China 2018 Trip Recap: Old Town Pingyao

Trip Date: September 2018

วันที่เดินทาง: กันยายน 2561

Pingyao is a small charming city with cobblestone streets, old style shops and residences that makes you feel like you have traveled back hundreds of years to ancient China. It is one of the best preserved ‘walled cities’ in the world. With its location almost perfectly halfway between, it was the ideal pit stop for us on our journey from Beijing to Xi’an.

ผิงเหยาเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่เกือบกลางทางระหว่างเมืองปักกิ่งกับซีอานพอดิบพอดี เมืองนี้เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่เมืองที่มีกำแพงกั้นรอบเมือง ทุกอย่างที่นี่ยังรักษาสภาพความเก่าแก่ดั้งเดิม ตั้งแต่พื้นถนนที่ปูด้วยหิน ไปจนถึงห้างร้านต่างๆที่ดูเก่าแก่จนเหมือนกับว่าเราเดินเข้าไปในฉากหนังจีนโบราณที่เคยเห็นกันในทีวี

This was our first time traveling on the Chinese high-speed train network, and boy, what an experience it was! There were so many people at the train station waiting to board the same train as ours. Boarding started about 10 minutes before departure. A sea of people just piled in from all directions to get checked in thru the 2 turnstile gates that would let hundreds of people in one-by-one. I got separated from everybody during the ‘muscling in’ process, but I figured we would just regroup once we all got through. I proceeded to calmly swipe my ticket when I got to the front, mimicking countless people I had seen doing just so in front of me. Except that the gate would not open as I tried to push through. I swiped again and again to no avail, while escalating voices of angry Chineses, including the one ticketing agent manning the post, kept shouting at me the same word that I could not understand and nobody seemed to hear me saying ‘what?’ over and over back at them. I was starting to panic 😥 when I finally heard my Dad’s voice, shouting from somewhere far behind, telling me to ‘step back’, so I did, and voilà, the gate flung open and I was free! This was probably the most traumatic experience I had during the entire trip. Chinese people just had the hardest time understanding why a girl that looks 100% Chinese like me does not understand a word of Chinese (I actually do understand some, but in no way nearly good enough to make them happy), and no matter how hard I tried to explain that it was because I grew up in Thailand, they just kept shaking their heads at me. 

เราได้มีโอกาสขึ้นรถไฟด่วนของจีนเป็นครั้งแรกก็ตอนเดินทางจากปักกิ่งไปผิงเหยานี่แหละ ที่สถานีรถไฟคนเยอะมาก เค้าเปิดให้คนเข้าไปขึ้นรถไฟประมาณสิบนาทีก่อนเวลาออกเดินทาง ด้วยความที่คนเยอะมากเราเลยถูกแยกจากกลุ่มไปอยู่คนเดียว คนเป็นร้อยเบียดกันเข้าไปขึ้นรถไฟโดยผ่านทางกั้นสองอันที่เป็นด่านตรวจตั๋ว เราเห็นคนข้างหน้าสแกนตั๋วตรงหน้าปัดแล้วที่กั้นก็เปิดให้ผ่านไปทีละคน พอถึงตาเราก็ทำอย่างเค้า แต่ปรากฎว่าที่กั้นมันดันไม่เปิด เราสแกนแล้วสแกนอีกมันก็ไม่เปิด ถึงตอนนี้ลุงป้าน้าอาที่อยู่รายรอบเริ่มโมโห ทุกคนตะโกนอยู่คำเดียวซ้ำๆ ซึ่งเราเองก็ไม่เข้าใจ ถามกลับว่าอะไรๆเป็นภาษาอังกฤษก็ไม่มีใครตอบเรา กลับตะโกนดังขึ้นๆเรื่อย เราเริ่มโมโหบ้างเตรียมจะหันไปด่ากลับ บังเอิญได้ยินเสียงป๊าตะโกนมาจากไกลๆว่าให้ถอยหลัง เราเลยถอย แล้วก็สแกนตั๋วใหม่ คราวนี้ที่กั้นเปิดให้เราผ่านไปจนได้ในที่สุด คนจีนที่นี่ไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดสาวหน้าหมวย 100% อย่างเราถึงฟังภาษาจีนไม่ออก (จริงๆแล้วฟังออกบ้าง แต่ก็ได้อยู่แค่งูๆปลาๆไม่กี่คำ) ทั้งๆที่พยายามอธิบายว่าข้าพเจ้าเป็นคนไทยไม่ใช่คนจีน แต่ก็ไม่มีใครฟัง 😣

We spent 3 nights here at a traditional B&B called ‘Citywall Old House Ji’s Residence’ (平遥城墙老宅-冀府). This cozy little inn features traditional Chinese style structures with every room facing out onto the small courtyard in the middle where there is a lovely garden and seating areas. Our rooms came with this humungous bed that took up about half of the entire space, with a clean and modern en-suite bathroom on the other end. The meals we had here, both the provided breakfasts and the opted-for dinners, were some of the best food we’ve had in town. They also have a giant white hare that hangs out in the courtyard who seems to get along quite well with the other kitty and doggie residents.

เราไปพักกันที่โรงแรมเล็กๆที่มีชื่อว่า ‘Citywall Old House Ji’s Residence’ (平遥城墙老宅-冀府) เป็นโรงแรมสไตล์จีนโบราณ ห้องพักทุกห้องหันหน้าออกมาที่ลานโล่งๆตรงกลางซึ่งมีสวนเล็กๆ และโต๊ะเก้าอี้ไว้ให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ที่นี่มีสัตว์เลี้ยงหลายชนิด ทั้งหมาแมว รวมไปถึงกระต่ายสีขาวหนวดยาวหางปุยที่เห็นในรูป ห้องที่เราพักกันมากับเตียงขนาดยักษ์ซึ่งพอนอนได้ห้าคนเป็นอย่างต่ำ 😆 อีกฝั่งเป็นโต๊ะไม้แบบโบราณเอาไว้ให้วางของ ในห้องมีห้องน้ำในตัวเสร็จสรรพ อาหารที่นี่รสชาติอร่อยเกินความคาดหมาย ทั้งมื้อเช้าที่รวมมากับห้อง และมื้อเย็นที่เราเลือกทานกันคืนแรกเพราะขี้เกียจออกไปข้างนอก อร่อยจนทุกคนพร้อมใจกันกลับมาทานมื้อเย็นซ้ำกันอีกมื้อคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง

We spent one day sightseeing outside of Pingyao in a private car with driver the hotel arranged for us, at a very reasonable price. Our first stop was the Shuanglin Temple (双林寺) where we saw 2,000 clay sculptures of various gods and warriors in their unrestored state dating from the 12th-19th centuries. My favorite part was the paintings on the ceiling and the intricate carvings of the ancient wood structure.

วันแรกเราออกไปเที่ยวนอกเมืองผิงเหยากันโดยใช้รถที่ทางโรงแรมจัดให้พร้อมคนขับในราคาย่อมเยา ที่แรกที่ไปคือ Shuanglin Temple (双林寺) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่เกือบพันปีที่มีรูปปั้นดินของเทพเจ้าและนักรบหลายสมัยถึง 2,000 องค์ เค้าว่ารูปปั้นเหล่านี้คงสภาพดั้งเดิมโดยไม่มีการบูรณะปฏิสังขรณ์แต่อย่างใด ที่ติดใจมากคือไม้แกะสลักและลวดลายมังกรบนเพดานที่ยังคงสีสวยชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อ

Next stop was the Wang Family Compound (王家大院), which is considered the largest of the courtyard style houses in Shanxi county. They said the family got rich by trading bean curd! The place was huge. According to Wikipedia, the entire compound consists of 231 courtyards and 2,078 rooms spreading across almost 20 acres. We spent hours walking around and still didn’t get to see all it had to offer. After a while, things started to look pretty much the same anyway 😝. On the way out, Joel spotted this food establishment that eerily reminded us of our KFC here.

ถัดมาเป็นบ้านของครอบครัวตระกูลหวาง (王家大院) ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ courtyard ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในนครชานซี เค้าว่าตระกูลนี้ร่ำรวยมาจากการขายเต้าหู้ บ้านเค้าใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ กินพื้นที่ถึง 20 เอเคอร์หรือประมาณ 50 ไร่ มีลานบ้าน 231 ลานและห้องหับรวมแล้วถึง 2,078 ห้อง เดินกันเป็นชั่วโมงก็ยังไม่ทั่ว เดินไปซักพักมันชักดูเหมือนๆกันไปหมด 😝 ตอนเดินออกมาคุณสามีไปเจอร้าน ZFC ในรูปที่คาดกันว่าจะน่าก๊อปกันมาจาก KFC บ้านเรานั่นเอง 😂

Last stop of the day was the Zhangbi Ancient Fortress (张壁古堡). This was not in our original itinerary but the driver insisted that we shouldn’t miss it, so we went and check it out since it was on the way back. This impressive structure was a 1,600 year-old military fortress that features a castle, several temples, and a system of underground tunnels that spread throughout the entire area. We went down into one of the tunnels and it felt like we had entered a maze that was going on forever. We kept wondering when we were going to reach the other end and were getting a little worried when an old Chinese lady passed us by and just disappeared ahead of us – we were very impressed she was there all by herself!

ก่อนกลับโรงแรมคุณคนขับแนะนำให้แวะเที่ยวที่ Zhangbi Ancient Fortress (张壁古堡) ซึ่งไม่ได้อยู่ในหมายกำหนดการเดิมของเรา แต่เค้าว่าน่าเที่ยวและเป็นทางผ่านเราเลยตกลงไปแวะกัน ที่นี่เป็นป้อมปราการทางทหารที่มีอายุกว่าพันปี เป็นเหมือนเมืองขนาดย่อมๆเลยทีเดียว มีพร้อมทั้งปราสาท วัดวาอารามและบ้านช่องที่โอบล้อมด้วยกำแพงกั้นโดยรอบ ที่แปลกไปกว่าที่อื่นก็คืออุโมงค์ที่เค้าสร้างไว้ใต้ดินเป็นที่เชื่อมต่อจุดต่างๆบนพื้นดิน เราลองเดินเข้าไปชมอุโมงค์ที่เค้าเปิดให้ลงไปได้ เดินไปซักพักเหมือนกับเข้าไปในเขาวงกต หาทางออกไม่เจอซักที ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนใจว่าเดินกลับทางเดิมซะดีมั้ยก็บังเอิญมีอาม่าแก่ๆเดินตามหลังเรามาและแซงหน้าเราไปด้วยความมั่นใจ แกเดินสวบๆซักพักก็หายลับไปกับตา เราเลยเกิดมีกำลังใจกันว่าอาม่ายังไปได้ เราก็ควรจะไปได้เช่นกัน 😆

The next day we toured around inside the walled city of Pingyao. First stop was to the Pingyao Ancient Government Office where we saw a couple of live performances, and then went up the front tower to get the view of the city.

วันรุ่งขึ้นเราเดินเที่ยวกันอยู่ในตัวเมืองผิงเหยา ไปแวะกันก่อนที่ที่ว่าการของเมืองผิงเหยา ซึ่งเค้ามีการแสดงการพิพากษาคดีในสมัยโบราณให้ชมกัน ตอนออกมาเราปีนขึ้นไปดูวิวของเมืองผิงเหยาจากบนหอคอยด้านหน้า

Then we strolled around town along the main street called Ming and Qing Dynasties Street browsing through the variety of offerings from street vendors. We did get a couple bottles of the black vinegar shown in the last couple of pictures which apparently is a specialty of this region. According to this web site, this is considered one of the “Four Famous Vinegars” of China. No wonder the food at the inn was so good!

จากนั้นเราไปเดินกันที่ถนนสายหลักของเมืองซึ่งเรียกว่า Ming and Qing Dynasties Street ซึ่งมีสินค้าให้แวะชมกันตลอดสาย เราได้มีโอกาสไปอุดหนุนน้ำส้มสายชูสีดำจากร้านสุดท้ายในรูปโดยเพิ่งมารู้ว่าเป็นสินค้าขึ้นชื่อของแถบนี้ เค้าว่ากันว่านี่เป็นหนึ่งในสี่ของน้ำส้มสายชูดำที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองจีน มิน่ากับข้าวที่โรงแรมถึงได้อร่อยนักหนา

At Pingyao Temple of the City God (平遥城隍庙), there are statues of Chinese astrological signs lining the entrance. Of course, I had to take a picture with my dragon statue, and Joel with his rooster. Inside, there were several displays of heaven and hell, the ‘hell’ part was very vivid it was quite disturbing to see!

ที่หน้า Pingyao Temple of the City God (平遥城隍庙) เค้ามีรูปปั้นสิบสองนักษัตรเรียงรายอยู่ตรงทางเข้าวัด เราเลยอดไม่ได้ต้องไปถ่ายรูปกับมังกรปีเกิดเรา คุณสามีก็ไม่น้อยหน้าขอไปถ่ายกับปีไก่เหมือนกัน ข้างในวัดมีรูปปั้นแสดงถึงฉากสวรรค์และนรก โดยเฉพาะฝั่งนรกนี่เค้าทำให้เห็นกันจะๆ ละเอียดลออมากดูแล้วน่าจินตนาการตามไปด้วย

The last official stop of the day was the Pingyao Confucian Temple (平遥文庙), which is the oldest preserved Confucian temple in China.

ที่สุดท้ายที่ไปแวะกันคือ Pingyao Confucian Temple (平遥文庙) ซึ่งว่ากันว่าที่นี่เป็นวัดขงจื๊อที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน

We checked out the city wall on the way back, and enjoyed sunset views of the old town on our last night in Pingyao. The atmosphere at dusk was very picturesque, especially when the streets were free of tourists! 😆

ก่อนกลับโรงแรมแวะชมกำแพงเมืองระหว่างทาง ทิวทัศน์ในยามพลบค่ำช่วงพระอาทิตย์ตกดินได้บรรยากาศไปอีกแบบ โดยเฉพาะถนนที่ว่างปราศจากนักท่องเที่ยวต่างไปจากตอนกลางวัน

The next day, we checked out of the inn and made two final stops before heading to the train station. One of the places we had looked forward to visiting on this trip was the Qiao’s Family Compound (乔家大院), which was the filming location for Zhang Yimou’s movie, “Raise the Red Lantern” (大红灯笼高高挂). We watched the film right before the trip and were excited to get to see the real place in person. Our driver actually cautioned us against the visit, but we insisted that we had to go. And he was absolutely right – the place was capitalizing big time on being featured on the film and felt like one big tourist trap to us, but we were glad we went anyway! 😝

วันรุ่งขึ้นเราเช็คเอ๊าท์จากโรงแรมก่อนจะไปแวะเที่ยวอีกสองแห่งก่อนไปสถานีรถไฟ ที่แรกเป็นที่ๆเราตั้งใจจะมาดูกันให้ได้เพราะเห็นมาจากหนังดังเรื่อง Raise the Red Lantern (大红灯笼高高挂) ของจางอี้โหมว ซึ่งดูกันไว้ตั้งแต่ก่อนมา คุณคนขับรถอุตส่าห์เตือนว่าอย่าไปเลย แต่เราก็ไม่เชื่อ พอไปถึงถึงได้เห็นว่าเค้าเอาหนังมาโฆษณาเรียกคนจริงๆ แต่ก็ยังดีใจที่ได้ไปเห็นของจริงจากในหนัง 😝

Our one last stop was at the 10th-century Zhenguo Temple (镇国寺), one of the oldest wooden temples in China. I love seeing such old architecture, and this is probably one of the oldest I have ever seen in person. It gave me such awe, imagining how the structure had stood through time for more than a thousand years and still remained in such great shape. Then, off we went to the train station, which was really tame compared to the one in Beijing. 😂

ที่สุดท้ายที่ไปแวะกันคือ Zhenguo Temple (镇国寺) ซึ่งเป็นวัดที่สร้างด้วยไม้ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีน เราชอบไปดูสถานที่โบราณอย่างนี้มาก ยิ่งเก่ายิ่งชอบ เห็นแล้วน่าทึ่งว่าสมัยนั้นเค้าสร้างกันยังไง เป็นพันกว่าปียังยืนหยัดอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ เสร็จจากที่นี่ก็ได้เวลาออกเดินทางกันพอดี สถานีรถไฟที่ผิงเหยาเอาไปเทียบกับที่ปักกิ่งแล้วดูเงียบไปถนัดตา 😂

Out-of-Town Hike: Windy Hill Open Space Preserve

Last week, on Friday, we got a chance to hike almost 3,000 miles from home in the Golden State of California, at Windy Hill Open Space Preserve in Portola Valley. It was quite a dramatic change of scenery from what we’re used to on our weekly hikes. To start off, we were greeted at the trail head by this informative yet very intimidating sign that warned us the area was a mountain lion habitat. That last instruction ‘If attacked, fight back.’ 😱 gave us a bit of a pause, but we drove over half an hour just to be there, so we decided to just go on ahead anyway! 😆

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราไปเดินป่ากันไกลถึงรัฐแคลิฟอร์เนียกันเลย ที่ที่ไปเรียกว่า Windy Hill Open Space Preserve ตั้งอยู่ที่เมือง Portola Valley ซึ่งอยู่ประมาณครึ่งทางระหว่างเมือง San Jose กับเมือง San Francisco เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไปจากสไตล์เดิม ๆ ที่เราคุ้นเคย ไปถึงยังไม่ทันเริ่มเดินก็เห็นป้ายเตือนในรูปข้างบน ว่าแถบนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของสิงโตภูเขา 😱 แถมในป้ายยังสอนไว้เสร็จสรรพว่าถ้าเจอสิงโตกระโจนเข้าใส่ให้สู้กลับ อ่านแล้วเลยเกิดความลังเลขึ้นมากันเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่อุตส่าห์ขับรถกันมาตั้งกว่าครึ่งชั่วโมง ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เลยตัดสินใจไปต่ออย่างกลัวๆกล้าๆ 😆

Fortunately, the only wildlife we saw were a bunch of rabbits, some birds, and a lizard – no mountain lions!

โชคดีที่เจอสัตว์ป่าแค่เจ้ากระต่ายกับกิ้งกือที่เห็นในรูป ไม่มีสิงโตแต่อย่างใด

We started off on the Anniversary Trail, which gave us the beautiful view of the Bay Area and Silicon Valley.

เราเริ่มต้นกันที่ Anniversary Trail ซึ่งพาเราไปชมวิวจากบนยอดเขาที่มองลงไปเห็น Bay Area กับ Silicon Valley ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะวันอากาศดีๆอย่างนี้

Then we switched to the Lost Trail, which was full of these huge trees that look hundreds of years old.

จากนั้นเราไปต่อกันยัง Lost Trail ซึ่งทางแคบขึ้นและมีต้นไม้เก่าแก่คอยให้ร่มเงาเกือบตลอดทาง

We even spotted some wild strawberries on the way back!

ขากลับยังแอบไปเจอสตรอเบอรี่ป่าซ่อนอยู่ในพงข้างทางอีกด้วย

We clocked in at 3.85 miles in about an hour and a half that day – we would have hiked further if we had more time, perhaps we can go back and complete the other trails at some point!

เที่ยวนี้เดินกันไป 3.85 ไมล์หรือประมาณ 6 กิโลนิดๆ เพราะมีเวลาไม่เยอะ เที่ยวหน้าถ้ามีโอกาสได้มาใหม่จะกลับไปเดินกันให้ไกลกว่านี้

Besides hiking, I also got a chance to meet and catch up with some really good friends of mine from college – it was so good to see them after so many years!

ทริปนี้นอกจากจะได้ไปเดินป่ากันแล้ว ยังดีใจที่ได้ไปเจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ตั้งแต่สมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี

And we did some sightseeing in San Jose. Shown above is a mural in Japan Town, and the infamous Winchester Mystery House.

แวะไปเดินเที่ยวกันที่ Japan Town กับ Winchester Mystery House ที่เมือง San Jose

Of course, a trip can’t be completed without some good food to soothe our bellies. 😋 From top left, fresh strawberry mochi from Santo Market, nigiri sushi omakase from Amami Shima, poke bowl from Aloha Fresh, Red King ramen from Ramen Nagi, grilled pork from Khaosan Thai, and last but not least, the best-ever uni pasta from EMC Seafood, all in San Jose.

และที่ขาดไม่ได้ก็คือการแวะไปชิมของอร่อยๆที่บ้านเราไม่มี 😋 จากรูปบนซ้าย สตรอเบอรี่โมจิจากร้าน Santo Market, ซูชิ omakase จากร้าน Amami Shima, poke จากร้าน Aloha Fresh, ราเมง Red King จากร้าน Ramen Nagi, หมูปิ้งจากร้าน Khaosan Thai, และท้ายที่สุดคือพาสต้าหอยเม่นแสนอร่อยจากร้าน EMC Seafood ทั้งหมดอยู่ที่เมือง San Jose

Saturday Hike: Harris Lake County Park

Last night, there was a hail storm in our area that brought the heat index down about 20 degrees overnight, so it’s nice and cool today with the temperature in the high 70s. The storm left quite a debris aftermath on our balcony garden, but we were thankful that it brought us some nice weather for a change, making it the perfect hiking day for us after all!

เมื่อคืนเกิดมีพายุลูกเห็บมาเยือนโดยมิได้คาดหมาย ทำเอาตกอกตกใจกันถ้วนหน้า ต้นไม้กระจุยกระจายไปไม่น้อย แต่ก็มีข้อดีที่พายุก็ช่วยพัดเอาลมร้อนไปกับมัน วันนี้ตื่นเช้ามาอากาศเลยกำลังสบายแค่ 70 กว่าองศาฟาเรนไฮต์ ​(ประมาณ 25 องศาเซลเซียส) เลยได้ฤกษ์กลับไปเดินป่ากันอีกที

We chose Harris Lake County Park in New Hill because it was not too far away and we knew that the trail was nice and shaded. There are tall pine trees all along the trail. We chose the Peninsula Trail that loops around the perimeter of the lake. The trail was nice and quiet today, we only ran into a few people during the entire hike.

เราเลือกไปเดินกันที่ Harris Lake County Park ซึ่งอยู่ในเมือง New Hill ห่างจากที่นี่ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 16 ไมล์ ไม่ใกล้ไม่ไกลกำลังดี ที่ park นี้มีต้นสนสูงๆเยอะแยะช่วยกันแดด เราเลือกเดินทางที่มีชื่อว่า Peninsula Trail ซึ่งคดเคี้ยวไปตามริมฝั่งของทะเลสาบ วันนี้ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ เดินตลอดทางเจอคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

We got plenty of pretty lake views, including a glimpse of the Shearon Harris Nuclear Power Plant on one end.

มีวิวทะเลสาบสวยๆให้เห็นเกือบตลอดทาง ที่เห็นไกลๆนั่นคือโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ Shearon Harris

Some wildlife spotting along the trail…

แถมยังมีสัตว์ป่าให้ชมกันอีกด้วย

At the end of the loop, there was a section dubbed ‘The History Trail’ – the area demonstrates farming life of the Womble family who used to live here before it became a park. The pictures above showed the muscadine grapes they used to grow there, the horse barn, and the wash house where they used to do laundry.

ช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่เค้าเรียกว่า ‘The History Trail’ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของครอบครัว Womble เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วก่อนที่เค้าจะเอามาทำเป็น park ให้คนทั่วไปเข้าชม ในรูปเป็นไร่องุ่นพันธุ์ muscadine ซึ่งนิยมปลูกกันที่นี่ (หวานแสบคอมาก แต่ว่าเปลือกหนากินไม่ได้ กินได้แต่เนื้อแล้วคายเปลือกออกเอา) โรงม้า และโรงซักรีด

We clocked in at a little under 5 miles today, finishing in under two hours, with my heart rate in the normal range below 170!

วันนี้เดินกันไป 5 ไมล์ (ประมาณ 8 กิโล) ใช้เวลายังไม่ถึงสองชั่วโมงดี และอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับปรกติที่ต่ำกว่า 170!

Sunday Hike: Horton Grove Nature Preserve

Yesterday was the last day of our Spring Hiking Series. We ended the season with a hike at Horton Grove Nature Preserve in Bahama, NC. It was quite hot 🥵 by the time we started out around 1 pm but we quickly got into the shade once we entered the wooded area so I thought we would be OK…

เมื่อวานนี้เป็นโปรแกรมเดินป่าครั้งสุดท้ายของฤดูใบไม้ผลิปีนี้ เราไปจบรายการกันที่ Horton Grove Nature Preserve ที่เมือง Bahama ซึ่งอยู่ห่างจาก Raleigh ขึ้นไปทางตอนเหนือประมาณ​50 ไมล์ ไปถึงตอนบ่ายโมงอากาศกำลังร้อนได้ที่ แต่พอเดินเข้าป่าก็มีร่มเงาจากต้นไม้ช่วยบังแดดให้ เลยพอค่อยยังชั่วขึ้นบ้าง

The forest was lush and green from recent rains. Sadly, all the wildflowers were gone from the impending summer heat. So, instead of spotting for wildflowers, I switched to looking for interesting tree formations instead 😛! The huge spider was an unexpected bonus.

เพราะอากาศเริ่มร้อนจัดเลยไม่มีดอกไม้ป่าสวยๆเหลือไว้ให้ชมกันแล้ว ต้นไม้ในป่ากำลังเขียวขจี คราวนี้เลยได้เปลี่ยนโฟกัสมาถ่ายรูปต้นไม้ใบหญ้ากับแมงมุมยักษ์กันแทน

The heat finally got to me when we were about 500 feet from the car. I had been noticing for the past mile or so how my heart rate was way higher than it should be, in the 170s to 180s range on a relatively flat terrain. We stopped at the last junction where the trails splitted, mostly to wait for direction confirmation. I was leaning against this information kiosk they had there when my vision started to get dark and blurry, my limbs felt like lead weighing on me and I was having a really hard time concentrating on people’s conversation. I ended up sliding down to the ground when the others started heading out towards the parking lot and Joel finally noticed there was something wrong with me. He tried to get me to sip on water. I sat there for about 5 minutes before my heart rate started to come down and I had regained my vision. I tried standing up and felt stable enough to head back out on the trail. We realized a few steps out that we could actually see our car from where we were and that gave me a boost of energy enough to finally make it back. It didn’t take very long for me to feel almost fully recovered once I started cooling down in the full blast of A/C. 

เดินไปซักค่อนทางเริ่มสังเกตว่าอัตราการเต้นของหัวใจเริ่มจะเร็วผิดปรกติ ขึ้นไปถึง 170-180 กว่าๆทั้งๆที่ทางเดินก็ค่อนข้างราบเรียบไม่ได้ชันขึ้นเขาอะไรมากมาย เพื่อนๆที่มาด้วยกันหยุดพักที่ป้ายบอกทางตรงทางแยกสุดท้ายเพราะไม่แน่ใจกันว่าต้องไปทางไหน เรายืนพิงป้ายได้ซักพักก็รู้สึกตาลาย หูอื้อ ฟังเค้าคุยกันไม่รู้เรื่อง Joel เพิ่งมาเห็นว่าภรรยาทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อพรรคพวกเริ่มออกเดินทางกันต่อ เลยเอาน้ำให้เราค่อยๆจิบ นั่งอยู่ประมาณซักห้านาทีถึงหายตาพร่า รู้สึกเลือดลมเริ่มจะสูบฉีดเป็นปรกติขึ้นเลยค่อยๆลองยืนขึ้นดูว่าไหวมั้ย พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นรถเราอยู่ไม่ไกล เลยฮึดสู้เดินกลับไปถึงรถจนได้ ขึ้นรถเปิดแอร์โกรกซักพักก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ

I had never had a heat stroke before and the experience was scary enough for me to ban any future hikes in such intense heat. Fortunately, this was the last official hike of the Spring Series, so we are not obligated to go on any more hikes during the summer. If the temperature ever dips down below 90 degrees, we might venture out for a hike or two, but otherwise, we’ll resume the activity in Fall when the weather is more pleasant.

เกิดมาเพิ่งเคยเป็นลมแดดครั้งนี้เป็นครั้งแรก เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวจนคิดว่ากิจกรรมเดินป่าคงจะต้องยุติไปจนกว่าอากาศจะเป็นใจ ดีที่อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายของโปรแกรมฤดูใบไม้ผลิพอดี ถ้าอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 90 องศาฟาเรนไฮต์ (32 องศาเซลเซียส) อาทิตย์ไหนเราอาจจะได้มาผจญภัยกันอีก แต่ไม่งั้นคงต้องรอไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วงถึงจะได้กลับมาเดินป่ากันอีกครั้ง

We clocked in at 4.8 miles in under 2 hours today. Notice how the elevation gain was only a few hundred feet but my heart rate stayed dangerously high pretty much throughout the entire hike!

เมื่อวานนี้เดินไปเกือบห้าไมล์ (ประมาณ 8 กิโล) จากรูปจะเห็นว่าระดับความสูงเพิ่มไปแค่ไม่กี่ร้อยฟุต แต่อัตราการเต้นของหัวใจอยู่สูงตลอดทาง

Not far from the trail head was the Historic Stagville area, where we stopped by to check out these structures that were said to be the only remaining two-story slave residences in North Carolina. Obviously, these pictures above were taken when we came here last time in February so there weren’t any leaves on the trees 😛.

ห่างไปไม่ไกลเป็นบริเวณเล็กๆที่เรียกว่า Historic Stagville ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของที่นี่ เป็นบ้านไม้สองชั้นหลายหลังที่เคยใช้เป็นบ้านพักของทาสเมื่อประมาณร้อยกว่าปีก่อนแต่สภาพยังดีๆอยู่เลย (ภาพข้างบนถ่ายไว้ตั้งแต่คราวที่แล้วที่มากันเมื่อต้นปี)

China 2018 Trip Recap: Two Days in Beijing

Trip Date: September 2018

วันที่เดินทาง: กันยายน 2561

After the epic trip to the Great Wall, we spent another 2 days in Beijing. We did both the cannot-miss touristy stuff and went a bit off the beaten path to see another side of Beijing that was not as crowded.

หลังจากไปพิชิตกำแพงเมืองจีนมา เรากลับมาเที่ยวในตัวเมืองปักกิ่งอีกสองวัน ไปทั้งที่เที่ยวดังๆที่ใครๆว่าห้ามพลาด และที่แปลกๆที่ไม่ค่อยมีคนไป

Due to our continued jet lag combined with the exhaustion from the previous day’s hike, we went to bed super early and got an early start the next day to our first destination, the Temple of Heaven. China was by far the most difficult country we have traveled to so far. Most people do not speak any English at all, and most signages are all in Chinese. We made our first blunder when purchasing the tickets for the Temple of Heaven. According to my research, we should be able to purchase a combination tickets that would let us in to all the sights at the front gate to the garden part. However, we weren’t quite sure why but they would only sell us the ‘entrance’ tickets when we got there. From what we understood, from the somewhat limited communication at the kiosk, we were supposed to buy separate tickets for the sights when we got there. We did so when we arrived at the Hall of Prayer for Good Harvest. And then again at the Imperial Vault of Heaven. That’s when we realized that the tickets we already had actually covered all of them!

เพราะว่าวันก่อนเหนื่อยมาทั้งวันเลยเข้านอนเร็ว แถมยังเจ็ทแลคอยู่อีกด้วย วันรุ่งขึ้นเลยได้ตื่นแต่เช้าตรู่ เมืองจีนเป็นประเทศที่สร้างปัญหาให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรามากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา คนจีนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย (หรือว่าพูดได้ แต่ไม่ยอมพูดก็ไม่รู้เหมือนกัน 🤔) แถมป้ายต่างๆก็เป็นภาษาจีนเกือบหมด เราตรงดิ่งไปที่ Temple of Heaven ก่อนเลย ก่อนไปอ่านเจอมาว่าให้ซื้อตั๋วแบบรวมที่เข้าไปดูทุกที่ได้จะได้ส่วนลด แต่พอไปถึงข้างหน้าหน้าปรากฎว่าเค้าให้ซื้อแต่ตั๋วผ่านประตู จากการเจรจาแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างพอเดาได้ว่าเค้าให้เราไปซื้อตั๋วเข้าชมที่ต่างๆข้างใน ไปถึงที่แรก Hall of Prayer for Good Harvest เราก็ไปซื้อตั๋ว พอไปถึงอีกที่ Imperial Vault of Heaven เราก็ไปซื้ออีก ได้ตั๋วมาเพิ่งถึงบางอ้อว่าไอ้ตั๋วที่เรามีอยู่แล้วเนี่ย มันเข้าได้ทุกที่นะ เลยต้องเสียค่าโง่ไปโดยไม่ตั้งใจ

From the Temple of Heaven, we proceeded to have lunch at Dashilan Hutong. We followed the crowd to this one spot where we placed our order at the counter by pointing to pictures of different dishes on the menu, and ended up with mostly inedible (to us) stuff.

จากนั้นเราไปแวะทานข้าวกลางวันกันที่ Dashilan วิธีเลือกร้านคือดูเอาว่าร้านไหนคนเยอะสุด แล้วสั่งโดยการจิ้มเอาที่รูปในเมนู สรุปแล้วได้อะไรมาบ้างก็ไม่รู้ กินไม่ค่อยจะได้ซะเป็นส่วนใหญ่ 😆

Then we headed to what was supposed to be the highlight of our day at the Forbidden City. It took us a while to figure out how to actually get there by foot. The sidewalks of most streets surrounding Tiananmen Square were completely fenced off so we could not really cross the street to get where we needed to be. After walking around in circles a few times, we finally figured out a way to get across by an underground crosswalk! By the time we got to the Forbidden City we were so tired we didn’t really spend much time there at all. 😔

กินข้าวเสร็จก็เดินไป Forbidden City ที่ใครๆว่ากันว่าห้ามพลาด กว่าจะไปถึงได้ก็เหนื่อยโฮก เค้ากั้นรั้วตรงถนนรอบๆจตุรัสเทียนอันเหมิน เดินวนรอบหาทางข้ามถนนกันตั้งนานกว่าจะไปเจออุโมงค์ลอดใต้ถนน จนสุดท้ายไปถึงกันจนได้ แต่ก็เหนื่อยจนแทบไม่มีแรงจะเดินกันแล้ว

The next day we fared a lot better since my parents joined us from Thailand the night before. The dinner we had with them was some of the best food we had on the trip. It was super convenient that my Dad speaks fluent Mandarin, making our lives a lot easier. You see, China has this Uber-like ride share service they called Didi, which we had mistakenly thought would be the perfect way for us to get around. What we didn’t realize, and quickly learned when we first started using it, is that the second a driver accepted a ride, he (we never encountered a single female driver for the entire duration we were in China) immediately called you to confirm your location, every single time. We lucked out the first time when we called for a ride at our hotel and could conveniently hand the phone to the concierge to talk to the driver. However, it was just impossible to call for a ride when we do not have a Chinese speaker nearby to help us out.

วันรุ่งขึ้นการดำเนินทัวร์เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้นมาทันตา เพราะมีป๊ากับแม่มาร่วมก๊วนด้วย อาหารเย็นคืนก่อนหน้านั้นเป็นมื้อที่เราอิ่มอร่อยกันอย่างเต็มที่ เพราะได้มีล่ามมาสั่งอาหารให้ถูกปากลูกทัวร์ทั้งไทยและฝรั่ง ก่อนไปเมืองจีนได้ยินมาว่าที่นั่นใช้บริการเรียกรถรับส่งที่เรียกว่า Didi ซึ่งคล้ายๆกับ Uber บ้านเรา เลยหลงดีใจกันว่าภาษาจะไม่เป็นอุปสรรค แต่ที่ไหนได้ไปถึงแล้วเพิ่งจะตรัสรู้ว่า เวลาที่เราเรียกเจ้ารถ Didi เนี่ยปุ๊บ คุณคนขับจะโทรเข้าสายเราปั๊บ เพื่อมาถามว่ายืนรออยู่ที่ไหน ทั้งๆที่ในแอปมันก้อมี location ให้เห็นอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หรอก ต้อง confirm สรุปแล้วคือว่าถ้าพูดกับคุณคนขับไม่รู้เรื่องก็จะซวยไป ครั้งแรกที่เรียกรถมาโชคดีว่าอยู่หน้าโรงแรม เลยยื่นโทรศัพท์ให้เจ้าหน้าที่หน้าประตูช่วยเจรจาให้ได้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถเรียกรถได้ประสบความสำเร็จกันอีกเลย จนป๊ามาเป็นล่ามให้นี่แหละ

We headed to our first destination of the day, Lama Temple, which is said to be the biggest Zen Buddhist temple outside of Tibet. Joel had fun spinning one of the colorful Tibetan Prayer wheels that were there near the front of the temple.

เช้าวันที่สองเราไปเที่ยว Lama Temple กัน ซึ่งเค้าว่าเป็นวัดพุทธศาสนานิกายเซ็นที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศธิเบต Joel ได้ไปลองหมุนกลองอธิษฐานที่เค้าตั้งไว้ให้ชมอยู่ข้างหน้าวัดเป็นที่สนุกสนาน

From there, we headed over to the area called 798 Art District (798 艺术区), located in the Chaoyang District of Beijing. We had fun strolling around browsing the many art galleries, shops, cafes, and enjoying quirky art pieces and paintings that were scattered all around the entire area.

จากนั้นเราไปต่อกันที่ 798 Art District (798 艺术区) ซึ่งตั้งอยู่ที่เขต Chaoyang (朝阳区) ในเมืองปักกิ่ง ที่นี่มีร้านสวยๆทั้งอาร์ตแกลอรี่ คาเฟ่เก๋ๆ แถมยังมีผลงานศิลปะวางเรียงรายให้ได้ถ่ายรูปกันตามถนนหนทางอย่างไม่ขาดสาย

Our last sightseeing destination that afternoon was Panjiayuan Market (潘家园), a huge flea market with stalls selling everything from painted masks, to teapots, wooden canes, vases, china, and even large Buddha statues! 

จุดสุดท้ายที่ไปแวะกันวันนั้นเป็นตลาดนัดขายของเก่าที่เรียกว่า Panjiayuan Market (潘家园) ถึงจะไม่ใหญ่เท่าจตุจักรบ้านเรา แต่ก็มีของสวยๆให้เดินชมกันเพลินตาทีเดียว

We ended the evening watching the Golden Mask Dynasty Show at Happy Valley. We didn’t know what to expect but we weren’t disappointed for sure. The show wasn’t like anything we had seen before and that it was great sitting in the very first row to get the full ‘impact’ of the climax scene at the very end. Yes, those are live peacocks on the performers’ heads in the pictures above!

เย็นนั้นเราไปจบรายการกันที่ Happy Valley เพื่อดูโชว์อลังการที่มีชื่อว่า Golden Mask Dynasty Show คุณสามีเป็นคนจองตั๋วโดยที่เราไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นโชว์อะไรแน่ แต่ดูแล้วต้องขอบอกว่าน่าประทับใจอย่างที่โฆษณากันไว้จริงๆ ที่เห็นในรูปบนศีรษะนักแสดงบนเวทีนั่นเป็นนกยูงเป็นๆจริงๆค่ะ ไม่ทราบว่าฝึกกันยังไง

After that, we had a dinner of local Beijing food samples, including, of course, the infamous Beijing Duck, all courtesy of my dear friend Emilie & her husband James. Thank you for treating us such wonderful meal – it was an awesome conclusion to our stay in Beijing!

อาหารเย็นคืนนั้นเป็นอภินันทนาการจากคุณ Emilie เพื่อนรัก และคุณ James ผู้เป็นสามี ที่อุตส่าห์จัดการให้เราได้ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองของปักกิ่ง แน่นอนที่ขาดไม่ได้แน่ๆก็คือเป็ดปักกิ่งที่คุณ​ chef มายืนแล่ให้ชิมกันสดๆข้างโต๊ะกันเลย เป็นการจบฉากการเยือนกรุงปักกิ่งของเราอย่างสมบูรณ์แบบโดยแท้

Sunday Hike: Mountains-to-Sea Trail at Eno River, Hillsborough

This week’s Sunday Hiking Series took us to another section of the Mountains-to-Sea Trail (MST) in Hillsborough. We started off at the Riverwalk path right behind the parking deck next to Weaver Street Market in downtown Hillsborough.

วันอาทิตย์นี้เราไปลุยกันที่อีกช่วงของเส้นทางเดินป่า Mountains-to-Sea ที่เมือง Hillsborough ซึ่งอยู่ห่างจาก Raleigh ไปทางตะวันตกประมาณ 40 ไมล์ เราเริ่มต้นจากทางเดินที่เรียกกันว่า Riverwalk ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง

This took us right underneath the Norfolk Southern Railway pass, along Eno River to the start of the Occoneechee Mountain Loop Trail.

Riverwalk นำเราผ่านใต้ทางรถไฟ Norfolk Southern Railway เลียบไปกับแม่น้ำ Eno River จนไปจรดยังจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าที่มีชื่อว่า Occoneechee Mountain Loop

The last time we were here, there was a lovely Stickwork sculpture by Patrick Dougherty on display on the Riverwalk, but sadly, we saw a sign right where it used to be informing us that the sculpture had been removed just a few months ago. They said that the art piece was expected to last for 2 years, but it did sit there for 3, which was already way longer than expected. Hopefully they will replace it with something – it was truly ‘A Sight to Behold’ as it was aptly named.

คราวที่แล้วที่มาเดินที่ Riverwalk กัน เค้ามีผลงานศิลปะโดย Patrick Dougherty มาตั้งไว้ให้ชม เป็นงานประติมากรรมที่เอากิ่งไม้มาเรียงก่อกันเป็นปราสาทขนาดย่อมๆแต่อลังการสมชื่อกับที่ตั้งไว้ว่า ‘A Sight to Behold’ เสียดายมาคราวนี้ปราสาทไม่อยู่แล้ว มีแต่ป้ายอธิบายว่าเค้าต้องรื้อทิ้งไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน จริงๆคุณประติมากรตั้งใจไว้ว่าสร้างเสร็จแล้วคงอยู่ได้อย่างมากไม่เกินสองปี แต่เอาเข้าจริงกลับยืนหยัดทนฟ้าฝนมาได้ตั้งสามปีเต็มๆ หวังว่าคราวหน้ามาใหม่จะมีผลงานชิ้นใหม่มาให้ชมกันอีก

It appears that summer may have already arrived here in North Carolina. The heat was intense. We were struggling quite a bit on the steep uphill trail. But the view from the overlook, once we made it up there, was surely rewarding.

ฤดูใบไม้ผลิเพิ่งเริ่มมาได้ไม่นาน แต่อากาศเริ่มร้อนกันซะแล้ว แดดวันนี้เผาผลาญรุนแรงจนแทบจะไต่เขากันไม่ไหวทีเดียว แต่พอตะกายขึ้นไปถึงข้างบนได้ก็มีวิวสวยๆอย่างนี้ให้ชม หายเหนื่อยไปได้หน่อย

We found a couple of really cool painted rocks left discreetly along the trail.

ตามทางมีใครแอบเอาก้อนหินสีสวยมาวางซ่อนไว้ให้ surprise กันเล่น

We ended up clocking 5.12 miles today in perfectly 2 hours, then proceeded to reward ourselves with yummie food from El Restaurante Ixtapa, a tiny Mexican restaurant just up the street from Weaver Street Market.

สรุปวันนี้เดินไป 5.12 ไมล์ (ประมาณ 8 กิโลนิดๆ) ใช้เวลาสองชั่วโมงพอดิบพอดี เดินเสร็จก้อไปเติมพลังกันที่ร้านอาหารเม็กซิกันใกล้ๆ ร้านเล็กๆแต่รสชาติน่าประทับใจเหมือนได้ไปกินที่เม็กซิโกกันจริงๆ

Sunday Hike: Mountains-to-Sea Trail at Falls Lake, Durham

IMG_0807

This past weekend’s Sunday Hiking Series took us yet again to the Falls Lake trail, this time on a different section in Durham. Our group met up at one end of the trail section we were going to hike on, and shuttled to the other end at the Red Mill Public Fishing Area, then started hiking back to our car.

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเรากลับไปเดินป่ากันที่ Falls Lake อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นช่วงที่อยู่ในเมือง Durham สมาชิกร่วมแก๊งค์ไปนัดเจอกันที่ปลายทาง เอารถเราทิ้งไว้ที่นั่น แล้วก็ติดรถคนอื่นไปที่ต้นทาง ณ Red Mill Public Fishing Area แล้วจึงเริ่มเดินมุ่งหน้ากลับมายังรถที่จอดทิ้งไว้

This particular section was a lot more rugged than the one last week, passing through stretches of knee-high brush and many swampy areas.

ป่าที่ไปช่วงนี้มีพงหญ้าขึ้นหนาทึบกว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเยอะ บางแห่งสูงเท่าเข่าเชียว แถมบางช่วงยังเฉอะแฉะให้ต้องลุยโคลนกันอีกด้วย

IMG_3646

Of course, we got a view of the beautiful Falls Lake on the way.

แต่ก็มีวิวทะเลสาบสวยๆให้ได้ชมกัน

The vegetation was different than what we saw last week. Apart from the abundant greeneries, we saw many colorful spring flowers, several wild daffodils and these huge wild mushrooms!

ต้นไม้ใบหญ้าเที่ยวนี้ได้อารมณ์ต่างจากคราวที่แล้วเล็กน้อย ยังมีส่วนที่เขียวขจีเหมือนกัน แต่คราวนี้มีดอกไม้ป่าสวยๆมาแซมให้ดูเพลินๆ แถมด้วยเห็ดยักษ์ที่ใหญ่เกือบเท่าหน้าเราเชียว

IMG_0839

The trail ran into working railroad tracks a few times, and we also ran into this old one that was obviously no longer in use!

ทางเดินป่ามีการตัดข้ามทางรถไฟด้วย แต่อันสุดท้ายนี้คงไม่มีรถไฟมาข้ามแล้วIMG_0873

The hike took two and a half hours to complete, covering the distance of 6 and 1/4 miles. We are skipping the next to hike for a vacation in Texas, and will resume the weekend after Mother’s Day. Until then!

วันนั้นเดินกันไปสองชั่วโมงครึ่ง ได้ระยะทางประมาณ 6 ไมล์กว่าๆ (ประมาณ 10 กิโล) อาทิตย์หน้าหนีไปเที่ยวเท็กซัสกันหนึ่งอาทิตย์ แล้วอาทิตย์ถัดไปก็เป็นวันแม่ หลังจากนั้นถึงจะกลับมาเดินป่ากันใหม่นะคะ