Travel Diary: Texas Hill Country

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

From San Antonio, we headed north and did a quick tour through a part of what they call ‘Texas Hill Country’ which is essentially this region in central Texas with, you guessed it, a lot of hills! 😆 The showcase picture above absolutely does not illustrate an accurate portrayal of the hill country being described at all, but I thought it was a lovely shot with the Texas flag! 😂

จากเมืองซานอันโตนิโอ เราขับรถขึ้นเหนือไปเที่ยวช่วงกลางของรัฐเท็กซัสที่เรียกว่า Hill Country ซึ่งเต็มไปด้วยเนินเขาเล็กๆหลายลูกมาจับกลุ่มรวมกันอยู่ ผิดแปลกไปจากส่วนอื่นรอบๆที่แบนราบซะเป็นส่วนใหญ่ รูปข้างบนไม่ได้ช่วยให้เห็นภาพที่ว่าเลยแม้แต่น้อย 😂 แต่ที่เลือกมาเป็นภาพหลักก็เพราะมีธงประจำรัฐเท็กซัสตั้งตะหง่านให้เห็นเป็นเอกลักษณ์

Our first stop is Bandera, the town that calls itself the ‘Cowboy Capital of the World.’ There were tons of ranches everywhere, some you could stay overnight to get a taste of ‘real cowboy life’ if you’re keen! 😆 At the south end of the town sat Bandera City park, where Medina River runs along its outer perimeter. This is one of the most beautiful rivers in Texas, especially here, where the river bank is lined with bald cypress trees. We were quite lucky with our timing that week, because everywhere we went, wildflowers were in full bloom, and we got to enjoy them in their full glory! 😍

เราไปแวะที่เมือง Bandera กันก่อนเป็นที่แรก เมืองนี้ตั้งฉายาให้ตัวเองว่าเป็นเมืองหลวงแห่งคาวบอย ซึ่งก็สมชื่อจริงๆ เพราะมีฟาร์มคาวบอยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง บางที่สามารถไปพักค้างคืนเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศคาวบอยแท้ๆกันได้เป็นการส่วนตัว ที่นี่มีแม่น้ำ Medina ไหลผ่านทางตอนใต้ของเมือง แม่น้ำนี้เค้าว่ากันว่าเป็นแม่น้ำที่สวยที่สุดในรัฐเท็กซัสสายหนึ่ง เราเลยต้องไปท้าพิสูจน์ดูกันซักหน่อย ไปเห็นแล้วต้องยอมรับว่าสวยจริงตามที่เค้าว่า ช่วงที่เราไปดอกไม้ป่ากำลังบานสะพรั่งพอดิบพอดี ไปที่ไหนก็เห็นเต็มสองข้างทางไปหมด 😍

After a relaxing stroll along the river, we went and checked out the main part of town. It was a short stretch with cute little shops. The highlight for us was this tiny little bar I spotted right before we left, and couldn’t resist stopping by to snap a few shots. Yes, those were bras in all kinds of sizes, shapes, and colors hanging from the ceiling! 😂

หลังเสร็จจากเดินเล่นริมแม่น้ำ เราเปลี่ยนมาเดินกันในตัวเมืองบ้าง จริงๆมีร้านรวงอยู่แค่ช่วงถนนสั้นๆนิดเดียว แต่ก่อนขับรถออกมาเกิดตาดีไปเห็นบาร์เล็กๆในรูป เอ อะไรมันห้อยอยู่เต็มเพดาน เลยต้องแวะกันเข้าไปดู มันคือยกทรงหลายสีหลายทรงหลายไซส์ ห้อยเรียงรายเต็มไปหมด 😂

From Bandera, we made a quick stop in Ingram, at the campus of Hill Country Arts Foundation, to see a sizable replica of the infamous Stonehenge, called Stonehenge II. 😆 They even have a couple of Easter Island heads on display there too! This place made an awesome photo spot, especially for those like us who haven’t got a chance to see the real places just yet! 😉

จากเมือง Bandera เรามุ่งหน้าไปที่เมือง Fredericksburg แต่ระหว่างทางขอแว่บที่ Hill Country Arts Foundation ในเมือง Ingram เพื่อไปดู Stonehenge II กับ รูปปั้นเกาะ Easter ที่เค้าจำลองมาตั้งไว้ให้ชมกัน ยังไม่มีโอกาสได้ไปดูของจริงเลยขอถ่ายรูปกับของปลอมที่นี่ไปก่อนละกัน 😆

We finally made it to Fredericksburg, a small Texas town with heavy German influence. It even has a sister city in Germany, called Montabaur. We went first to Fredericksburg Herb Farm to check out their little gardens full of cute little knickknacks. They also have cozy little Sunday cottages that were styled like those built in the old days by German farmers so they could stay when they came into town for a church visit, and for their weekly shoppings.

ในที่สุดเราก้อมาถึงเมือง Fredericksburg กันจนได้ เมืองนี้มีชาวเยอรมันมาตั้งถิ่นฐานกันอยู่เยอะ จนถึงกับมีเมืองพี่น้องอยู่ที่ประเทศเยอรมันนีชื่อ Montabaur เราไปที่ Fredericksburg Herb Farm กันก่อน ที่นี่นอกจากจะมีผักสมุนไพรวางขายแล้ว เค้ายังมีสวนดอกไม้เล็กๆ และของกระจุกกระจิกน่ารักๆวางประดับประดาไปทั่ว บริเวณด้านหน้าเป็นบ้านพักให้เช่า ตัวบ้านจำลองมาจากบ้านตากอากาศในเมืองของชาวนาเยอรมันสมัยก่อนที่สร้างบ้านหลังเล็กๆอย่างนี้เอาไว้เพื่อให้ครอบครัวมีที่พักเวลาเดินทางเข้าเมืองมาโบสถ์และมาจับจ่ายซื้อของ

Our next stop was a quaint little shop called Hill Country Antler Art. Here, you can find deer antlers of all different shapes and sizes. We had a very interesting chat with Del, the owner, who was kind enough to explain in detail many facts about antlers we never knew before.  These antlers are actually sustainable because they are all found after the deer has shed them. I don’t think I had ever seen such a large amount of antlers all in one place! 😆

จากนั้นเราไปต่อกันที่ร้าน Hill Country Antler Art ซึ่งรับซื้อขายเขากวางทุกชนิด คุณลุง Del เจ้าของร้านใจดีมาก อุตส่าห์นั่งอธิบายให้เราฟังว่ากว่าที่จะได้เขากวางมาวางขายอย่างที่เห็น มันต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง แถมจำแนกแยกแยะเขาชนิดต่างๆให้ดูว่าอันไหนมาจากกวางอะไร แกบอกว่าเขากวางพวกนี้ได้มาโดยที่ไม่ได้มีการทำร้ายตัวกวาง คนที่เก็บมาขายเค้าเก็บเอาเขาที่กวางสลัดทิ้งโดยธรรมชาติ ไม่ได้ไปล่ามาแต่อย่างใด นั่งคุยอยู่กับแกเป็นชั่วโมง ไม่มีลูกค้าเข้ามาเลย สงสัยว่าแกจะชวนเราคุยเพราะหาเพื่อนแก้เหงามากกว่า 😆

From there, we headed a bit out of town to Wildseed Farms to see their beautiful meadows. This 200-acre farm is one of the largest working wildflower farms in the nation. If it was not so hot, I would have stayed longer. I just could not get enough of seeing the beautiful wildflowers against the perfect blue sky backdrop. 😍

หลังจากปลีกตัวมาจากคุณลุงได้ เราก็ไปดูดอกไม้สวยๆกันที่ Wildseed Farms ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ดอกไม้ป่าขนาด 200 เอเคอร์​ ซึ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศทีเดียว ดอกไม้ป่าหลากสีกำลังออกดอกบานสวยได้ที่ มองไปเห็นกันสุดลูกหูลูกตา สีทุ่งดอกไม้ตัดกับฟ้าสีฟ้าสวยจับใจ ดูยังไงก็ไม่เบื่อจริงๆ 😍

Our last excursion stop of the day was this tiny town right outside of Fredericksburg called Luckenbach, which advertised itself as the smallest town in the state of Texas, with a population count of 3. On the way, there were tons of wildflowers on both sides of the road, and I even got a perfect shot of one with a butterfly right on it! 😊 For what it has to offer: one little post office, a dance hall, and a bar, the place was so crowded with people enjoying live country music in the big courtyard right in the middle of everything.

จุดหมายสุดท้ายของวันนั้นคือเมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Luckenbach ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง Fredericksburg ออกไปไม่ไกล เมืองนี้เค้าได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เล็กที่สุดในรัฐเท็กซัส มีจำนวนประชากรแค่ 3 คนเท่านั้น ก่อนเข้าไปในเมืองขับผ่านทุ่งดอกไม้ป่ากันอีกแล้ว คราวนี้โชคดีได้เก็บรูปผีเสื้อมาเกาะอยู่บนดอกไม้ได้พอดิบพอดี 😊 เมือง Luckenbach นั้นเล็กสมชื่อจริงๆ ทั้งเมืองนอกจากจะมีที่ทำการไปรษณีย์เล็กๆแห่งหนึ่งแล้ว ก็มีหอเต้นรำ และบาร์แคบๆเท่านั้น แต่คนตรึมมาก เพราะเค้ามีดนตรีคันทรี่มาเล่นสดๆให้ฟังกันอยู่ที่ลานกว้างใจกลางเมือง

After finishing our drinks, it was time to get back into town for dinner. We took a quick stroll around the main streets of Fredericksburg while we were waiting for our reservation. Many shops were already closed by then but it was still a nice little scene, especially when it wasn’t so crowded. We had a lovely German meal at Otto’s, which came highly recommended as ‘the place to eat’ here in Fredericksburg, and we were very happy with everything we got! 😋

หลังจากจิบเหล้าฟังเพลงกันเพลินๆก็ได้เวลากลับเข้าเมืองไปทานข้าวเย็น ไปถึงยังมีเวลาเหลือเลยได้เดินเตร็ดเตร่กันในเมืองซักพักใหญ่ๆ ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดกันหมดแล้ว ตามถนนเลยไม่ค่อยมีคน ซึ่งก็ดีไปอีกแบบ เพราะได้ถ่ายรูปกันโดยไม่ต้องเกรงใจใคร ค่ำนั้นเราไปทานอาหารเยอรมันกันที่ร้านดังประจำเมืองชื่อ Otto’s ซึ่งใครๆก็แนะนำว่าถ้ามาที่ Fredericksburg ต้องลองมาชิมกันให้ได้ ลองแล้วก็ไม่ผิดหวัง ของเค้าอร่อยจริงทุกอย่างสมคำร่ำลือ 😋

Travel Diary: One Night in San Antonio

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

For our 9th anniversary this May, we celebrated with a weeklong road trip through central Texas. Starting our journey in San Antonio, we slowly made our way up to the Dallas/Fort Worth area to visit our dear friends who recently relocated from South Carolina. Neither of us had been to Texas before so we didn’t know what to expect, but we came away loving the beautiful state of Texas, and can’t wait to go back and explore the other parts we didn’t make it to this time! 🥰

ปีนี้เราไปฉลองครบรอบแต่งงาน 9 ปีกันที่รัฐเท็กซัส เริ่มต้นการเดินทางที่เมือง San Antonio ทางตอนใต้ แล้วค่อยๆแวะเที่ยวไปจนสุดทางกันที่เมือง Dallas กับ Fort Worth เพื่อเยี่ยมเพื่อนรักที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่จากรัฐ​ South Carolina เราทั้งสองคนต่างไม่เคยมาเยือนรัฐนี้มาก่อน เลยไม่มีความคาดหวังใดๆทั้งสิ้นก่อนมา แต่ปรากฏว่าจบทริปด้วยความประทับใจ และอยากหาโอกาสกลับไปเที่ยวกันอีกในอนาคตถ้าเป็นไปได้ 🥰

We landed in San Antonio on a Saturday evening and proceeded to check in to Hotel Valencia Riverwalk. It made a great home base for us due to its proximity to everything we wanted to check out, given the limited time we had there.

เรามาถึงเมือง San Antonio ตอนบ่ายแก่ๆวันเสาร์ มาถึงก็ตรงดิ่งเข้าไปเช็คอินที่โรงแรมก่อนเลย เราเลือกอยู่ที่ Hotel Valencia Riverwalk ซึ่งทำเลที่ตั้งกำลังพอเหมาะพอเจาะ ใกล้กับที่เที่ยวหลายที่ที่เล็งไว้พอดี เพราะเราเผื่อเวลาไว้เที่ยวที่นี่แค่บ่ายนี้เท่านั้น

We got a taste of Mexican culture at the Historic Market Square. Joel got to sip on a tasty Michelada, while we wandered around checking out the colorful scenes. We sampled authentic Mexican offerings and enjoyed the live upbeat music from the stage. 🥳

หลังจากทิ้งสัมภาระไว้ที่โรงแรม เราตรงไปยังจุดหมายแรกคือตลาดนัดเม็กซิโก (Historic Market Square) ที่นี่เค้ามีดนตรีเล่นกันสดๆบนเวทีให้ได้บรรยากาศครื้นเครง คุณสามีลองชิมเครื่องดื่มขึ้นชื่อที่เรียกว่า Michelada ซึ่งเค้าเอาเบียร์เม็กซิกันไปผสมกับน้ำมะเขือเทศและน้ำหอย (clam juice) 😂 แล้วเหยาะมะนาวเล็กน้อย รอบขอบแก้วทาเกลือผสมพริกให้มีรสเผ็ดสะใจ ส่วนเราเองเลือกชิมข้าวโพดปิ้งราดด้วยซอสเนยแล้วโรยหน้าด้วยพริกป่นเม็กซิกันซึ่งไม่เผ็ดเลยซักนิด

From there, we took an uber to The Grotto, which is the northern/upper section of the infamous San Antonio River Walk. Right where the uber dropped us off, I spotted some cool street art, right underneath the I-35 freeway overpass, and had to make a beeline to snap some shots. 😊

จากตลาดเม็กซิกันเราเรียกรถ uber ไปส่งที่ Grotto ซึ่งตั้งอยู่ส่วนบนของทางเดินเลียบแม่น้ำ San Antonio ตอนลงจากรถเกิดตาดีไปเห็นสตรีทอาร์ตสวยๆใต้สะพานทางด่วน เลยแอบไปเก็บภาพมาให้ชมกัน 😊

The Grotto features cool looking stone art works and benches by local artist Carlos Cortés. This non-touristy part of the River Walk offers a peaceful stroll through interesting art installations along the way, with very few people around. The most prominent one is called F.I.S.H. – a school of 25 colorful fiberglass fishes by artist Donald Lipski that can be found just a short distance from The Grotto.

ที่ Grotto นี่มีงานประติมากรรมที่สร้างจากหินโดยนักประติมากรท้องถิ่นชื่อ Carlos Cortés ทางเดินเลียบแม่น้ำ San Antonio ช่วงนี้คนไม่เยอะ มีงานศิลปะจัดไว้ให้ชมกันตลอดทาง ที่โดดเด่นที่สุดก็คืองานที่ชื่อว่า F.I.S.H. ซึ่งเป็นฝูงปลาหลากสีจำนวน 25 ตัว ทำจากไฟเบอร์กลาส ห้อยเรียงรายอยู่ใต้สะพานห่างจาก Grotto มานิดเดียว

Once we got closer to the main part of the River Walk, there was a noticeable change of mood in the atmosphere. Restaurants with colorful umbrellas lined both sides of the walk way. There were numerous tour and dinner cruises along the river, all of them filled with people. The path got so crowded at times we couldn’t help but wonder if any tipsy tourists 🤪 had fallen into the river, since there was no barrier of any kind!

เราเดินเลียบแม่น้ำมาเรื่อยๆ จนพอเข้าเขตที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักกันบรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นทันตา ทั้งสองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าและร้านอาหาร หลายแห่งมีร่มหลากสีกางไว้ให้ลูกค้าได้นั่งดื่มด่ำบรรยากาศริมแม่น้ำกัน ยิ่งค่ำลงคนยิ่งเยอะ ทั้งที่ล่องในเรือสำราญสีสวยตามน้ำ และที่เดินกันตามทาง ที่นี่เค้าอนุญาติให้ถือเหล้าเบียร์เดินจิบกันได้ (ปรกติถ้าเป็นที่เมืองอื่นๆจะผิดกฎหมาย) สงสัยอยู่แต่ว่ามีกี่คนที่เมาหัวทิ่มลงไปในน้ำมั่ง 🤪 เพราะตามทางเดินไม่มีที่กั้นซักนิด ก้าวพลาดนิดเดียวกลายเป็นลูกหมาตกน้ำได้ง่ายๆ

We checked out some of the famous spots towards the end of the busy section like Selena Bridge, Rosita’s Bridge and Marriage Island. We then crossed the Romantic Lock Bridge, where couples leave unique locks marked with their names and throw the keys into the river to symbolize their eternal love. Also, the Bexar County Courthouse is beautifully lit up at night.

ตรงเกือบสุดทางมีหลายที่ให้แวะดู เช่น Selena Bridge Rosita’s Bridge และ Marriage Island รวมไปถึง Romantic Lock Bridge ซึ่งเป็นที่ๆคู่รักมาล๊อคหัวกุญแจสลักชื่อตัวเอง แล้วโยนตัวกุญแจทิ้งน้ำไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะรักกันตราบชั่วนิรันดร ภาพสุดท้ายนั่นคือ Bexar County Courthouse ซึ่งตอนกลางคืนจุดไฟไว้สว่างไสวสวยงาม

We ended the night with the San Fernando Cathedral light show, which happens nightly on the weekend at 9, 9:30, and 10pm. The show features the history of San Antonio and was quite a sight to behold. We got there early and grabbed what we thought were decent seats right near the front on one side. But when the show started we realized that we weren’t getting the best view from that angle, so we walked over towards the middle in the back, where the colorful projection looked so much better!

คืนนั้นก่อนกลับโรงแรมเราแวะไปที่วิหาร San Fernando ซึ่งเค้ามีโชว์แสงสีเสียงให้ดูกันทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เริ่มต้นทุกๆครึ่งชั่วโมง จากสามทุ่มไปจนถึงสี่ทุ่มครึ่ง การแสดงใช้หน้าโบสถ์เป็นฉากหนัง เล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมือง San Antonio เราไปถึงกันตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง ไปจองที่แถวหน้าด้านข้างโบสถ์ แต่พอเค้าเริ่มฉายถึงได้รู้ว่าวิวจากมุมด้านข้างเห็นฉากแบบมุมเอียงๆมองไม่ชัด เลยต้องย้ายไปยืนกันตรงแถวหลัง ซึ่งได้วิวสวยงามตระการตากว่าหลายเท่า 😆

Saturday Hike: Mountains-to-Sea Trail at Falls Lake

This morning, we woke up early to join the Get Hiking Triangle MeetUp group for a morning hike on a section of the Mountains-to-Sea trail at Falls Lake in Durham. We had hiked here about 3 months ago when the weather was a bit cooler, but in the opposite direction. This time we started about 3 miles down the road from the parking lot at Red Mill Public Fishing Area. The temperature was not too bad when we started off, in the high 70s, but by the time we finished, it had crept up into the 80s and we were glad we weren’t in the heat for too long! 😅

เมื่อเช้านี้เราตื่นกันแต่เช้าไปเดินป่ากันที่เส้นทางเดินป่า Mountains-to-Sea ที่ Durham กับกลุ่มคนรักการเดินป่าจาก Get Hiking Triangle MeetUp ที่นี่เคยมาเดินกันไปครั้งนึงแล้วเมื่อสามเดือนก่อน ตอนนั้นอากาศกำลังสบาย คราวนี้ร้อนหน่อยแต่ก็ยังไม่ถึงกับร้อนมาก ตอนออกเดินอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ​ 75 องศาฟาเรนไฮต์​ (ประมาณ 24 องศาเซลเซียส) กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบ 85 องศา (เกือบ 30 C) ดีที่มาเริ่มกันแต่เช้า ไม่งั้นก็คงไม่ไหวเหมือนกัน 😅

We were given the honor to be group leaders, to which we didn’t mind when we first set off, but then quickly realized that this was quite an arduous task. The trail obviously had not be treaded on for quite sometime, unsurprisingly so given the recent scorching heat, because we must have walked into about a hundred spider webs or so during the first 2 miles. 😣 Luckily, we ran into a couple hiking towards us from the other direction. They kindly let us know that the trail ahead of us should be more or less spider-web-free as they had been clearing it the entire way. We let them know we’d also returned the favor for our section and they were equally grateful! 😄

เราสองคนได้รับการแต่งตั้งอย่างไม่เป็นทางการให้เดินนำหน้า ตอนแรกก็ดีใจว่าเค้าไว้ใจให้นำทาง แต่เดินไปได้หน่อยค่อยถึงบางอ้อว่าทำไมไม่มีใครยอมนำ ทางสายนี้คงไม่มีคนมาเดินกันนานเพราะไยแมงมุมตรึมมากกกก ช่วง 2 ไมล์แรกเราเดินฝ่าดงไยแมงมุมไปนับเป็นร้อยได้ 😣 ดีที่ไปเจอคุณลุงกะคุณป้าคู่นึงเดินสวนทางมา แกบอกเราว่าแกเดินถางไยแมงมุมกันมาตลอดทาง สรุปแล้วเลยเป็นโชคดีของกันและกันที่มาเจอกันครึ่งทางพอดี 😄

Personally, I felt that the trail was much prettier the last time we were here, when it was lush and green and wildflowers were plentiful.

คราวนี้รู้สึกว่าวิวไม่สวยเหมือนคราวที่แล้วที่มาตอนฤดูใบไม้ผลิที่ทุกอย่างเขียวขจี แถมมีดอกไม้ป่าให้ชมระหว่างทาง

We had a wild life encounter when Joel walked right over this fellow without noticing him and I shrieked when I was about to step on him but noticed at the last second that he was staring straight at me, so I jumped over him instead. 😆

คุณสามีเดินข้ามเจ้าตัวข้างบนนี่ไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อย ตัวข้าพเจ้าเองก็เกือบเหยียบคุณงูนี่ด้วยเช่นกัน แต่โชคดีเหลือบลงไปเห็นแกจ้องหน้าเราเสี้ยววินาทีสุดท้าย เลยกระโดดหลบได้ทันท่วงที 😆

We finished up right where the sign post for the Red Mill Public Fishing Area used to be. If you remember from this last post, the sign was still up and standing then, only 3 months ago. We’re not exactly sure what happened to it, but Joel seems convinced that it must have gotten struck by a lightning! 🙀 He said that would surely explain the melted rocks we saw right underneath the remnant.

เราเดินมาสุดปลายทางที่ Red Mill Public Fishing Area ซึ่งคราวที่แล้วมาเมื่อสามเดือนก่อนป้ายยังตั้งตระหง่านอยู่ แต่คราวนี้กลับเหลือแต่ตอ 🙀 ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คุณสามีคาดว่าคงจะถูกฟ้าผ่า เพราะตรงหน้าซากมีก้อนหินละลายเหลืออยู่ให้เห็นเป็นหลักฐาน

We clocked in at almost exactly 5 miles today, in a little under 2 hours. Hopefully we’ll be back hiking again at some point this summer if the temperature decides to accommodate! 😆

วันนี้เดินกันไป 5 ไมล์ (ประมาณ​ 8 กิโล) เกือบจะพอดิบพอดี ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง หวังว่าเราคงจะได้กลับมาเดินป่ากันอีกในอนาคตอันใกล้นี้ถ้าลมฟ้าอากาศเป็นใจ 😆

Saturday Hike: Brumley Nature Preserve Revisit

This past Saturday, we finally made it back to Brumley Forest Nature Preserve in Chapel Hill to check out the sunflower field. We heard that they predicted a ‘staggering bloom’ for the field at Dorothea Dix in Raleigh this year, so we didn’t have high hopes to begin with. The unreasonably scorching weather these past few weeks with 3-digit heat index kept discouraging us from making the trek. But when the temperature miraculously dipped down below 80 on Saturday after a series of rain storms, we decided to give it a shot, even though we knew that the peak bloom would be way past its prime at this point.

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเรากลับไปเยือน Brumley Forest Nature Preserve ที่ Chapel Hill กันอีกครั้ง เพื่อไปดูสถานการณ์ที่ทุ่งดอกทานตะวัน ปีนี้เค้าว่าดอกทานตะวันที่ Dorothea Dix ซึ่งเป็นอีกทุ่งที่เค้าตั้งใจปลูกไว้ให้คนไปถ่ายรูปกันโดยเฉพาะคงจะออกมาไม่สวย เพราะว่าดอกทานตะวันจะไม่ได้บานพร้อมกันเต็มทุ่งเนื่องจากลมฟ้าอากาศไม่เป็นใจ เราเลยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก จริงๆกะจะกลับไปกันเร็วกว่านี้ แต่หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาอากาศร้อนเหลือเกิน เลยไม่ได้ไปกันซักที จนมาอาทิตย์นี้ หลังจากพายุฝนโหมกระหน่ำมาหลายวัน อุณหภูมิเลยลดลงมาต่ำกว่า 80 องศาฟาเรนไฮต์จนได้ เลยตัดสินใจไปลองกันดู ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าคงจะเลยเวลาดอกไม้บานเต็มที่มานานแล้ว

And we were right – it was a total bust! 😆 The surrounding weeds have overgrown, and there was only a few blooms left.

แล้วก็เป็นไปดั่งที่คาดการณ์ไว้ไม่ผิดพลาด 😆 วัชพืชขึ้นกันจนรกรุงรังเต็มทุ่ง เหลือดอกทานตะวันไว้ให้เราดูแค่ไม่กี่ดอก

We tried to salvage what we could, and managed to get some decent shots, but still, it was overall quite a sad view to behold. Maybe we’ll have better luck next year!

ถึงโดยรวมจะดูน่าเศร้า แต่เราก็ยังดันทุรังหาดอกสวยๆมาถ่ายรูปกันจนได้ หวังว่าปีหน้ากลับมาใหม่จะได้รูปสวยๆกว่านี้

You might notice that I have no Apple Watch workout shot like I normally do. That’s because this is not technically a hike. We just made a short stroll straight to the field and back. The whole trip was maybe a mile at most. But I figured since this is a revisit to a hiking spot, I can reasonably sneak it into the ‘Hikes’ category nonetheless. 😝

ถ้าเคยอ่าน post ก่อนๆอาจจะสังเกตได้ว่าคราวนี้เราไม่มี workout shot จาก Apple Watch เหมือนกับคราวก่อนๆ เพราะว่าคราวนี้จริงๆแล้วไม่เชิงว่าจะเป็นการเดินป่าอย่างเป็นทางการ เราแค่เดินเข้าไปถึงทุ่งทานตะวันแล้วก็เดินกลับ รวมแล้วทั้งทริปคงจะไม่ถึงไมล์ดีด้วยซ้ำ แต่ไหนๆก็มาที่ๆเราเคยมาเดินป่า เลยคิดว่าน่าจะอลุ้มอล่วยนับเป็นทริปเดินป่าไปละกัน 😝

We tried to redeem the trip with an awesome sushi omakase dinner at our favorite spot in the Triangle, M Sushi. The meal, as always, did not disappoint. Our only complaint is that it’s all the way in downtown Durham, and not closer to where we live – but that’s probably for the better, or we’d end up there every weekend otherwise! 😝

หลังจากที่ผิดหวังมาจากทุ่งดอกทานตะวัน เราเลยไปหาของกินอร่อยๆปลอบใจตัวเองกันที่ M Sushi เจ้าประจำ ซูชิที่นี่สดอร่อยเหมือนเดิม เสียอยู่อย่างเดียวก็คืออยู่ไกลบ้านไปหน่อย ไม่งั้นได้มากินกันทุกอาทิตย์แน่ๆ 😝

Travel Diary: With Family in Zhengzhou

Trip Date: September 2018

วันที่เดินทาง: กันยายน 2561

We took the high-speed train yet another time to travel from Xi’an (西安) to Zhengzhou (郑州), our final destination of the trip. By then, we were already pros at high-speed train traveling in China. 😆 The Xi’an station, though quite big, was still nothing compared to the one in Beijing.

เราเดินทางจากเมืองซีอานต่อไปยังเมืองเจิ้นโจว (郑州) ซึ่งเป็นที่หมายสุดท้ายของทริปนี้ ณ ตอนนั้นแต่ละคนเชี่ยวชาญกับการเดินทางโดยรถไฟด่วนของเมืองจีนกันแล้ว 😆 ทุกอย่างจึงเป็นไปด้วยความราบรื่น ทั้งๆที่สถานีรถไฟซีอานนั้นใหญ่โตไม่แพ้ที่ปักกิ่ง

My uncle and his family live in Zhengzhou and they invited us to visit. I had never met any of them before then (except for my cousin Zhangling) so I wasn’t sure what to expect. They welcomed us so warmly with a feast – proper Chinese style! This is one of yet so many to come during our stay there. 😆

ที่มาแวะที่เจิ้นโจวก็เพราะอาแปะ พี่ชายของป๊าเรียกให้มาเยี่ยมที่บ้านอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดเลยได้ตกปากรับคำมากันถึงที่จนได้ ก่อนมาที่นี่เราไม่เคยเจอญาติๆฝั่งนี้มาก่อนเลย ยกเว้นแต่ก็จางหลิง ลูกสาวอาแปะ ซึ่งทำงานอยู่ที่เสิ้นเจิ้น แต่ครอบครัวยังไงก็คือครอบครัว ทุกคนต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น ที่ขาดไม่ได้ก็คือการกินเลี้ยงโต๊ะจีนตามประเพณี 😆

The first day, my cousin Zhangling drove us to Yuntai Mountain (云台山) in Jiaozuo  (焦作). We spent all day strolling around enjoying the beautiful scenery of picturesque landscape full of mountain peaks, waterfalls, lakes, gorges, and even wild macaques! I wanted to go walk on the Glass Walkway but unfortunately we were there too late and the skywalk was already closed when we got there 😔.

วันแรก จางหลิงขับรถพาเราไปเที่ยวที่ Yuntai Mountain (云台山) ซึ่งตั้งอยูที่เมือง Jiaozuo  (焦作) เค้าว่ากันว่าที่นี่เป็นอุทยานที่สวยงามที่สุดของมณฑลเหอหนาน มีทั้งยอดเขา น้ำตก ทะเลสาบ ลำธาร และโตรกหินสีแดงสวยตัดกับผืนน้ำสีเขียวเข้ม แถมยังมีฝูงลิงป่าให้ชมกันอีกด้วย จริงๆแล้วเราตั้งใจจะไปเดินกันที่ทางเดินกระจกแก้ว Glass Walkway แต่เสียดายไปถึงเย็นไปเค้าปิดให้เข้าซะแล้ว 😔

Next day, we went to Luoyang (洛阳). We were told that a visit to Luoyang could not be considered completed without a taste of the Water Feast (水席). It is one of the most ancient Chinese banquets preserved and restaurants must follow city government standards and strict guidelines when serving. It consists of 24 courses, most are in liquid form, each served one after another, just like the flow of water – hence the name! The banquet is closely associated with Chinese Empress Wu Zetian (武則天) – it was either dedicated to her or designed by the empress herself. Wu Zetian was the only female emperor in the history of China. She started off as a concubine of Emperor Taizong (唐太宗), then later married his son, Emperor Gaozong (唐高宗) after the father died, and finally ruled as emperor herself after exiling her own sons from the throne.

วันรุ่งขึ้นเราไปต่อกันที่เมือง Luoyang (洛阳) เค้าบอกว่ามาที่นี่ถ้าไม่ได้กิน “สุ่ยสี” (水席) อาหารจานน้ำ สไตล์ลั่วหยาง จะถือว่ามาไม่ถึงลั่วหยาง “สุ่ยสี” เป็นอาหารชุดที่เน้นน้ำซุปเป็นจุดสำคัญ ตามธรรมเนียมจะประกอบไปด้วยอาหารจานเย็นและจานร้อนรวมทั้งหมด 24 อย่าง ทยอยเสิร์ฟกันอย่างไม่ขาดสายไม่ต่างไปจากสายน้ำที่ไหลริน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนั่นเอง ตามตำนานเล่าว่าอาหารชุดนี้พ่อครัวคิดค้นขึ้นมาเพื่ออุทิศถวายให้กับพระนางบูเช็คเทียน (武則天) ซึ่งเป็นจักรพรรดินีพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน นางเริ่มต้นด้วยการถวายตัวเป็นพระสนมของจักรพรรดิไท่จง (唐太宗) จากนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาเป็นพระสนมซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดของจักรพรรดิเกาจง ซึ่งเป็นพระราชโอรสของจักรพรรดิไท่จงหลังจากที่จักรพรรดิเกาจงทรงเสด็จสวรรคต สุดท้ายนางบังคับให้พระโอรสของตนเองสละราชบัลลังก์และตั้งเป็นราชวงศ์ใหม่โดยสถาปนาตนขึ้นเป็นผู้ครองราชย์บัลลังก์เองในฐานะกษัตริย์ 

After the sumptuous feast, we went to Guanlin Temple (关林), which  is the place where Guan Yu’s (關羽) head was buried. He was a very famous general in Chinese history, and is still widely worshipped today not only as the God of War, but also the God of Wealth. His statue is easily recognizable with the red face and prominent black beard. We stopped by to pay respect to his tomb at the back of the temple by lighting incense and throwing coins into the tomb where his head was buried.

หลังจากอิ่มแปร้กับ “สุ่ยสี” เราไปไหว้เทพเจ้ากวนอูกันที่วัดกวนหลิน (关林) แม่ทัพกวนอูนั้นโด่งดังมาจากเรื่องสามก๊ก หลังจากที่ท่านเสียชีวิตได้รับการนับถือเป็นเทพเจ้าแห่งการสงครามและเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง บางตำราว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์และเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ที่หลังวัดเราไปจุดธูปบูชาสถานที่ฝังศีรษะของเทพเจ้ากวนอูกัน ที่สุสานมีอาม่าแก่ๆยืนเฝ้าอยู่ แกบอกเราว่านอกจากจุดธูปแล้วยังต้องหยอดเหรียญลงไปในช่องที่ประตูสุสานเป็นการทำบุญเสริมสร้างบารมีอีกด้วย

We ended our day at Longmen Grottoes (龙门石窟), a UNESCO World Heritage site and the most famous tourist attraction in Luoyang, which dates back more than 1,500 years. Fortunately, it was drizzling when we got there so it wasn’t too crowded. Here, over 100,000 Buddhist statues and images were carved into over 2,000 caves that look like beehives from afar. They cover an area of over 7 acres, ranging from tiny thumb-sized buddhas to the several-story high majestic Vairocana Buddha (大日如來) in the main grotto. It was quite an awe-inspiring experience to see such beautiful intricate craftsmanship dedicated solely to Buddhism.

ที่สุดท้ายที่ไปแวะชมกันคือ ถ้ำผาหลงเหมิน (龙门石窟) ซึ่งทางองค์การยูเนสโกจัดให้เป็นมรดกโลก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อที่สุดในเมือง Luoyang อายุกว่า 1,500 ปี ตอนไปถึงฝนกำลังตกพรำๆ คนเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ที่นี่ประกอบไปด้วยถ้ำแกะสลักกว่า 2,000 ถ้ำ เรียงรายเป็นถ้ำใหญ่น้อยที่ดูไกลๆเหมือนกับรังผึ้ง มีความยาวเป็นกิโล และเต็มไปด้วยพระพุทธรูปสลักมากกว่า 100,000 องค์ ขนาดตั้งแต่หัวแม่โป้งไปจนถึงองค์พระประธานใหญ่สุดคือพระไวโรจน (大日如來) ซึ่งสูงถึง 17 เมตร ดูแล้วน่าทึ่งกับความอุตสาหะและความพากเพียรของช่างที่อุทิศต่อพระพุทธศาสนา สมควรแล้วที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจริงๆ

That evening, Zhangling took us to Zhengzhou’s prime hot pot restaurant called Banu Hot Pot. We thought Hai Di Lao was good, but somehow this one was even better. Perhaps it was the company… 😊 It also didn’t hurt that we were with people who know exactly what to order and how to cook each of the dish to perfection. We were given an apron for the meal, supposedly each comes with its own funny saying and no two were the same. Unfortunately, nobody could really translate for us – they were all saying that it was just ‘too complicated’! 😝

คืนนั้นเราไปกินหม้อไฟกันอีกครั้ง ตอนอยู่ซีอานนึกว่า Hai Di Lao นี่เลิศแล้ว มาถึง Banu Hot Pot ที่เจิ้นโจวยิ่งอร่อยกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าคนพาไปรู้จักสั่ง และรู้ว่าเนื้อแบบไหนต้องต้มนานเท่าไหร่ถึงจะอร่อย ที่นี่เค้าแจกผ้ากันเปื้อนกันคนละผืน ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เจ้าภาพชาวจีนอ่านคำคมบนผ้าแล้วก็หัวเราะชอบใจกันใหญ่ แต่พอเราขอให้แปลกลับไม่มีใครแปลให้ได้ซักคน สรุปแล้วเลยไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าหัวเราะอะไรกัน 😝

The last place we visited on this trip was the famous Shaolin Temple (少林寺), located in the town of Dengfeng (登封), most famous for their martial arts practice. We stopped by first at the Pagoda Forest, the eternal resting place for Shaolin monks. The interesting part is that the shapes and sizes of each pagoda signify the lifetime achievements and contributions of the monk. From here, we went back to the main temple area, where we ran into a little kung fu enthusiast posing for a picture right outside the door! 😆 We ended the tour with their Kung Fu performance at the Wushu Training Center where teenage monks perform very impressive movements showcasing their flexibility and strength.

เราปิดฉากทัวร์เมืองจีนเที่ยวนี้ด้วยการไปเยือนวัดเส้าหลิน (少林寺) อันลือชื่อซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Dengfeng (登封) ไปถึงก็ตรงไปท้ายวัดกันก่อนเลยเพื่อไปดูป่าเจดีย์ สถานที่บรรจุอัฐิของพระวัดเส้าหลินผู้ล่วงลับ เจดีย์แต่ละองค์มีรูปร่างลักษณะและความสูงแตกต่างกัน ตามแต่บุญบารมีของพระแต่ละองค์ จากที่นั่นเราเดินกลับไปยังบริเวณหลักของวัดด้านหน้า ไปเจอหนุ่มน้อยคนนี้ยืนแอ๊คท่ากังฟูอยู่หน้าประตูดูหน่วยก้านไม่เลวทีเดียว 😆 ก่อนกลับไปแวะชมโชว์กังฟูเส้าหลินโดยเหล่าเณรน้อยออกมาแสดงกำลังภายในหลากหลายกระบวนท่าที่แสดงถึงทั้งความอ่อนตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและพลังลมปราณ เค้าฝึกกันมาดีสมคำร่ำลือจริงๆ

We left the next day to spend a night in Beijing before flying back home. We had fun in China, and felt we did pretty good for the relatively short amount of time we had to see such a big country. We hope to go back there some day to see a different part of China we didn’t make it to this time!

วันรุ่งขึ้นเราบอกลาเจิ้นโจว นั่งรถไฟด่วนกลับไปที่ปักกิ่ง ได้พักกันอีกคืนถึงได้ขึ้นเครื่องกลับบ้าน มาครั้งนี้เที่ยวคุ้มจริงๆ แต่ก็ยังมีที่อยากไปในเมืองจีนอีกเยอะ สงสังคราวหน้าคงต้องกลับมากันใหม่อีกที 🤔

Travel Diary: Quick Stop in Xi’an

Trip Date: September 2018

วันที่เดินทาง: กันยายน 2561

Xi’an was so different from the peaceful and tiny city of Pingyao from the moment we arrived. It took us almost two hours to travel to our hotel from the train station. Traffic here appeared to be even worse than what we saw in Beijing. We got a full night’s rest and headed to our main destination early the next morning, the Emperor Qinshihuang’s Mausoleum Site Museum (秦始皇帝陵博物院) or better known as the Terra-cotta Warriors Museum. This was the one and only reason we made a stop here in Xi’an after all!

จากผิงเหยา เราไปต่อกันที่ซีอานซึ่งบรรยากาศแตกต่างไปจากผิงเหยาโดยสิ้นเชิง จากสถานีรถไฟกว่าจะไปถึงโรงแรมได้ก็ต้องฝ่ารถติดอยู่เกือบสองชั่วโมงเต็มๆ ภาวะการจราจรติดขัดที่นี่ดูจะยิ่งแย่ไปกว่าที่เราเจอมาในปักกิ่งซะอีก กว่าจะถึงโรงแรมก็ไม่อยากออกไปไหนแล้ว เลยได้พักผ่อนกันเต็มที่ก่อนจะตรงไปที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ตั้งใจมาดูกันในวันรุ่งขึ้น

We followed the advice of previous travelers, who instructed us to visit the pits in reverse order to get the full effect. This way, we visited the smallest Pit 3 first, and saved Pit 1 which was the largest pit for last. At Pit 2, there was a spot for photo opportunity, where you can pay 10 yuans to take a selfie with a set of terra-cotta warriors. The lighting wasn’t so great so our picture did not turn out well, but it was our one and only chance for a close-up shot with the world famous warriors.

ก่อนมาอ่านรีวิวของคนที่เค้าเคยมากัน เค้าแนะนำว่าให้ไปชมหลุมสุสานแบบย้อนศร จะได้เห็นหลุมหมายเลข 3 ซึ่งเป็นหลุมที่เล็กที่สุดก่อน แล้วเก็บหลุมหมายเลข 1 ซึ่งอลังการที่สุดไว้หลังสุด จะได้ได้ effect กันแบบเต็มๆ ที่หลุมหมายเลข 2 เค้ามีจัดบริเวณให้เข้าไปถ่ายรูปกับขุนศึกดินเผา เสียตังค์ไป 10 หยวน อนุญาติให้ถ่ายเซลฟี่ได้เองหนึ่งรูป รูปออกมาไม่ชัดเท่าไหร่เพราะแสงไม่เป็นใจ แต่นี่เป็นโอกาสเดียวของเราจริงๆ เลยต้องทำใจกันเล็กน้อย ดีกว่าไม่มี 😆

After that we headed back in town to the main part of the city that is surrounded by the Ancient City Walls. Our fist stop was the Muslim Quarter, which was full of street food vendors who offer a variety of colorful snacks of all types.

จากน้ันเรากลับเข้าเมืองซีอานไปเดินเล่นกันที่เขตเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ โดยตรงไปกันที่ Muslim Quarter กันก่อนเพื่อไปหาของอร่อยๆกิน ที่นี่มีของตั้งขายเรียงรายตามถนนดูน่ากินไปหมด

We stopped by the Great Mosque of Xi’an (西安大清真寺) – one of the largest and best-preserved mosques in China, built in 742 for the Arab merchants that traveled through the Silk Road from Persia and the Middle East. Centuries later, their descendants form part of the city’s Muslim community, which is such a unique side of China we don’t get to see very often. Curiously, the designs of the complex seem to exhibit more of the traditional Chinese style rather than a typical Muslim mosque.

เราไปแวะกันที่ Great Mosque of Xi’an (西安大清真寺) ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีน สร้างขึ้นเมื่อปี 742 สำหรับพ่อค้าชาวอาหรับ เปอร์เซีย และตะวันออกกลางที่เดินทางด้วยเส้นทางสายไหมเข้ามาค้าขายที่เมืองจีน พ่อค้าเหล่านี้ได้แต่งงานกับสาวจีน เกิดมีลูกหลานซึ่งกลายมาเป็นเหล่ามุสลิมเชื้อสายจีนที่มาตั้งรกรากกันอยู่ที่นี่ ตัวอาคารมิสยิดดูเป็นแบบจีน แต่มีการผสมลวดลายสไตล์อาหรับดูน่าแปลกตาไปอีกแบบ

This is the South Gate (永宁门), which was said to be the oldest and grandest of the Xi’an City Walls’ four main gates.

ในรูปข้างบนคือประตูกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ซึ่งว่ากันว่าเป็นประตูที่เก่าแก่ที่สุดและงดงามอลังการที่สุดในจำนวนทั้งสี่ประตูหลักของเมืองซีอาน

We checked out the Calligraphy Market at Shuyuanmen Street (书院门) which is famous for its collection of calligraphy products ranging from stone inscriptions, paintings, books, and ancient seals.

ใกล้ๆกันเป็นตลาดขายเครื่องเขียนที่ตั้งอยู่บนถนน Shuyuanmen (书院门) ซึ่งมีร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนทุกชนิด ตั้งแต่กระดาษ พู่กัน หมึก ภาพวาดและภาพเขียนอักษรพู่กันจีน รวมไปถึงหนังสือโบราณ และตราประทับต่างๆ

After that we took a stroll along the south wall to this place called Near Wall Bar that serves local beer from Xi’an Brewery.

ตกค่ำเราไปนั่งดื่มเบียร์กันที่ Near Wall Bar ซึ่งตั้งอยู่ติดกับกำแพงเมืองด้านใต้ เค้าเสิร์ฟเบียร์จาก Xi’an Brewery ด้วย เป็นที่ถูกปากคุณสามียิ่งนัก

Dinner that night was one of the most famous Shaanxi staples called biangbiang noodle at Biangbiang Mian Restaurant. We did not have high hope after getting sorely disappointed from the taste of Muslim lunch earlier, where the dishes were loaded with weird spices we were not used to and assumed it must have been something you can only enjoy with an acquired taste. This noodle, on the other hand, turned out to be such a wonderful surprise. The broth was rich and flavorful and the famous noodle itself tasted soft and fresh – it was such a perfect end to our long day. One unique tidbit about this dish is that the character for biang is one of the most complex Chinese characters, consisting of as many as 58 strokes! 😳 I thought the character (shown in the middle above) stamped on the bowl was this biang character, but upon closer inspection realized that it was not, so I found the real one to show here from Wikipedia instead. 😝

อาหารเย็นคืนนั้นเป็นอาหารขึ้นชื่อของมณทล Shaanxi ซึ่งมีชื่อว่า ก๋วยเตี๋ยว biangbiang ที่ร้านชื่อ Biangbiang Mian Restaurant หลังจากที่ไม่ค่อยจะประทับใจกับอาหารกลางวันที่ย่านมุสลิมมาก่อนหน้านี้ เพราะอาหารทุกอย่างที่ชิมเต็มไปด้วยส่วนผสมแปลกๆและเครื่องเทศกลิ่นแรงจัดที่เราไม่คุ้นเคยกัน เลยไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงส่งกับมื้อเย็น แต่เจ้าก๋วยเตี๋ยว biangbiang นี่กลับอร่อยเหนือความคาดหมาย น้ำแกงรสชาติกลมกล่อม แถมเส้นก๋วยเตี๋ยวก็เหนียวนุ่มกำลังดี เลยซัดกันเข้าไปเกือบหมดชามแทบทุกคน อาจจะเป็นเพราะต่างคนต่างหิวโซมาจากมื้อกลางวันด้วยก็เป็นได้ 😆 จุดเด่นอีกอย่างของก๋วยเตี๋ยว biangbiang นี่ก็คือเจ้าตัวอักษรจีนที่ใช้เขียนชื่อ biang เนี่ยเป็นหนึ่งในจำนวนตัวหนังสือจีนที่เขียนยากที่สุดตัวหนึ่ง เพราะว่าประกอบไปด้วยการลากเส้นทั้งหมดถึง 58 ขีด 😳 ตอนแรกนึกว่าตัวหนังสือที่เค้าพิมพ์ไว้ที่ขอบชามคือชื่อก๋วยเตี๋ยว แต่กลับมาดูแล้วไม่ใช่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคือตัวอักษรอะไรกันแน่ 😝

The next day we took it easy and ventured closer to our hotel on the south side of the main city walls. The main attraction was the Big Wild Goose Pagoda (大雁塔), an important Buddhist landmark which is an UNESCO World Heritage Site that survived many earthquakes that ended up reducing its height by 3 stories and left the pagoda noticeably leaning to the west.

วันรุ่งขึ้นเราไปต่อกันแบบสบายๆ เดินเที่ยวกันอยู่แถวใกล้ๆโรงแรม ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกำแพงเมืองซีอาน ที่แรกที่ไปแวะชมกันก็คือ Big Wild Goose Pagoda (大雁塔) ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาแล้วยังเป็นมรดกโลกของยูเนสโกอีกด้วย เจดีย์แห่งนี้ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้งจนในปัจจุบันเหลืออยู่แค่เจ็ดชั้น และฐานเจดีย์เอียงไปทางทิศตะวันตกอย่างเห็นได้ช้ด

We spent the rest of the day at Shaanxi History Museum (陕西历史博物馆) browsing through impressive displays of countless historical relics from several dynasties dating thousands of years back. The exhibits were neatly organized and amazing to see. We wished we had more time and energy to spend there so that we didn’t end up missing so many of them at the end.

ตอนบ่ายเราไปเดินเล่นกันที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑล Shaanxi (陕西历史博物馆) เค้ามีจัดแสดงโบราณวัตถุที่ล้ำค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนนับไม่ถ้วนจากหลายราชวงศ์ บางชิ้นมีอายุนับเป็นพันปีทีเดียว เดินดูกันเพลินจนเหนื่อยก็ยังดูไม่หมด เสียดายไม่มีแรงเดินต่อกันแล้ว สุดท้ายต้องหลบมานั่งพัก แล้วเลยตัดสินใจออกไปทานข้าวเย็นกัน

Dinner that night was at Hai Di Lao Hot Pot (海底捞火锅), the famous chain hot pot restaurants from Sichuan Province that has many locations in China and even one in California. The food was great, and the service was even better. We couldn’t be happier with the pick for our last meal in Xi’an.

อาหารเย็นวันนั้นเราไปลองทานหม้อไฟกันที่ Hai Di Lao (海底捞火锅) ซึ่งเป็นร้านชื่อดังจากมณฑลเสฉวนซึ่งมีหลายสาขาทั่วประเทศ ล่าสุดยังมาเปิดสาขาที่รัฐ California อีกด้วย อาหารที่นี่สดอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ แถมยังให้บริการแบบไม่มีที่ติ สรุปแล้วทุกคนประทับใจกับอาหารมื้อสุดท้ายที่เมืองซีอานแห่งนี้กันถ้วนหน้า

We ended the night with an after dinner stroll at Tang Paradise (大唐芙蓉园), where emperors of ancient China would wander around enjoying their time there before returning to their Summer or Winter Palace. There are numerous buildings, squares, and gardens in traditional Tang Chinese architecture surrounding a willow-lined lake that were wonderfully lit up at night.

เราไปปิดท้ายด้วยการเดินย่อยหลังอาหารกันที่ Tang Paradise (大唐芙蓉园) ที่นี่เป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง รายล้อมไปด้วยอาคารสไตล์จีนโบราณจากสมัยราชวงศ์ถัง ตอนกลางคืนเค้าเปิดไฟสว่างดูสวยงามอลังการมาก ว่ากันว่าเมื่อสมัยก่อนบรรดาจักรพรรดิจีนจะเสด็จมาเดินชมสวนกันที่นี่ตอนมาเยือนเมืองซีอานก่อนจะกลับพระราชวัง

Saturday Hike: Brumley Forest Nature Preserve

We took advantage of the unseasonably cool weather and went on a hike at Brumley Forest Nature Preserve in Chapel Hill this past Saturday. We were told, when we came hiking here about two months ago, that there would be a field full of sunflowers somewhere along the trail come summer time. We didn’t remember exactly where the field was, but Joel was confident that he could find it once we got there. Rather than going and looking when the full summer heat is at its peak, we thought it would be a good idea to try and locate the exact position of the field when the weather was a little more accommodating.

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเราไปเดินป่ากันที่ Brumley Forest Nature Preserve ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Chapel Hill คราวที่แล้วที่มากันที่นี่เมื่อสองเดือนก่อนมีคนแอบกระซิบว่าที่นี่มีทุ่งดอกทานตะวันสวยๆให้ดูตอนฤดูร้อน แต่เราจำกันไม่ค่อยจะได้ว่าไอ้ทุ่งที่เค้าบอกนี่มันอยู่ตรงไหนกันแน่ พอเห็นว่าอากาศกำลังดี ไม่ร้อนจัด เลยถือโอกาสมาหาเจ้าทุ่งดอกทานตะวันที่ว่าให้เจอ ถ้าคราวหน้ามากันร้อนๆจะได้ตรงดิ่งไปถึงเลย ไม่ต้องเสียเวลาหากันอีก

We took four different trails and easily located the sunflower field on one of them.

เราเดินกันสี่เส้นทางจนหาทุ่งในฝันเจอกันจนได้

One of the bridges had partially collapsed, but fortunately was still passable with a little careful maneuver.

ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น สะพานข้ามห้วยอันนึงเกิดล้มพับไปข้าง แต่ยังดีที่พอข้ามได้

The sunflower field stood right after we passed this old barn, where the Dairy Farm Trail meets the Cedar Grove Trail.

เราไปเจอทุ่งทานตะวันที่ตรงทางแยกระหว่าง Dairy Farm Trail กับ Cedar Grove Trail ซึ่งอยู่ถัดจากโรงนาเก่าในรูปไปนิดเดียว

It didn’t look very impressive right now, but we could see some early bloomers and we have high hopes that in about two weeks, this field will be full of beautiful sunflowers, all in perfect bloom!

ดูไกลๆตอนนี้ยังไม่ค่อยน่าประทับใจซักเท่าไหร่ แต่พอชะเง้อเข้าไปใกล้ๆจะเห็นว่ามีดอกทานตะวันค่อยๆบานกันอยู่ประปราย

The trails cross two farm ponds, one featuring a large silo on one end.

ทางที่เดินตัดข้ามบ่อน้ำขนาดย่อมๆสองบ่อ

We stumbled upon a pair of amorous beetles, and found a hitchhiker worm that wanted to come home with us!

แถมตาดีไปเจอแมลงทับสองตัวกำลังทำธุระกันอยู่ 🙄 และก่อนขึ้นรถมาเจอเจ้าหนอนตัวจิ๋วที่อยากจะติดรถกลับมาบ้านด้วย

All in all, mission was deemed accomplished – we clocked in at a little over 3.5 miles in under 2 hours. We will be back in 2 week, hopefully to see a field of sunflowers in full bloom!

สรุปมาคราวนี้ภารกิจถือว่าประสบความสำเร็จ เดินกันไปเกือบๆ 6 กิโล ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงดี เดี๋ยวอีกสองอาทิตย์จะกลับมากันใหม่ หวังว่าจะได้เห็นดอกทานตะวันบานกันเต็มทุ่งซักที