคนผ่านไปใครมาค่อนข้างชัดเจนเล็กน้อย โดยเฉพาะหน้าต้นไม้โกร๋นๆอย่างนี้

Dinner the second night was leftover corn, hot dogs and baked beans.

อาหารเย็นคืนที่สองเป็นฮอทดอก กับข้าวโพดปิ้งที่เหลือจากคืนก่อน และถั่วต้ม

Shamelessly copying the photos I saw people posting on Instagram! 🤣

เลียนแบบรูปสวยๆที่คนอื่นเค้าเอามาโพสลงอินสตาแกรม 🤣

All in all, we loved our stay at Getaway. I don’t think we will ever go back, but we did enjoy our time there and were glad we gave it a try. Now I can say that we went camping for 2 nights in the woods, something I never thought I would add to my achievement list! 😆

สรุปว่าทริปนี้เราแฮปปี้ที่ได้มาลอง Getaway กัน แนะนำว่าถ้าจะมาอยู่ซักคืนสองคืนกำลังดี อย่างเราได้มาแล้วคงไม่คิดอยากจะกลับมาอีก แต่ก็ดีใจที่ได้มาลองในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะลอง อย่างน้อยก็ไปบอกใครๆได้ว่าเรามาตั้งแค้มป์นอนกลางป่ากันสองคืน 😆

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: Moravian Falls and Raffaldini Vineyards


Trip Date: October-November 2020

วันสัญจร: ตุลาคม-พฤศจิกายน 2563

This short post wraps up our second mountain trip of the year 2020, with the last two stops at Moravian Falls and Raffaldini Vineyards.

โพสต์สั้นๆวันนี้เป็นตอนสุดท้ายของทริปภูเขารอบสองประจำปีค.ศ. 2020 โดยจะพาไปแวะเที่ยวที่น้ำตกโมราเวียนและไร่องุ่นแรฟฟาดีนี

Moravian Falls is a tiny little town in northwestern NC that is home to an amazing 35-foot waterfall of the same name. The waterfall is located within the Moravian Falls Family Campground & Rental Cabins area. The owners have stated on their web site that they welcome non-campground visitors to come see the falls, as long as they stop by at the office to pay a $5 fee. When we got there, there was a sign in front of the office that said nobody was in, with a phone number to call if help is needed. We noticed a senior couple nearby taking pictures on the bridge overlooking the falls, so we walked over.

Moravian Falls เมืองเล็กๆทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐนอร์ทแคโรไลน่าแห่งนี้เป็นที่ตั้งของน้ำตกขนาดกว้าง 35 ฟุต ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตของ Moravian Falls Family Campground & Rental Cabins เจ้าของที่เค้าบอกไว้ในเวบเพจว่ายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวอื่นๆที่ไม่ได้เป็นแขกของที่แคมป์ แต่กรุณาแวะที่ออฟฟิศเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียม 5 ดอลล่าร์ก่อนเข้าชมบริเวณน้ำตก วันนั้นที่ไปถึงหน้าออฟฟิศมีป้ายแปะไว้ว่าไม่มีคนอยู่ แต่มีเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ติดต่อถ้าต้องการความช่วยเหลือ เราไปด้อมๆมองๆแล้วเห็นลุงกับป้าคู่นึงยืนถ่ายรูปน้ำตกอยู่บนสะพาน เลยลองเดินไปดูกัน

The path down to the waterfall was blocked off with a yellow tape, and there was a sign indicating the area was closed due to a recent flood. The nice lady told us she called the number and was told they were welcomed to take photos from there, so that’s what we did too. 😛 Upon closer look, we noticed these 2 ladies down at the falls, past the cordoned off area… 😐 The nice lady told us the person she spoke to on the phone said they were not supposed to be down there. We took our pictures from afar, and said goodbye to the old couple before heading off to our next stop. Right as we were driving away, we saw a lady arriving in her truck and walking down to have a word the two ladies… 😬

ไปถึงเห็นเค้ามีเชือกกั้นทางลงไปที่น้ำตก แล้วมีป้ายเขียนติดไว้ว่าบริเวณนี้ปิดห้ามเข้า เพราะพื้นดินอ่อนตัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อเร็วๆนี้ เกรงว่าจะเป็นอันตราย พอเห็นเราเดินไปคุณลุงกับป้าก็เข้ามาทักทาย แกว่าแกโทรไปเบอร์ที่เค้าแปะไว้แล้วเจ้าของที่บอกว่าให้มาถ่ายรูปตรงนี้ได้ไม่เป็นไร แต่อย่าลงไปข้างล่าง พอเดินไปอีกฝั่งเพิ่งเห็นว่ามีเจ๊สองคนยืนถ่ายรูปอยู่ตรงริมน้ำตก ประมาณว่าคงแอบมุดเชือกเข้าไปกัน 😐 ป้าแกบอกว่าเจ้าของเค้ารู้แล้วและกำลังจะมาจัดการด้วย เราเลยยืนถ่ายรูปกันแบบไกลๆด้วยความเชื่อฟัง ตอนกำลังจะขับรถออกมาเห็นมีรถกระบะมาจอด แล้วคุณป้าเจ้าของที่เดินฉวบๆลงไปเจรจากับเจ๊ทั้งสองด้วยท่าทางซีเรียส 😬

Our last destination of the trip was at Raffaldini Vineyards, a beautiful estate in another tiny town of Ronda, NC. This family-owned enterprise claims to ‘bring Tuscan charm to North Carolina’ and is best known for their Chianti-style wines. As a non-wine-enthusiast, I can’t really attest to the quality of their wines. 😛 But this place got tons of 5-star reviews from several platforms, including Google, TripAdvisor, Yelp, and Facebook!

จากที่น้ำตกเราไปต่อยังจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้นั่นก็คือ ไร่องุ่นแรฟฟาดีนี ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Ronda ที่นี่เป็นกิจการในครอบครัว เค้าโฆษณาไว้ว่า ‘เราต้องการนำเสน่ห์แห่งทัสคานีมาสู่รัฐนอร์ทแคโรไลน่า’ และมุ่งเน้นที่การผลิตเหล้าองุ่นสไตล์คีอานตีของอิตาลี่ คนไม่ชอบดื่มไวน์อย่างเราไม่สามารถบอกได้ว่าเหล้าของเค้าอร่อยจริงสมคำร่ำลือรึเปล่า 😛 แต่ฟังจากรีวิวหลากหลายกระแส ไม่ว่าจะเป็น Google, TripAdvisor, Yelp หรือว่า Facebook ลูกค้าที่นี่ดูจะเห็นพ้องต้องกันว่าของเค้าดีจริง