Saturday Hike: One Last Wildflower Hurrah

Contemplating where to go hike this weekend, Joel recalled a daffodil cluster we saw in the middle of nowhere on a hike we went on in Chapel Hill last year. So, last Saturday, we set out to see if the flowers were still there. I refreshed our memory by pulling up a blog post I did on this back then, and realized it’s where we found these cute trinkets hidden all over the trails. Hence, the mission expanded to include finding these little gifts in the wild too. 😊

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วตั้งใจจะไปเดินป่ากัน แต่นึกไม่ออกว่าจะไปที่ไหนดี คุณสามีเกิดไอเดียนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อปีที่แล้วเราไปเจอทุ่งดอกแดฟโฟดิลอยู่กลางป่าที่เมือง Chapel Hill เราอุตส่าห์ไปขุดเจอโพสต์ที่เขียนเล่าเอาไว้คราวนั้น ถึงได้จำได้ว่าเป็นที่เดียวกันกับที่ไปเจอของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่มีคนใจดีเอามาซ่อนไว้ตามทาง สรุปเลยเกิดเป็นภารกิจจำเป็นต้องกลับไปเดินล่าหาทุ่งดอกไม้กับของซ่อนหา 😊

The forecast originally called for rain, so we planned to go on Sunday. But, when we woke up on Saturday and saw no more impending rain on the radar, we decided to just go for it. We parked on Laurel Hill Road, right behind the back entrance of the North Carolina Botanical Garden and started off on the Streamside Trail.

เดิมทีกรมอุตุที่นี่เค้าบอกไว้ว่าวันเสาร์ฝนจะตก เลยตั้งใจว่าจะไปกันวันอาทิตย์ แต่ตื่นมาดูท้องฟ้าใสแจ๋วไม่มีวี่แววว่าฝนจะมาซักเล็กน้อย เช็คเรดาร์คอนเฟิร์มดูแล้วก็ไม่เห็นว่าน่าจะมีฝน เลยตัดสินใจไปกันวันเสาร์นี่แหละ ไปจอดรถกันไว้ที่ถนน Laurel Hill ด้านหลังสวนรุกขาติ North Carolina Botanical Garden ที่เมือง Chapel Hill แล้วจึงเริ่มต้นออกเดินด้วยเส้น Streamside

From there, we took Oak Hickory Trail to Elephant Rock Trail. This was where we saw all the hidden trinkets last time. Alas, no matter how hard we looked, we couldn’t find any this time. 😕

จากนั้นจึงต่อไปยังเส้น Oak Hickory ไปถึงเส้น Elephant Rock ซึ่งเป็นจุดที่เราไปเจอของซ่อนหากันเมื่อคราวก่อน แต่คราวนี้ชะเง้อหายังไงก็ไม่เจอซักชิ้น 😕

The daffodil patch was still there, but it was all barren too. 😔

ทุ่งดอกแดฟโฟดิลถึงจะยังอยู่ แต่ก็แบนราบเรียบไม่มีดอกไม้ให้เห็นซักดอก 😔

But all was not lost, there were still some wildflowers left here and there along the trails.

แต่อย่างน้อยก็ยังพอมีดอกไม้ป่าหลงเหลือไว้ให้ได้ชมบ้างตามรายทาง

While hiking along Morgan Creek on Elephant Rock trail, Joel happened to spot these bushes with beautiful pink flowers along the bank, on the other side… He was confident we would be able to get to it. 🙄 So, naturally, we gave it a try! 😛

ระหว่างที่เดินกันอยู่บนเส้น Elephant Rock เลียบไปตามลำห้วย Morgan คุณสามีเกิดตาดีไปเห็นพุ่มไม้เต็มไปด้วยดอกสีชมพูอยู่อีกฝั่ง แกมีความมั่นใจว่าเราจะสามารถข้ามฝั่งไปชมกันแบบกระชั้นชิดได้ 🙄 ไอ้เราก็ไม่อยากขัด เอาวะลองก็ลอง 😛

After a couple of creek crossings, and some bushwhacking through our homemade trail, we emerged on what looked almost like a trail on the other side. 😅

หลังจากที่ตะกายข้ามลำห้วยสองต่อ ตามด้วยการเดินหักร้างถางพงคลำทางกันสะเปะสะปะอยู่ซักพัก ในที่สุดก็มาเจอะทางที่เหมือนจะดูเป็นทางการอยู่บ้าง 😅

And, after a few minutes of trekking, lo and behold, we finally made it to these beautiful azalea bushes! 🥳

เดินต่อมาซักหน่อยก็มาถึงพุ่มดอกอาซาเลีย (เข้าใจว่าคือดอกกุหลาบพันปี แต่ไม่แน่ใจ 100% 😛) ที่เห็นในรูป 🥳

All in all, at the end of the day, we had another fun & adventurous hike under our belt. 😇 We clocked in at 3.56 miles, which took us a little under 2 hours, most of which time was spent paving our own way in the wild. 😆

สรุปว่าวันนั้นได้ไปเดินป่ากันอย่างสนุกสนาน 😇 แถมมีการผจญภัยออกนอกเส้นทางเล็กน้อย สิริรวมแล้ว 3.56 ไมล์ หรือประมาณเกือบ 6 กิโลได้ ใช้เวลาสองชั่วโมงหย่อนๆ แต่จะเป็นการเดินคลำทางแนวกิจกรรมนอกหลักสูตรซะเกือบจะเกินครึ่ง 😆

More Spring Blooms at JC Raulston Arboretum

Excursion Date: April 2022

วันสัญจร: เมษายน 2565

Freshly inspired by our recent successful wildflower hike at Eno River, I realized that now would be the perfect time to pay a visit to the beautiful JC Raulston Arboretum. And that was exactly what we did the very next day! 😊

หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการไปเดินป่าล่าดอกไม้กันมา เลยนึกขึ้นได้ว่าใกล้ๆบ้านเรานี่ก็มีสวนรุกขชาติใกล้บ้านที่น่าจะมีดอกไม้กำลังเบ่งบานอยู่เหมือนกัน วันรุ่งขึ้นเลยเกิดเป็นกิจกรรมบ่ายวันอาทิตย์ขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย 😊

What originally started off as a small research farm by its namesake at the Horticulture Department at North Carolina State University almost 50 years ago, has grown into a beautiful 10-acre botanical garden showcasing plant species from different parts of the world. The arboretum is located not far away from the main campus, on Beryl Road. It is open daily to public and charges absolutely no admission fee.

สวนแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็นแปลงเกษตรกรรมทดลองขนาดเล็กของศูนย์วิจัยพืชสวนที่มหาวิทยาลัย North Carolina State University เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จากนั้นได้พัฒนาจนกลายมาเป็นสวนรุกขชาติขนาด 10 เอเคอร์ที่ดาษดาไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิดจากทั่วทุกมุมโลกที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ สวนนี้ตั้งอยู่บนถนน Beryl ไม่ไกลจากตัวมหาลัย และเปิดให้ประชาชนทั่วไปมาเยี่ยมชมโดยไม่คิดค่าเข้าชมแต่อย่างใด

There was quite a crowd when we got there late on a Sunday afternoon. And for good reason! Colorful blooms scattered the garden in every which direction. It was like the scene from a fairytale. 😍

บ่ายวันอาทิตย์ที่เราไปกันอากาศเย็นสบายกำลังดี เลยมีคนพลุกพล่านไม่น้อย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะดอกไม้ที่นั่นกำลังเบ่งบานสวยงามอย่างที่คาดไว้ 😍

There were so many flowers, in every possible color a mind can imagine.

เดินชมดอกไม้กันแบบเพลิดเพลินเจริญใจ มีทุกสีทุกแบบให้เลือกสรร

One of my favorites is this eastern redbud – amazing how the bright pink flowers just grew right on the tree trunks! 🥰

ต้นดอกสีชมพูนี้เป็นต้นโปรดของเรา 🥰 ภาษาไทยชื่ออะไรไม่ทราบ แต่ชื่ออังกฤษเค้าเรียกว่า eastern redbud ดอกสีชมพูแปร๋นขึ้นแซมตัดกับกิ่งสีน้ำตาลเข้มสวยสะดุดตาจริงๆ

Even non-flowers were beautiful, each in their own way. 

นอกจากดอกไม้แล้วยังมีต้นไม้แปลกๆให้ดูอีกหลายชนิด

Giant asparagus! 😳

หน่อไม้ฝรั่งยักษ์ เกิดมาเพิ่งเคยเห็น 😳

We spent an hour there total, and loved every minute of it. We plan to come back and check this place out in a few months, to see what new offerings they might have in store come summer. And perhaps Fall, and maybe Winter too…  😊

วันนั้นเราเดินเล่นถ่ายรูปกันจนเพลินอยู่เกือบชั่วโมงได้ นัดกันว่าอีกสองสามเดือนจะกลับมาเยี่ยมเยือนกันใหม่ มาดูว่าเค้ามีดอกไม้ต้นไม้อะไรผลัดเปลี่ยนมาให้ดูใหม่ๆในช่วงฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และอาจจะฤดูหนาว 😊

Saturday Hike: Spring Blooms at Eno River

We finally made it back on the trail again this past weekend, after a long hiatus! 😊 Things have been pretty crazy during the last several months and blogging had to be put on the back burner, but it feels good to be back at long last!

หลังจากที่ห่างหายไปนาน ในที่สุดเราก็มีโอกาสได้กลับมาเดินป่ากันอีกครั้งเมื่อสุดสัปดาห์นี้เอง 😊 หลายเดือนที่ผ่านมาชีวิตวุ่นวายจนไม่มีเวลามาโพสต์ข่าวคราวให้ได้รับฟังกันบ้างเลย วันนี้ถือโอกาสได้ฤกษ์กลับมานำเสนอบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิแถวนี้มาให้ได้ชมกัน

The main motivation was all of the spring blooms we’ve seen popping up around here during the past few weeks. Even though we had taken a break from real hikes, we still try to at least go out on walks around the neighbourhood as often as weather will allow. Recently, the flower scenes on our walks had me yearning to go check out their wildflower counterparts. 😏

ถึงแม้จะไม่ได้ไปเดินป่ามาซะนาน แต่เราก็ยังพยายามออกไปเดินออกกำลังเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์กันอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ช่วงสองสามสัปดาห์มานี้ดอกไม้ใกล้แถวบ้านแข่งกันออกดอกบานสะพรั่งไปทั่ว เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าดอกไม้ป่าจะบานสวยอย่างนี้บ้างมั้ยนะ 😏

First, a quick stop to pick up my books on hold at Athens Drive Library, which gave us a worthy preview of what’s to come! 😍

ระหว่างทางไปแวะเอาหนังสือที่ห้องสมุด ดอกไม้ที่เค้าปลูกไว้ตามทางกำลังสวยจนอดแวะถ่ายรูปไม่ได้ 😍

We picked one of our favorite trails nearby – Fews Ford Access at Eno River State Park. It was a cool spring day. We were very surprised not to see more people out on the trail! 🤨 We started off on our usual route with Buckquarter Creek trail, that led us along the beautiful Eno River. From there, we continued on to Holden Mill loop before circling back to where we started from.

เราเลือกไปกันที่ Eno River State Park เพราะจำได้ว่าเคยเห็นดอกไม้ป่าที่นี่อยู่บ้าง วันเสาร์ที่ไปอากาศกำลังเย็นสบาย แต่น่าแปลกใจที่คนไม่เยอะอย่างที่คิด 🤨 อาจจะเป็นเพราะท้องฟ้าครึ้มฝนเล็กน้อยคนเลยไม่กล้าออกจากบ้านกัน เราเริ่มต้นด้วยเส้น Buckquarter Creek แล้วจึงต่อไปยังเส้น Holden Mill ก่อนจะวนกลับมาทางเดิม

We followed the red blazes on Buckquarter Creek.

เส้น Buckquarter Creek จะมีหมุดบอกทางเป็นสีแดง

Then we switched on to the yellow blazes on Holden Mill.

มาถึงเส้น Holden Mill หมุดบอกทางกลายเป็นสีเหลือง

As expected, the wildflowers were abundant! 🥰

ดอกไม้ป่าดาษดาไปทั่วสมความคาดหมาย 🥰

My prized spotting was these wild lilies, right at their perfect prime. I was so excited to spot the first lone one, before Joel called me over to this entire bush, just a few steps away! 😆

ตอนแรกตื่นเต้นเดินไปเห็นดอกลิลลี่ป่าดอกแรกขึ้นอยู่ดอกเดียว คุณสามีเดินเลยไปอีกไม่กี่ก้าวเจอบานอยู่ทั้งกอเลย 😆

Odd tree formations and other interesting tokens along the route. 🤩

ต้นไม้หน้าตาประหลาดตามรายทาง หินเพ้นท์ในรูปสุดท้ายอุตส่าห์ตาดีไปเห็นมีคนมาซ่อนไว้อยู่ในกอไม้ 🤩

Some of the trees in the higher elevation were still mostly bare, but there was a lot of green on the ground.

ต้นไม้ส่วนใหญ่ใบยังโกร๋นอยู่ แต่เริ่มมีสีเขียวผุดมาให้เห็นอยู่ประปราย

And, mushrooms, as usual! 😆

ที่พลาดไม่ได้คือการส่องเห็ด 😆

Eno River is beautiful at this time of the year. 😍

วิวแม่น้ำ Eno ช่วงนี้น้ำเต็มปริ่มกำลังสวย 😍

This sign has never failed to amaze me. 😲

เดินผ่านป้ายนี้ทีไรอดแวะถ่ายรูปไม่ได้ทุกที 😲

We clocked in at almost 4 miles, which took us 2 hours, a bit slower than usual due to lack of practice. 😛

วันนั้นเดินกันไปเกือบ 4 ไมล์ หรือประมาณ 6 กิโลครึ่ง ใช้เวลาสองชั่วโมงพอดิบพอดี คราวนี้ช้ากว่าคราวก่อนๆเพราะอ่อนซ้อมมาหลายเดือน 😛

Girls’ Weekend Getaway in NYC

Excursion Date: September 2021

วันสัญจร: กันยายน 2564

A few weeks ago, I had a reunion with my dear friend Yauna. Yauna was one of the very first friends I made in Hawaii when I first came to this country. It has been more than 20 years since then and our lives have taken us on separate paths but we found ways to reconnect and remained best of friends. 🥰

ปลายเดือนที่แล้วเรานัดไปเจอกันกับ Yauna เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยวัยเรียนที่ฮาวาย เป็นเพื่อนกันมาจะยี่สิบกว่าปีแล้วเพิ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวกันแค่สองสาว (แก่) คราวนี้เป็นครั้งแรก 🥰

We met up on what was supposed to be a long weekend in NYC, but got shortened down to only 2 days due to a series of flight delays. 🤪 We still made the most out of it though. It was so great to see her after more than 2 years! 😍 Due to the shortage on time, we didn’t get to do much, but we still managed to see some very cool things while we were there…

จริงๆแล้วเตรียมตัวไปตะลุยนิวยอร์คกันแบบหยุดยาวสุดสัปดาห์สี่วัน แต่ดันโดนยกเลิกเที่ยวบินซ้ำแล้วซ้ำอีก จนสุดท้ายเหลือเวลาอยู่แค่สองวันเท่านั้น 🤪 ถึงกระนั้นก็ยังพยายามใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ให้คุ้มค่า อุตส่าห์ได้มาเจอกันทั้งที หลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาตั้งสองปีกว่า เพราะว่าเวลามีจำกัด เลยทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ยังได้ไปสนุกสนานกันตามวัย 😍

First off, we met up with Neha, another dear friend of mine from NC who now lives there with her husband Jack in Brooklyn. She took us to a very cool and unusual exhibit at The Invisible Dog Art Center called ‘Dog Show #1: The Dinner Party’ by Stephen Morrison. It featured dog-themed pieces of all kinds assembled into a display with a dinner table as the centerpiece. The level of creativity was beyond ingenious. Every single thing there brought such a smile to your face!

เริ่มต้นด้วยการไปเจอเพื่อนสาวอีกหนึ่งราย คุณ Neha เป็นเพื่อนสมัยเรียนโทจากที่รัฐนอร์ทแคโรไลน่านี้เอง แต่ตอนนี้นางกับคุณ Jack สามีย้ายไปเป็นชาวนิวยอร์คอย่างเต็มตัว ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ฝั่งบรู๊คลิน วันนั้นอุตส่าห์มาพาเราไปชมพิพิธภัณฑ์แปลกแหวกแนวที่มีชื่อว่า The Invisible Dog Art Center ช่วงนั้นเค้ากำลังจัดแสดงนิทรรศการ ‘Dog Show #1: The Dinner Party’ โดยศิลปิน Stephen Morrison เค้าจัดผลงานชิ้นเอกตั้งเด่นเป็นโต๊ะอาหารที่บรรดาแขกสี่ขากำลังสังสรรค์กันอย่างเฮฮา บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนแล้วแต่จัดแต่งมาตามธีมแบบหมาๆ นอกจากนั้นของประดับประดารอบห้องไม่ว่าจะเป็นภาพวาดที่แขวนบนผนัง แจกัน หนังสือ ล้วนแล้วถูกดัดแปลงให้เป็นเรื่องหมาๆไปตามๆกัน ประมาณว่าให้คะแนนความสร้างสรรค์เต็มสิบ เค้าเข้าใจจัดเต็มกับทุกรายละเอียดจริงๆ

After that, Yauna & I walked across the Brooklyn Bridge on our way back to Manhattan. I had wanted to do this for years and this was the first time I actually got to do it! The pedestrian walkway was a little over a mile long. It took us a little over half an hour or so to get from one side to the other, with plenty of stops for photos in between. 😊

เสร็จจากพิพิธภัณฑ์เรากับคุณ Yauna ไปเดินข้ามสะพานบรู๊คลินกลับไปฝั่งแมนฮัตตันกันสองคน เราตั้งใจจะมาเดินที่นี่หลายทีแล้ว แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสมาถึงที่ก็คราวนี้แหละ สะพานช่วงที่ให้คนเดินมีความยาวประมาณไมล์นิดๆ หรือประมาณเกือบๆสองกิโล ใช้เวลาเดินจากฝั่งนึงไปถึงอีกฝั่ง รวมทั้งแวะถ่ายรูปด้วยแล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าๆได้ 😊

From there, we made our way to Chinatown. This place seems to have gotten a lot more colorful since the last time I was here, years ago!

กลับมาถึงฝั่งนี้เราไปต่อกันที่ไชน่าทาวน์ มาคราวนี้รู้สึกว่าแถวนี้จะมีสีสันกว่าคราวก่อนที่มาเมื่อหลายปีที่แล้วเยอะ เลยได้เดินถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน

For dinner, we got a very sumptuous meal of abalone congee, garlic and pepper crab, and sauteed morning glory with bean paste (not pictured, and they call it ‘chinese spinach’ in their menu 🙄) at Congee Village. All the dishes were very tasty, despite only 3 stars on Yelp! 😆

คืนนั้นเดินกันจนหมดแรง ตกลงได้ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้าน Congee Village อาหารเค้ารสชาติดีใช้ได้ ทั้งๆที่รีวิวโชว์ว่าได้แค่ 3 ดาวเท่านั้น 😆 เราสั่งโจ๊กเป๋าฮื้อ ปูทอดกระเทียมพริกไทย และผักบุ้งผัดเต้าเจี้ยว (ซึ่งในเมนูเค้าเรียกเป็น chinese spinach 🙄)

The next morning, we started off with a brunch at Egg Shop.

เช้าวันรุ่งขึ้นเราไปเริ่มต้นมื้อแรกกันที่ร้าน Egg Shop

Then, we went back to Chinatown to pick up some herbs I couldn’t get in NC (because the stores were already closed when we got there the day before 😛), before walking back to our airBnB in East Village to drop off the goods. Plenty of cool street art along the way! 🥰

จากนั้นต้องเดินกลับไชน่าทาวน์กันอีกรอบ เพราะตั้งใจมาซื้อสมุนไพรและของแห้งที่หาซื้อแถวบ้านไม่ได้ (เพราะคืนก่อนมาเย็นไปร้านปิดกันหมดแล้ว 😛) เสร็จแล้วต้องแบกของกลับไปเก็บที่ที่พักย่าน East Village ยังดีที่ว่าระหว่างทางมีสตรีทอาร์ตสวยๆให้ชมตลอดทาง 🥰

After a short break, we soldiered on to Koreatown where we had yet another sumptuous lunch at miss KOREA BBQ. Both of us originally thought the name referred to the beauty pageant but after Yauna spotted the name written in Korean, we finally realized that they meant ‘miss’ in the nostalgic sense, as in the act of ‘missing’ presumably the food from Korea! 😆

กลับถึงที่พักได้นั่งพักซักแผลบแล้วค่อยแวบออกไปกันอีกรอบ คราวนี้ไปกินมื้อกลางวันกันที่ Koreatown คุณ Yauna เป็นคนเลือกร้านชื่อ miss KOREA BBQ ตอนแรกที่ได้ยินชื่อก็เข้าใจกันว่าเค้าหมายถึงนางงามเกาหลี ยังงงๆว่าทำไมตั้งชื่อร้านแปลกจัง ไปนั่งในร้าน Yauna เหลือบไปเห็นชื่อร้านเขียนเป็นภาษาเกาหลีถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วเค้าหมายถึง ‘miss’ คือคิดถึง ประมาณว่าคิดถึงอาหารจากบ้านเกิดเมืองนอนอะไรประมาณนี้ 😆

We ended the day with an omakase meal at Sushi Kai. Unfortunately I was still full from our Korean meal, and did not get to enjoy it as much as I hoped to. 😣

กินเนื้อย่างเกาหลียังไม่ทันย่อยก็ถึงเวลาต้องกินกันอีกรอบซะแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเสียเงินจองไว้แล้วคงจะยกเลิกแน่ๆ แต่ถึงป่านนั้นก็สายเกินการ เลยต้องจำใจไปกระเดือกกันต่อที่ร้าน Sushi Kai ซูชิเค้าก็สดใหม่ใช้ได้ แต่ด้วยความที่ยังอิ่มเหลือเกินเลยไม่รู้สึกอร่อยซักเท่าไหร่ 😣

We ended the night with an Innisfree Korean face mask session – one of the goodies we picked up from a beauty shop in Koreatown. 😊

กลับบ้านมาอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้วขอประทินโฉมกันด้วย face mask ยี่ห้อ Innisfree จากเกาหลีที่เพิ่งไปได้มาจาก Koreatown วันนั้นเอง 😊

The next morning, we had some relaxing time at AIRE Ancient Baths in Tribeca. This came with glorious reviews on several platforms, but honestly, I didn’t really get all the hype after experiencing it… Perhaps the fancy luxury spa was just too posh for a small city girl like me! 😛

เช้าวันรุ่งขึ้นได้เวลาเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ก่อนขึ้นเครื่องมีเวลาแวะไปแช่น้ำแร่กันที่ AIRE Ancient Baths ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่าน Tribeca สปาแห่งนี้ใครๆว่ากันว่าดีนักหนา แต่ไปลองมาแล้วเราว่าก็งั้นๆแหละ ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคนอื่นเค้าชอบใจกันนัก อาจจะเป็นได้ว่าสปาเค้าหรูเกินไปสำหรับสาวบ้านนอกอย่างเราๆ 😛

Last but not least, we can’t have a trip to New York City without a meal of Thai food! 😋 Soothr Thai Noodle Bar perfectly scratched that itch for me this time around. We ordered Roasted eggplant salad, Sukhothai Tom Yum noodle, Nam-Tok Moo, and Sticky rice with Thai egg custard. Every single dish tasted as yummy as they look, making this the perfect ending to our girls’ getaway!

ท้ายที่สุด ไปถึงนิวยอร์คทั้งทีที่พลาดไม่ได้ก็คืออาหารไทยอร่อยๆซักมื้อ 😋 วันนั้นก่อนขึ้นเครื่องเราไปแวะทานมื้อกลางวันกันที่ร้าน Soothr Thai Noodle Bar ทุกอย่างที่สั่งมารสชาติกลมกล่อมสมใจอยาก ไม่ว่าจะเป็น ยำมะเขือยาว ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยต้มยำ น้ำตกหมู หรือข้าวเหนียวสังขยา เป็นการส่งท้ายทริปนี้ด้วยความสมบูรณ์แบบดีแท้

It was a short trip, but packed full of quality times with dear friends and I enjoyed every single minute of it. 🥰

ถึงแม้ว่าจะเป็นทริปสั้นๆแต่ก็เต็ม(พุง)อิ่มไปด้วยความสนุกสนานคุ้มค่าทุกนาที 🥰

Photo Credits: First photo & me with dog taken by Neha. My solo shots and selfies were courtesy snaps from Yauna, whose magic touch miraculously made me look nice and lean in every picture she took of me somehow! 😊

เครดิตภาพ: ภาพแรกและภาพเรากับคุณหมาถ่ายโดยคุณ Neha ส่วนภาพเดี่ยวและเซลฟี่เป็นอภินันทนาการจากคุณ Yauna ซึ่งมีพรสวรรค์ในการทำให้เพื่อนสาวดูผอมเพรียวในทุกรูปที่เธอถ่าย 😊

NC State Fair 2021

Excursion Date: October 2021

วันสัญจร: ตุลาคม 2564

North Carolina State Fair is back in full force this year after getting canceled last year due to COVID. 2020 was the first time in decades that the fair was canceled, ever since World War II. We went on a Monday evening after work. If you look closely, you could see signs that times were largely still quite abnormal… They had a clear bag policy, where you could either carry see-through bags of any size, or regular bags up to a certain size. Some people still had their masks on. But for the most part, it felt almost like lives were finally back to the good old days.

งาน State Fair ประจำปี ของรัฐกลับมาเปิดให้เที่ยวชมกันได้อีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ถูกยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้วด้วยพิษโควิด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่งานนี้ถูกยกเลิกนับจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เราตั้งใจไปกันคืนวันจันทร์หลังเลิกงานเพราะหวังกันว่าคนจะได้ไม่เยอะ บรรยากาศยังครึกครื้นเหมือนเดิม ดูเผินๆเหมือนกับว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปรกติ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่ามีบางคนยังใส่หน้ากากอนามัยกันอยู่ประปราย อีกอย่างคือปีนี้เค้ามีกฎความปลอดภัยข้อใหม่ คืออนุญาติให้ถือกระเป๋าใบเล็กๆเข้ามาได้เท่านั้น ถ้าอยากถือใบใหญ่เค้าบังคับว่าต้องเป็นกระเป๋าพลาสติกใสที่มองทะลุเห็นของข้างในได้เท่านั้น

There was a good crowd out, even though it was a weekday night. But it was still a lot better than those weekend nights we used to come in the past.

ถึงจะเป็นวันจันทร์แต่คนก็เยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่ถล่มทลายเหมือนสมัยที่เคยมากันช่วงสุดสัปดาห์

As usual, we came prepared with a list of fair foods we wanted to try readily marked on the map. Starting off with a lobster pop from Oak City Fish and Chips. It didn’t look like much… The lobster tail was tiny… 😐 But one bite in and we totally understood what the fuss was all about. 😆 Not only was the lobster perfectly seasoned, it was also perfectly cooked. This was undeniably the best dish we had there that night. We would have gone back for another if it wasn’t $25 a pop! 😬

เราเตรียมตัวมาอย่างเพียบพร้อม มีแผนที่ติดมาด้วย พร้อมมาร์คตำแหน่งที่ตั้งของรายการอาหารที่อยากลองกันมาเสร็จสรรพ เริ่มกันด้วยล๊อบสเตอร์ทอดเสียบไม้จากร้าน Oak City Fish and Chips ตอนไปรับอาหารมาดูหน้าตาแล้วเซ็งมาก หางล๊อบสเตอร์อันนิดเดียวมาแบบโทนๆไม่มีอะไรให้แกล้มเลย 😐 กัดไปคำแรกถึงได้เข้าใจว่าทำไมคนเค้าถึงติดใจกันนักหนา 😆 ของเค้าปรุงรสไว้พอเหมาะพอดี แถมทอดได้สุกกำลังกิน กรอบนอกนุ่มใน ถ้าไม่ติดว่าเค้าขายไม้ละ 25 เหรียญละก้อ เราคงกลับไปซื้อเพิ่มอีกหลายไม้ 😬

The lobster roll from Lobster Dogs was, again, tiny for the $20 price tag. The only saving grace was that it was packed full of sweet lobster meat. It didn’t blow us away, but there wasn’t really much that could go wrong with buttered lobster in a bun! 🙄

จากนั้นเราไปต่อกันที่ร้าน Lobster Dogs แซนด์วิชล๊อบสเตอร์ของที่นี่ราคา 20 เหรียญ และขนาดกะทัดรัดไม่ต่างไปจากร้านที่แล้ว ยังดีที่ว่าเค้าอัดเนื้อล๊อบสเตอร์หวานๆมาให้แบบเต็มๆ รสชาติก็ใช้ได้อยู่ แต่ไม่ค่อยจะสมราคาซักเท่าไหร่ 🙄

Dusk was beginning to set by then, and the whole scene was so pretty in the early evening lights. We decided to head for the State Fair Flyer that took us all the way to the other side of the fair. It felt a lot higher up when you were actually sitting on the chair lift, but fortunately the 360 degree birds eye view from up there was enough to keep us occupied the entire way.

ถึงช่วงนั้นพระอาทิตย์เริ่มตก ฟ้าสีสวยกำลังโรแมนติกพอดี เลยได้โอกาสไปขึ้นกระเช้าชมวิว ดูจากข้างล่างก็ไม่สูงเท่าไหร่ แต่ขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้วอดรู้สึกเสียวไส้เล็กน้อยไม่ได้ ดีที่มีวิวคอยให้ชมซะเพลินไม่ทันได้หวิวก็ถึงอีกฝั่งซะแล้ว

A very cool & unique show by Cast in Bronze, described on the fair’s web site as “the only musical act of its kind in the world”.

การแสดงดนตรีชุด Cast in Bronze ซึ่งใช้ระฆังทองเหลืองจำนวน 35 ใบมาบรรเลงเป็นเพลงเพราะๆให้ฟังกัน เค้าโฆษณาไว้ว่า “ดนตรีแบบนี้มีให้ชมที่นี่แห่งเดียวในโลก”

Award-winning gourds of all shapes & sizes!

ฟักทองหลากสีหลายขนาดที่ชนะการประกวดในปีนี้

Unusual succulents and carnivorous plants in the greenhouse.

ไม้อวบน้ำหรือที่เรียกกันว่า Succulent และพืชกินสัตว์