Saturday Hike: Intermittent Hiking Turned Dilly-Dallying on Route 751

We had such an epic fail on our hiking attempt a couple of weeks ago! 😆 We started off at the New Hill-Olive Chapel Road section of the American Tobacco Trail in Apex. Since it rained the day before and we remembered this trail to be nicely paved, we thought it would be a good choice. Plus, the path is wide, making it appropriate for our ongoing social distancing effort.

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนตั้งใจจะไปเดินป่ากัน แต่เกิดการล้มเหลวไม่เป็นท่า 😆 เดิมทีกะว่าจะไปที่ช่วง New Hill-Olive Chapel Road ของเส้นทางเดินป่า American Tobacco Trail ในเมือง Apex เพราะฝนตกหนักวันก่อนวันที่ไปเลยพยายามหาที่ที่ไม่ต้องลุยโคลน จำได้ว่าทางที่นี่ราดยางเกือบตลอดสาย แถมกว้างขวางเหมาะแก่การเว้นระยะห่างทางสังคม

It turned out there were too many cyclists for our comfort on the trail… 😐 They kept zooming past us in close range on high speed again and again, none of them wearing any masks. Joel had read studies that said the virus could be more easily transmitted through airborne droplets especially from cyclists and runners. The theory, though subsequently debunked by others that came after it, made us pause and eventually decided not to take the chance. So we turned around and headed back to the car.

ไปถึงเดินได้ไม่ทันไรก็เลี้ยวกลับ เพราะนักปั่นจักรยานชุกชุมมาก แต่ละรายซูมผ่านเราไปฉิวๆ แถมไม่มีใครใส่หน้ากากกันซักคน 😐 คุณสามีไปอ่านเจองานวิจัยช่วงแรกๆที่เค้าว่าเวลาเจอคนวิ่งกับคนปั่นจักรยานจะมีการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสจากละอองลมหายใจได้สูงกว่าปรกติ ถึงแม้ว่างานวิจัยช่วงหลังๆจะไม่เห็นด้วย แต่เราเอาสบายใจไว้ก่อนดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้

We clocked in at a little under a half mile during the 11 minutes we hiked there. 😆

ภาคแรกจบลงด้วยระยะทางครึ่งไมล์ ยังไม่ถึงกิโลดี ใช้เวลาสิริรวม 11 นาที 😆

After a brief research, we set out to another trail nearby called the Eagle Spur Trail, which sounded like it would be nice and secluded… The trail supposedly ends at Jordan Lake after a little over 2 miles then we would turn around and head back. We drove past the trail head and found a small parking lot nearby, then walked back to it. Spoiler alert, we didn’t make it very far! 😂

จากนั้นเราไปลองกันอีกที่คือ Eagle Spur Trail ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ฟังดูน่าจะไม่ค่อยมีคน เป็นทางเดินประมาณ 2 ไมล์กว่าๆไปถึงทะเลสาบ Jordan Lake แล้วกลับทางเดิม ไปถึงขับเลยไปนิดเจอที่จอดรถไม่มีรถซักคัน อุตส่าห์ดีใจว่าทางคงโล่งดีไม่มีคน เดินไปได้ไม่ทันไรถึงได้รู้ว่าทำไมไม่มีคน 😂

We discovered that the trail was completely flooded over just a few steps in. After we got home, I did some more research and found that apparently, this trail had been flooded for over a year now… Some people suggested wading through the flooded section with waders or trash bags since it was “just knee deep” and “only 30 feet” long. 😬

เดินไปยังไม่ทันถึงไหนเจอน้ำท่วมทางขาด ไม่ใช่ว่าท่วมเล็กน้อยแบบพอลุยได้ แต่ท่วมเป็นบึงเลยค่ะ 😆 กลับมาบ้านไปอ่านรายละเอียดดูถึงได้รู้ว่าที่นี่ท่วมแบบนี้มาเป็นปีแล้ว มีนักเดินป่ามืออาชีพบางคนบอกให้เอาถุงขยะหุ้มขาแล้วลุยเอา “ท่วมแค่เข่าเอง” “ลุยไปแค่ 30 ฟุตก็พ้น” เอ่อ ไม่เอาอ่ะค่ะ 😬

This time, we clocked in another 0.37 miles in another 12 minute interval.

ภาคสองนี้เดินกันไปได้อีก 0.37 ไมล์ ประมาณครึ่งกิโลนิดๆ ใช้เวลา 12 นาที ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมเสียมากกว่าจะได้เดินกันจริงจัง 😆

Still determined to hike that day, we looked at the map and pinpointed a road around the bend that could potentially let us bypass the flooded section to continue on the trail. Once there, we quickly realized that the vegetation was way too thick to wade through, especially with Joel in his hiking shorts. So, after this third try, we finally gave up hiking for the day. 😆

แค่นั้นยังไม่เข็ด คุณสามีอุตส่าห์กางแผนที่ดูว่าจะหลบทางที่ขาดได้ยังไง ไปเจอถนนอ้อมไปไม่ไกล ดูแล้วมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเวิร์ค เลยลองไปกันดู ไปถึงเป็นหมู่บ้าน สุดทางคือหลืบที่เห็นในรูปสุดท้าย น่าจะตัดไปถึงทางที่เราตั้งใจจะไปได้พอดี แต่เข้าไปส่องดูใกล้ๆแล้วก็ต้องส่ายหัว เพราะว่าพงหญ้าสูงประมาณเท่าเอวได้ คุณสามีใส่กางเกงขาสั้นเลยคาดว่าไม่น่าจะสามารถหักร้างถางพงไปถึงได้ไหว ในที่สุดเลยต้องยอมแพ้ 😆

All in all, we hiked a whopping 0.84 mile that day! 😂

ตกลงวันนั้นหลังจากที่ได้ใช้ความพยายามจนสุดความสามารถแล้ว เราเดินป่ากันไปรวมทั้งสิ้น 0.84 ไมล์​ ยังไม่ถึงกิโลครึ่งดีเลย 😂

In the effort not to waste the trip entirely, I started spotting cool stuff along the road on Route 751. First up was this cute little garden center called For Garden’s Sake. They have this old blue truck parked out front with pumpkins scattered all over it. I can’t believe Fall is finally here! 😍

ก่อนกลับบ้าน เพื่อไม่ให้ขับรถมาเสียเที่ยว เลยขอแวะถ่ายรูปตามทางซะหน่อย ถนนสาย 751 นี้มีที่น่ารักๆเตะตาหลายแห่ง เริ่มด้วยศูนย์เกษตรกรรมที่มีชื่อว่า For Garden’s Sake เค้าเอารถบรรทุกเก่าๆสีฟ้ามาจัดตกแต่งเป็นบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง ประดับประดาไปด้วยลูกฟักทองหลากสีหลายสไตล์ จอดไว้เรียกลูกค้ามาเข้าชม 😍

Next up was Old Mill Farm, where a pair of goats and sheep each were hanging out right by the road. This male goat was very loud. I initially thought he was friendly, but quickly realized he didn’t want us anywhere near them, so we obediently retreated once we got his message, loud and clear! 😆

ต่อมาเป็นฟาร์มปศุสัตว์ชื่อ Old Mill Farm ซึ่งมีคอกแพะกับแกะตั้งอยู่ริมถนน คุณแพะเขี้ยวโง้งตัวนี้ พอเห็นเราจอดรถแวะก็รีบปรี่เข้ามา ตอนแรกนึกว่ามาทักทาย เพราะแกเสียงดังฟังชัดมาก แต่สุดท้ายถึงได้เข้าใจว่าแกแบ๊ะไล่ คือประมาณว่าเป็นจ่าฝูงคอยปกป้องลูกหมู่ หลังจากได้รูปสมใจอยากแล้วเราเลยถอยทัพกลับรถ แกถึงได้หยุดแบ๊ะ กลับไปกินหญ้าต่อกับพวกพ้อง 😆

Last but not least, I assumed this used to be a grocery store at some point, but had long gone out of operation. It’s cool that they preserved the place with such cool decor though. There was a house in the back and a gentleman in the garage was watching me when we stopped over. I waved to him and he waved back, so I think he was OK with me taking pictures of his place… 😛

สุดท้ายเป็นร้านขายของชำเก่าแก่ที่ปิดให้บริการไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่เจ้าของยังเก็บรักษาไว้ให้คนผ่านไปมาได้ดู ด้านหลังเป็นบ้านมีโรงรถอยู่ข้างๆ ตอนเราจอดรถแวะลงไปถ่ายรูปเหลือบไปเห็นลุงแก่นั่งมองอยู่ เราเลยโบกมือให้ แกก็ยิ้มให้โบกกลับ เลยกลับไปถ่ายรูปร้านแกต่อได้อย่างสบายใจ 😛

Pandemic Pause: Back at Beaufort

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After hiking at Cedar Point Tideland, we stopped by to check out the little town of Beaufort. Before we went, when I mentioned that we were going, Joel said, “Beaufort, weren’t we there at some point?” and I insisted that we hadn’t been there, or I would have remembered. 🤨 But he was right, I recognized it as soon as we got there! We had taken my parents there on their Outer Banks tour when they came to visit, back in 2016. 😝

หลังจากเสร็จจาก Cedar Point Tideland เราไปต่อกันที่เมือง Beaufort ก่อนไปพอบอกคุณสามีว่าจะแวะไปเที่ยวที่นี่ แกทักว่า “เอ ชื่อคุ้นๆ เราไปกันมาแล้วไม่ใช่เหรอ” เราค้านเสียงแข็งว่าเป็นไปไม่ได้ ไปมาก็ต้องจำได้สิ 🤨 ปรากฎว่าไปถึงปุ๊บ เออ เคยมาแล้วจริงๆด้วย 😝 เมื่อสี่ปีก่อนพาพ่อกะแม่เรามาเที่ยวตอนที่มาทัวร์ Outer Banks

Beaufort is North Carolina’s either 3rd or 4th oldest town (depending on which source you refer to 🙄), established in 1713, and was once ranked as “America’s Coolest Small Town” by Budget Travel Magazine. We could definitely feel the effect of the ongoing pandemic there. The Beaufort we saw this time was a lot quieter than the last time we were there, despite it being in the middle of summer, usually peak tourist season. There was barely anybody walking on the streets. Many stores were shut down with closed signs out front.

เมือง Beaufort เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นลำดับที่สามหรือสี่ (แล้วแต่ว่าจะอ่านจากสื่อไหน 🙄) ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1713 และครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Budget Travel Magazine ให้ชื่อว่าเป็น “เมืองเล็กๆที่เจ๋งที่สุดในอเมริกา” มาคราวนี้รู้สึกได้ถึงพิษโควิดในทันที ทั้งเมืองดูเงียบเหงากว่าคราวก่อนที่มาหลายเท่า ทั้งๆที่ช่วงที่ไปเป็นช่วงกลางซัมเมอร์ ซึ่งปรกติน่าจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ถนนดูร้างผู้คน แถมร้านรวงต่างๆก็ปิดไปกว่าครึ่ง

Their signature bright red double decker tour bus ambled by with not a single passenger on board.

รถทัวร์บัสสองชั้นสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองไม่มีผู้โดยสารนั่งอยู่ซักคน

This is such a quaint little town, full of historic homes lining the now quiet streets. Each has a plaque displayed out front along with the date it was built. Most have been beautifully kept and maintained.

เมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านเก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ละบ้านมีป้ายที่ทางราชการออกให้ติดไว้บอกปีที่สร้าง ส่วนใหญ่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี

One of the main tourist spots in town was Beaufort Historic Site, where nine historic buildings had been restored to show life in the 18th and 19th centuries here. These include an old jail, a court house, and an apothecary shop.

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้คือ ศูนย์ประวัติศาสตร์แห่งเมือง Beaufort ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกที่คงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด 9 หลัง รวมไปถึงคุก ศาล และร้านเภสัชกร ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เพื่อแสดงให้เห็นการใช้ชีวิตของคนในสมัยช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ที่บริเวณนี้

Nearby in the same historic district was the Old Burying Ground, the town’s oldest cemetery. Many of the graves there came with very interesting stories. There was a captain who was buried with a cannon from his ship mounted on top of his grave. A lady whose husband was thought to have died in a shipwreck so she married another man before her first husband returned alive and agreed to her living with the new guy under the condition that she be buried and spending eternity right next to him. Another little girl was buried in a rum barrel after she died at sea on a voyage from England.

ห่างไปไม่ไกลเป็นสุสานที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีชื่อเรียกกันว่า Old Burying Ground หลุมฝังศพหลายแห่งที่นี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจเล่าต่อๆกันมา มีคุณกัปตันเรือที่เค้าเอาปืนใหญ่จากเรือรบของแกมาตั้งบนหลุมศพ มีคุณผู้หญิงซึ่งสูญเสียสามีคนแรกจากเหตุการณ์เรือล่ม จากนั้นแกจึงตกลงแต่งงานอยู่กินกับสามีคนที่สอง ไม่กี่ปีต่อมาปรากฎว่าสามีคนแรกกลับมาบ้านเจอภรรยาไปอยู่กับสามีใหม่ สองสามีเจรจาตกลงกันได้ว่าให้ตัวภรรยาอยู่กินกับสามีคนปัจจุบันต่อไป แต่ถ้าเสียชีวิตเมื่อไหร่ต้องมาฝังไว้กับสามีคนเดิม แต่เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นเด็กหญิงตัวน้อยที่พ่อพาขึ้นเรือกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ประเทศอังกฤษ แต่ขากลับเกิดป่วยตายกลางทะเล ด้วยความที่พ่อแกสัญญากับแม่ไว้ว่าจะพาลูกสาวกลับมาให้ถึงบ้าน เลยต้องไปซื้อถังเหล้าจากกัปตันเรือมาใส่ศพลูกสาว แล้วเอากลับมาฝังไว้ที่นี่ แทนที่จะทิ้งศพโยนลงทะเลตามที่เค้าทำกันในสมัยนั้น

I happened to spot this oddly beautiful bud growing in the ground there at the cemetery. I think it was a mushroom but I’m not 100% sure… I had never seen anything quite like it before! 😳

เดินเยี่ยมชมสุสานอยู่เพลินๆเกิดตาดีไปเห็นเจ้าช่อข้างบนนี่งอกอยู่บนดิน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นดอกอะไร แต่เข้าใจว่าเป็นดอกเห็ด หน้าตาแปลกประหลาดเข้ากับบรรยากาศดีแท้ 😳

Before we left, we walked past this large boat yard with a big sign out front. Apparently they were working on refurbishing a replica of this historic boat from Colonial time called The Periauger. This very boat was used to film the 2019 movie ‘Harriet‘ where Harriet Tubman, the famous American abolitionist and activist, led the Union army into battle that ended up freeing over 700 slaves in South Carolina.

ก่อนกลับเดินผ่านโรงซ่อมเรือที่เห็นในรูป ป้ายด้านหน้าติดบอกไว้ว่าเค้ากำลังซ่อมเรือซึ่งจำลองมาจากเรือชื่อดังจากสมัยก่อนสงครามแยกอาณานิคมที่มีชื่อว่า The Periauger เรือลำที่เห็นนี้เมื่อปีที่แล้วเพิ่งใช้ถ่ายทำหนังประวัติศาสตร์ชื่อว่า ‘Harriet‘ ในตอนที่ Harriet Tubman ผู้นำการต่อสู้เลิกทาสชื่อดังชาวอเมริกันนำกองทัพเรือฝ่ายเหนือเข้าปลดปล่อยทาสผิวสีจำนวนถึงกว่า 700 คนในรัฐเซาท์แคโรไลน่าให้เป็นไทได้สำเร็จ

Pandemic Pause: Hiking at Cedar Point Tideland

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The first day on our Inner Banks trip, we went hiking at Cedar Point Tideland. The trail is located at the mouth of White Oak River, and alternates between a salt marsh and a coastal forest. This was a completely new terrain for us. Even though it was a short hike, which we were thankful for, given the heat index that day, we thoroughly enjoyed every minute of it!

ทริป Inner Banks เที่ยวนี้เราได้มีโอกาสไปเจอประสบการณ์เดินป่าแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยลองกันมาก่อน Cedar Point Tideland ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำ White Oak ทางเดินที่นี่ลัดเลาะข้ามป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำ ถึงจะเป็นทางสั้นๆ (ซึ่งพอเหมาะพอดีกับระดับความร้อนในวันนั้น) แต่วิวสวยแปลกตาคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อ

I could never get tired of this beautiful landscape! 😍

วิวสวยๆแบบนี้ดูยังไงก็ไม่เบื่อ 😍

Even the wildlife here was different! This time we saw several tiny crabs scrambling in the mud flats, a few herons hunting for prey, and tons of fossilized shells. Also colorful mushrooms!

นอกจากภูมิประเทศจะแปลกตาแล้ว สัตว์ป่าตามทางก็แปลกไปจากที่คุ้นเคยเช่นกัน คราวนี้ได้เจอเป็นปูลมกับเปลือกหอยแทน แต่ยังมีเห็ดสีสวยให้ดูเล่นเหมือนเดิม

We clocked in at a little over 1.5 miles, which took us almost an hour to finish, only because we were enjoying the scenery and stopping to take pictures and stalking the herons. 😛

วันนั้นเดินกันไปแค่ไมล์ครึ่ง หรือประมาณสองกิโลครึ่งเท่านั้น แต่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพราะมัวแต่โอ้เอ้ถ่ายรูป ชมวิว ส่องนกกระยาง 😛

On the way back, we stopped by to check out the Salty Air Open Market in Cedar Point. We love the easygoing ambience they got going but we must have gotten there way too early or something… Even though we spent almost an hour nursing our beer and kombucha, the food truck never opened up (they had been “getting it ready” the entire time 😒). We finally gave up and went to grab lunch at a different place instead.

หลังเดินป่าเสร็จเราไปแวะกันที่ Salty Air Open Market ซึ่งเป็นตลาดนัดเล็กๆกลางแจ้งในเมือง Cedar Point บรรยากาศดูดีอยู่ แต่สงสัยว่าเราจะไปถึงกันเช้าเกิน อุตส่าห์นั่งละเลียดจิบเบียร์กับชาหมัก kombucha อยู่ตั้งนาน ร้านอาหารก็ยังไม่เปิดซักที (คือเห็นเค้าจัดเตรียมกันอยู่ตั้งแต่ตอนไปถึงใหม่ๆ แถมบอกเราว่า “อีกแป๊บเดียวเดี๋ยวเปิด” 😒) รอจนสุดท้ายรอไม่ไหวเลยได้ไปหาข้าวกินกันที่อื่นแทน

Friday Hike: Birthday Hike at Hemlock Bluffs

Last Friday was my birthday. 😊 We celebrated it COVID style by going on a hike at Hemlock Bluffs Nature Preserve. This is a familiar trail, very close to home, and one of our favorites in the area. We have been here several times, but I just realized I never did a post on it. So I figured this is a good opportunity to do so!

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เราฉลองวันคล้ายวันเกิด 😊 สไตล์โควิดด้วยการไปเดินป่าที่ Hemlock Bluffs Nature Preserve ที่นี่มากันบ่อยเพราะอยู่ใกล้บ้าน และเป็นเส้นทางเดินป่าที่เราชื่นชอบกันที่สุดแห่งหนึ่งในละแวกนี้ เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่เคยเอามาลงโพสต์ คราวนี้เลยได้โอกาสมาแนะนำให้รู้จักกัน

There is a visitor center that houses many facilities, including a restroom, a nature center, a recycled garden, and a little outdoor playground area for kids. I imagine this would be a great place for families with little ones.

ติดกับที่จอดรถเป็นตึกรับรองหลังใหญ่ที่มีทั้งห้องน้ำ ศูนย์การเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ สวนพืชผักเล็กๆที่เต็มไปด้วยวัสดุเหลือใช้ต่างๆ รวมไปถึงสนามเด็กเล่นขนาดย่อมๆ ถ้าใครมีลูกหลานตัวน้อยพามาเดินเล่นคงจะเพลิดเพลินกันดีทีเดียว

The trails here are short and nice, very well paved with plenty of mulch that feels pleasant and cushiony when you step on it. We like to come here especially after it rains because we don’t have to worry about the mud.

ทางเดินที่นี่ไม่ยาวมาก แต่ได้รับการบำรุงอย่างดี พื้นส่วนใหญ่โรยด้วยเปลือกไม้จนหนา เดินแล้วนุ่มฝ่าเท้าดีแท้ แถมเปลือกไม้พวกนี้มีคุณสมบัติในการซับน้ำอย่างดีเยี่ยม เวลาหลังฝนตกหนักๆเดินกันสบายไม่ต้องกลัวจะเปื้อนโคลนกันเลย

This time we started off on the East Hemlock Bluffs side, which leads to Swift Creek Trail. The steps leading down to it didn’t seem like much on the descending portion, but were pretty brutal on the way back up! 😓 There were a few lookout stops on the way for you to rest though, if you need to catch a breath or two. Parts of this lower loop section were these long boardwalks that look harmless but can be very slippery after a downpour. 😅

คราวนี้เราไปเริ่มกันที่ฝั่งตะวันออกกันก่อน ซึ่งมีบันไดยาวนำไปสู่ทางที่มีชื่อว่า Swift Creek Trail ตอนลงไปก็ไม่เท่าไหร่ แต่ตอนขากลับขึ้นมานี่สิ ปีนกันลมแทบจับ 😓 แต่เค้ามีที่ชมวิวให้พักเหนื่อยอยู่สองสามจุดระหว่างทางถ้าขึ้นรวดเดียวไม่ไหว ทางเดินด้านล่างมีส่วนที่เลียบไปกับลำห้วยเล็กๆปูด้วยพื้นไม้ ใบไม้ที่ตกอยู่ตามทางเหล่านี้ดูสวยก็จริง แต่เวลาฝนตกใหม่ๆต้องคอยระวังมิฉะนั้นอาจจะเกิดการก้นจ้ำเบ้าได้ 😅

After climbing back up the steps, we headed over to the West Hemlock Bluffs side to do the Chestnut Oak Loop Trail. Since this is a short one, we did it twice, first counter clockwise, then the other way round.

เสร็จจากนั้นเราก็ไปต่อกันยังฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นทางเดินที่เรียกว่า Chestnut Oak Loop Trail ด้วยความที่ทางสั้นมากเลยได้เดินวนกันสองรอบ

Half way through the hike Joel noticed that his Apple Watch did not seem quite right. 🙄 We put ours next to each other to compare and realized the abnormally large elevation gain shown on his. (Mine does not have it because it’s an earlier series.) I know we climbed those 100 steps, but there was no way that was a 140 million feet, even though it might feel that way! 🤣 A full reset once we got home appears to have fixed whatever issue there was, for now!

เดินไปได้ประมาณครึ่งทางคุณสามีเกิดสังเกตว่านาฬิกาที่ตั้งวัดเส้นทางไว้ดูจะแปลกๆ 🙄 เลยเอามาลองเทียบกันดู ปรากฎว่าของแกบอกค่าการเพิ่มระดับความสูงพุ่งกระฉูดไปที่ 140 ล้านฟุต (ของเราไม่มีโหมดนี้เพราะเป็นรุ่นเก่ากว่า) คือเข้าใจว่าปีนกระไดกันขึ้นมาเป็นร้อยขั้นจนหอบแฮกๆกันอยู่ แต่เอก็ไม่น่าจะสูงได้ขนาดนั้น 🤣 กลับบ้านมารีเซตนาฬิกาดูหวังว่าจะเวิร์คแล้ว ไม่งั้นคงได้เวลาไปซื้ออันใหม่

Mushroom spotting – one of my favorite hiking activities! 😊

การส่องเห็ดเป็นกิจการการเดินป่าสุดโปรดของเรา 😊

We clocked in at a little under 3 miles total, which took us a little over an hour. The weather is getting a lot cooler here I think we’ll be back hiking a lot more often this fall!

วันนั้นเดินกันไปเกือบ 3 ไมล์ หรือประมาณ 4 กิโลครึ่งนิดๆ ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ พักนี้อากาศเริ่มเย็นขึ้นมาก ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้กลับไปเดินป่ากันอย่างจริงจังกันซักที

When we got home, Joel made me a yummie tomato pie for dinner, followed by a tres leches birthday cake – COVID or not, that’s definitely a happy birthday in my book! 😍

กลับบ้านมาคุณสามีทำพายมะเขือเทศแสนอร่อยเป็นอาหารเย็น ตบท้ายด้วยเค้กวันเกิด tres leches ซึ่งเป็นเค้กราดด้วยนมเข้มข้นของโปรดของเรา จะโควิด ไม่โควิด ได้ฉลองวันเกิดด้วยของอร่อยถูกปากอย่างนี้ก็แฮปปี้เหลือล้นแล้ว 😍

Pandemic Pause: Sunrises, Moonrises, and Ferry Rides

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

This is another series I am introducing as the new-normal alternative travel format we had adopted during this ongoing pandemic. Since we cannot travel freely and safely like we usually do during this time of the year, I forced myself to tap into my creative outlets 🧐 to try to come up with trip ideas that would allow us to leave the house and unwind for a few days while exploring interesting spots closer to home. To minimize our risk of contracting the potentially deadly virus, I have established a few rules…

  • Destination must be within no more than 4 hour drive from home.
  • Overnight stay must be in a non-hotel venue, where we do not have to share the ventilation system with other people.
  • Activities must be limited to outdoors only.
  • If eating out, it must be at a restaurant with outdoor seating.

วันนี้ขอมาแนะนำโปรแกรมนำเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จัดมานำเสนอกันที่นี่ โดยตั้งชื่อไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “โปรแกรมพักชีวิตพิชิตโควิด” ในเมื่อช่วงนี้ไม่สามารถไปเที่ยวกันได้ตามปรกติเหมือนที่เคยเป็นมา เราเลยต้องเจียดพลังสมองมาค้นคิด 🧐 หาทางผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตการทำงานประจำวันไปใช้เวลาหาความบันเทิงนอกบ้าน และไปสำรวจที่ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็น โดยที่ยังคงควบคุมอัตราการเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสร้ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หวังว่ากฎสี่ข้อต่อไปนี้จะพอเพียงต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบของเรา

  • จุดหมายที่ไปจะต้องขับรถไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากบ้าน
  • งดพักค้างคืนที่โรงแรม ขอเป็นบ้านเช่าที่เราไม่ต้องไปแชร์ระบบระบายอากาศในร่มกับใครแทน
  • จำกัดกิจกรรมทุกชนิดให้อยู่กลางแจ้งเท่านั้น
  • หากไปกินข้าวข้างนอก จะต้องเป็นร้านที่มีที่นั่งกลางแจ้งเท่านั้น

For our first trip, I chose a much quieter counterpart of the otherwise well-known Outer Banks area of North Carolina, a.k.a. the Inner Banks. This is where the Neuse River meets the Pamlico River at Pamlico Sound, which is the largest lagoon along the US east coast, and is separated from the Atlantic Ocean by the infamous Outer Banks. 

ทริปแรกนี้เราเลือกไปกันที่เขต Inner Banks ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งอยู่ติดกับเขต Outer Banks สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของรัฐนี้ซึ่งเป็นหมู่เกาะริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ Inner Banks จะไม่พลุกพล่านเท่า Outer Banks ช่วงที่เราไปกันเป็นปลายสายของแม่น้ำ Neuse ที่มาบรรจบกับแม่น้ำ Pamlico ในบริเวณที่เรียกว่า Pamlico Sound ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางแถบตะวันออกของอเมริกา โดยมีหมู่เกาะของ Outer Banks กั้นอยู่ตรงกลางก่อนไปบรรจบกับทะเล

I found a really cool airbnb property in Arapahoe, which sits right at the bank of the Neuse River. It was such a perfect location, quiet and away from the crowds, yet equipped with its own private little beach and a small pier that gave us the illusion of being on a beachfront property without the usual exorbitant price tag! 😉 Despite being one of the eight identically looking houses on the same property front, we barely saw anybody during the entire time we were there. The house itself was clean and cozy, apparently with a lot more room that we needed, not that we are complaining! 🙄

เราเผอิญไปเจอบ้านน่ารักในเมือง Arapahoe หลังนี้บน airbnb ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Neuse พอดิบพอดี ดูทำเลแล้วน่าจะเงียบสงบห่างไกลจากผู้คน แถมมีโบนัสคือชายหาดส่วนตัว พร้อมทั้งท่าน้ำเล็กๆริมฝั่ง เหมือนกับได้ไปพักผ่อนชายทะเล แต่ราคาย่อมเยากว่าหลายเท่า 😉 ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มีบ้านหน้าตาเหมือนกันเรียงรายอยู่ทั้งหมดแปดหลัง ของเราเป็นหลังสุดท้ายติดกับชายหาด ไปอยู่กันห้าคืนแทบจะไม่เจอเพื่อนบ้านเลยซักคน มีได้ยินเสียงแว่วๆอยู่บ้างแค่คืนแรกเท่านั้น ข้างในตัวบ้านกว้างขวางสะดวกสบาย ไม่หรูหราแต่สะอาดสะอ้านน่าอยู่ สรุปว่าเลือกได้ถูกใจไม่มีที่ติ 😊

We managed to get up early 😆 to enjoy the beautiful sunrise from our balcony a few times while we were there. It was painful for night owls like us, but I had to say it was totally worth it! 

อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นจากบนระเบียงได้ตั้งหลายวัน 😆 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกขี้เกียจอย่างเราๆ แต่ขอบอกว่าวิวที่เห็นนั้นสวยคุ้มค่าแก่ความพยายามจริงๆ

Apart from sunrises and one sunset we were able to catch on the way home one day, night time there provided an (almost 😝) equally pleasant view of the moon reflecting on the water by the pier. There were a few nights when it was windy enough that we didn’t have to worry about getting eaten alive by the mosquitoes 😓 so we could sit out sipping on glasses of wine, listening to the sound of the waves crashing onto the shore and pretending that there wasn’t a worldwide pandemic going on… 🥺

นอกจากพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆแล้ว เรายังได้เห็นพระอาทิตย์ตกอยู่หนึ่งวันตอนกำลังขับรถกลับบ้านพัก วิวกลางคืนที่แสงพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำริมฝั่งก็สวยไม่แพ้กัน ช่วงที่ไปอากาศยังร้อนอยู่ แต่มีบางคืนที่ลมพัดเย็นสบายไม่ต้องกลัวยุงกัด 😓 ออกไปนั่งจิบไวน์ ชมวิวนอกระเบียง ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งเพลินๆ เป็นความสุขเล็กน้อยที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ เห็นวิวสวยๆแล้วช่วยทำให้ลืมไปได้บ้างว่าตอนนี้โลกเรากำลังต้องผจญกับโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่อยู่ 🥺

Besides a few evening walks along the private beach, we were able to fit in a couple of unique hikes and a few excursions during the trip, each of which I will cover in its own separate post. With the location of the house being in Arapahoe, most of our ventures involved taking a ferry across the river to get to the other side. We could have driven around the sound but that would mean covering twice the distance in approximately the same amount of time which seemed like a total waste of gas. 😣

นอกจากจะได้ไปเดินทอดน่องบนชายหาดแล้ว เรายังหาโอกาสไปเดินป่า และชมเมืองกันด้วย แล้วจะมานำเสนอทีละแห่งแยกเป็นรายๆไป ด้วยความที่บ้านพักตั้งอยู่ที่เมือง Arapahoe เวลาจะไปไหนเลยต้องลำบากกันเล็กน้อย โดยต้องขึ้นเรือข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง จริงๆแล้วจะขับรถอ้อมทะเลสาบก็ได้เหมือนกัน แต่เพิ่มระยะทางเป็นสองเท่า แถมใช้เวลาไม่ได้ต่างกัน คิดดูแล้วไม่คุ้มค่าน้ำมัน 😣 เลยยอมข้ามเรือกันเอาซะเป็นส่วนใหญ่

The Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry was nothing like what we had imagined… 😆 First of all, it was completely free, which is almost unheard of during this age and time! Second of all, it was teeny tiny! We were picturing a large ferry like the ones we use to take to visit the Outer Hebrides in Scotland… But when we got there, the only thing we saw was this tiny little thing that didn’t look like it could hold anything other than just a few cars, despite the long lines of cars waiting to board. We could barely see it from our vantage point at the front of the very last line. We first thought the actual ferry hadn’t arrived… But before we knew it, the cars ahead of us started to move, onto the very tiny platform! 😱 They just kept cramming us on, until everybody, all the waiting cars and trucks, at least 30 or even more, are packed tightly on both sides! 

ท่าเรือ Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry นั้นไม่เหมือนกับที่เราวาดภาพไว้เลยซักนิด 😆 ก่อนอื่นคือที่นี่เค้าไม่เก็บค่าข้ามฝั่ง ไปกลับฟรีตลอดทุกวันทุกเวลา ซึ่งบริการแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยังหลงเหลืออยู่ในยุคสมัยนี้ อีกอย่างคือ “แพข้ามฟาก” ของเค้ามีขนาดกะทัดรัดมาก วันแรกที่ไปจอดรออยู่คันหน้าสุดแถวสุดท้าย ใกล้จะถึงเวลาออกอยู่รอมร่อ เรายังสงสัยว่าแพเค้าทำไมยังไม่มาซักที ชะเง้อหาไปมาไม่ทันไรปรากฎว่ารถที่จอดรออยู่แถวแรกๆค่อยๆเริ่มเขยื้อนไปทีละคันๆ เราเลยเพิ่งถึงบางอ้อว่าไอ้เรือลำเล็กๆที่เห็นจอดริมท่าอยู่ตรงหน้าเรานี้มันคือคุณแพที่กำลังจะนำเราข้ามฟากไปนั่นเอง 😱 ตอนแรกยังกลัวกันว่าสงสัยจะไม่ได้ไปเที่ยวนี้ เพราะมีทั้งรถยนต์และรถบรรทุกจอดรอคิวก่อนหน้าเราอยู่ไม่น้อยกว่า 30 คันได้ อัดไปอัดมารถเราเบียดขึ้นไปได้เป็นคันเกือบสุดท้ายก่อนออกพอดี

In the picture you see above, we were at the very back of the line, at the edge of the ferry on one side, so you can see there wasn’t much in terms of room in front of us… 😅 Each trip took approximately 20 minutes. The whole process was very efficiently run by just a few crew men directing traffic on and off the ferry. We were very impressed and grateful! One tip we can share is to make sure you check the ferry schedule before departure, otherwise you can be stuck there waiting for the next one for up to more than an hour! We did learn the hard way. 😆

ในภาพที่เห็นข้างบน รถเราจอดอยู่เป็นคันหลังสุดปลายแพด้านขวามือ จะเห็นได้ว่าเค้าจัดกันเต็มแทบจะไม่เหลือที่ว่างระหว่างกันจริงๆ 😅 ทริปข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 20 นาที มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 4-5 คนช่วยกันจัดระเบียบเรียงรถขึ้นแพ คอยโบกแต่ละคันให้ทยอยกันขึ้นไปสลับทีละข้างจนเต็มทุกเลน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เรียบร้อยพร้อมออกเดินทางได้ ไปถึงอีกฝั่งก็มีเจ้าหน้าที่อีกชุดคอยโบกให้รถลงจากแพทีละคัน ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ถ้ามีโอกาสไปขอเตือนว่ากรุณาเช็คตารางเวลาให้ดีก่อนออกเดินทาง มิฉะนั้นไปถึงอาจต้องรอเป็นชั่วโมง อันนี้ทราบจากประสบการณ์ของตัวเอง 😆

Since our choice destination wasn’t located near any big tourist attractions, our options in the food consumption department was pretty dire… 😓 Fortunately, we found The Friendly Market! This chic venue in Morehead City was responsible for more than 75% of our meals while we were there.  We visited twice to stock up and came back very happy with pretty much everything we got. The staff were super nice and ‘friendly’ as the moniker proudly attested! 😍 

ด้วยความที่เลือกไปที่ที่ห่างไกลไร้ผู้คน เลยเกิดปัญหาด้านการยังชีพเล็กน้อย 😓 เพราะใกล้ๆแถวนั้นหาไม่มีร้านอาหารเลยซักร้าน โชคดีที่ไปเจอร้าน The Friendly Market ในเมือง Morehead City ทริปนี้เราเลยได้ฝากท้องกับที่นี่เกือบตลอดรายการ เราจัดเตรียมคูลเลอร์ไปตุนอาหารกลับบ้านกันเพียบ อยู่ห้าวันไปอุดหนุนเค้าสองครั้ง กินกันได้จนถึงวันกลับพอดี 😆 ร้านนี้นอกจากจะ ‘friendly’ สมชื่อแล้ว อาหารเค้ายังอร่อยทุกอย่าง ซื้อมาลองกันหลายเมนู ไม่มีผิดหวังซักอย่าง 😍

The few superstar dishes worth mentioning include their tomato pie (which we got both times!), blue cheese collard dip, and shrimp & grits. Make sure to try at least some of these if you get a chance to visit in person! 😉

ของอร่อยขึ้นชื่อที่ลูกค้าหลายรายแนะนำมา และเราลองแล้วว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆก็มี พายมะเขือเทศ ผักโขมอบบลูชีส และอาหารดังของทางใต้ที่เค้าเรียกว่า shrimp & grits เป็นกุ้งผัดราดหน้าไปบน กริทส์​ ซึ่งคล้ายๆกับโจ๊กบ้านเรา แต่ทำมาจากข้าวโพดบดละเอียดตุ๋นกับเนยจนเข้มข้นเนื้อเนียนๆคล้ายๆกับมันบด ถ้ามีโอกาสผ่านมาทางนี้อย่าลืมไปลองแวะชิมกันดูนะคะ 😉

This section is a little embarrassing to share but I’ll go ahead with it any way. 😆 So, I’ve seen plenty of photos of pretty blogger ladies posing in beautiful dresses by the beach on their vacations (pre COVID-19) and I’ve always wanted to recreate something like that… I’ve packed my prettiest beachy dress for this very purpose! 😊 I don’t know how they all got their dresses and their hair to blow so perfectly in the wind like that! 😅 After several dozen different takes, I have come to a conclusion we either need a better model, or a better photographer in order to make this happen properly! 🤣

ตอนสุดท้ายนี้ขอโอกาสนำเสนออย่างหน้าไม่อายเล็กน้อย 😆 คือประมาณว่าไปเห็นสาวๆบล๊อกเกอร์หลายคนเค้าใส่ชุดสวยไปถ่ายรูปกันตามชายหาด (ก่อนจะมามีโควิด) เราเลยใฝ่ฝันว่าวันนึงจะขอเลียนแบบบ้าง ทริปนี้เลยอุตส่าห์หนีบชุดสวยของเราติดมาด้วย 😊 แล้วบังคับให้คุณสามีทำหน้าที่ช่างภาพจำเป็น หลังจากที่ใช้ความพยายามกันอยู่นาน ถ่ายไปหลายสิบรูป ก็ได้มาเท่าที่เห็นนี่แหละค่ะ 🤣 สรุปว่ายังไงก็ไม่สามารถเก็บภาพงามๆอย่างคนอื่นเค้าได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดของช่างภาพหรือของนางแบบกันแน่

And here are a few outtake shots, just for your entertaining purpose, and to prove my points… 😝

อันนี้ขอมาแถมให้ดูว่าภาพที่ได้มาส่วนใหญ่จะเป็นประมาณนี้ คือมือไม้ไม่เข้าที่ หัวกระเซิงด้วยแรงลม ทุลักทุเลปีนก้อนหิน หรือไม่ก็ชุดพองเป็นนางตีโป่ง 😝

Pandemic Pit Stop: Mickey Barn, Mini Church, Mill Town, and Moving Sculpture

We are back again with another Pandemic Pit Stop installment. 😊 I wasn’t really planning on having another one this soon… But then I accidentally came across an article about this rather famous sculpture currently on display not too far from us. When I learned that it would be leaving town at the end of August, I decided that we should go check it out while we still could! 🤔

วันนี้กลับมานำเสนอโปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิดภาคสองอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายเล็กน้อย 😊 คือจริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะไปติดๆกันขนาดนี้ แต่บังเอิญไปอ่านเจอว่ามีรูปปั้นชื่อดังมาวางตั้งโชว์อยู่ไม่ไกลจากบ้านเรา แล้วเค้ากำลังจะย้ายไปที่อื่นตอนสิ้นเดือนสิงหาคม เลยต้องรีบไปชมเป็นขวัญตาก่อนจะอดได้เห็นกัน 🤔


This tour took us about an hour west to Burlington, and other small towns surrounding it. First stop is a 50-year-old barn located in a quiet little windy road in a little town called Whitsett, brightly painted with a larger-than-life Mickey Mouse. It was in such great condition we could tell that it had been maintained with tender loving care 😍 throughout the years. According to the page I found it from, the barn was built in 1971 by a gentleman by the name of Tom Kleeburg. I couldn’t find any other information about it online, unfortunately. 😔

ทัวร์กระยาจกรอบนี้พาเราขับรถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่เมือง Burlington และอีกหลายเมืองเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากกัน จุดหมายแรกเป็นโรงนาอายุเกือบ 50 ปีที่ตั้งอยู่ที่เมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Whitsett ถึงจะเก่าแก่แต่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มองเห็นเด่นสะดุดตามาแต่ไกล 😆 ตามข้อมูลที่หาเจอมาทราบแต่ว่าโรงนามิคกี้เม้าส์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1971 โดยคุณ Tom Kleeburg แต่ไม่สามารถหารายละเอียดอื่นใดมากไปกว่านี้ 😔


Next stop was the tiniest church I have ever seen in my life! This miniature Friedens Lutheran Church in Gibsonville was constructed with the logs from the original church, which was built in 1745, after it burned down in 1939. There was an old well right next to it, and a set of benches surrounding some cross-shaped stone plaques with beautiful religious quotes.

ถัดไปเป็นโบสถ์ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา โบสถ์ Friedens Lutheran Church ที่เมือง Gibsonville แห่งนี้จำลองมาจากหลังดั้งเดิมซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1745 แต่ถูกไฟไหม้ไปในปีค.ศ. 1939 เค้าสามารถเก็บท่อนไม้จากซากที่หลงเหลืออยู่มาสร้างเป็นโบสถ์จิ๋วนี้ขึ้นมา ข้างๆมีบ่อน้ำเล็กๆ และตรงหน้าโบสถ์มีม้าหินให้นั่งชมล้อมรอบแผ่นสลักหินที่เต็มไปด้วยคำคมทางศาสนาคริสต์

I happened to notice that there was no lock on the door…so I nudged Joel to go and try see if it would open. 🤔 Two unhinging maneuvers later and voila, the doors did indeed open to reveal a fully functional church, with a carpeted aisle flanked by two rows of tiny little pews, leading to the front podium with a small wooden cross, two candle holders (one with a candle still in it), and an opened book of bible. Needless to say, our minds were completely blown! 😳

เราเผอิญตาดีไปเห็นว่าประตูโบสถ์ไม่ได้ล๊อคกุญแจ 🤔 เลยสะกิดคุณสามีให้ไปลองเปิดดู ปรากฎว่าถอดกลอนมาปุ๊บประตูก็เปิดออกได้จริงๆ 😳 ข้างในมีม้านั่งเล็กๆสองแถว หันหน้าเข้าสู่แท่นหลักตรงกลางที่มีไม้กางเขนเล็กๆตั้งอยู่ ถัดไปสองข้างเป็นเชิงเทียนซึ่งยังมีเทียนหลงเหลืออยู่ให้เห็น และที่ขาดไม่ได้ก็คือพระคัมภีร์ไบเบิลเปิดกางอยู่ โอ้มายก๊อด เค้าจำลองมาครบเครื่องทุกอย่างจริงๆ

We went across the street to check out the modern version of the church that was built to replace the original one after the fire, before going along on our way to the next stop. 

ก่อนไปแวะข้ามถนนไปดูโบสถ์ใหม่ที่เค้าสร้างขึ้นมาแทนหลังที่ไฟไหม้ไป จากนั้นจึงเดินทางกันต่อไปยังจุดหมายถัดไป


Glencoe Mill Village is located in the town of Burlington, North Carolina. It gave us a glimpse into the time when textile production was booming here in the late 1880s. The Glencoe Mill textile factory stood right next to the bank of Haw River and was operational until the 1950s. A little village sits nearby to provide housing for all the workers. The beautifully preserved homes, 38 of them restored by the National Register of Historic Places, sit on a neat little street, in a row of pastel-colored lineups. We spotted a few folks lounging on their front porches, just like in the old days.

หมู่บ้าน Glencoe Mill ที่เมือง Burlington แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อสมัยปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ประมาณร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่กิจการทอผ้ากำลังเฟื่องฟูที่รัฐนี้ โรงงานทอผ้า Glencoe Mill เป็นโรงงานผลิตผ้าสักหลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น และเปิดกิจการมาจนถึงช่วงปีค.ศ. 1950 ก่อนที่จะปิดตัวลงในที่สุด ตัวโรงงานสร้างอยู่ริมแม่น้ำ Haw River และทางเจ้าของได้สร้างหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ไว้อยู่ติดกัน สำหรับเป็นที่พักอาศัยของเหล่าบรรดาพนักงาน ทางการได้บูรณะบ้านเรือนสีสวยเหล่านี้จำนวนทั้งหมด 38 หลังและขึ้นทะเบียนให้เขตนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชม โดยมีป้ายบอกรายละเอียดตามทางอธิบายประวัติของบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันออกไป

This little lady appeared to be the town ambassador of some sort. 😻 She promptly came to greet us as soon as we stepped out of the car, and proceeded to give us a private tour of the village for a bit. That is, until some creature came scurrying by and captured her attention, so she had to excuse herself to go tend to the more urgent business at paws! 🤣 We spotted her again on our way back, chilling on a porch of one of the houses with whom we think was her mama (since they looked like carbon-copies of each other, except for the sizes!). As soon as she saw us, she came running right back over, followed closely by her mama. Turned out, the uber-friendliness does run in the family!

น้องแมวน้อยตัวนี้เข้าใจว่าดำรงตำแหน่งเป็นประชาสัมพันธ์ประจำเมือง 😻 เราจอดรถปุ๊บแกก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที แถมพาเดินชมหมู่บ้านอยู่พักใหญ่ก่อนจะเหลือบไปเห็นตัวอะไรในพงหญ้าแกถึงได้ขอตัวไปจัดการธุระด่วนของแก 🤣 เดินกลับมาเห็นแกกำลังนั่งเอกเขนกอยู่หน้าบ้านกับแมวอีกตัวที่เดาเอาว่าเป็นคุณแม่ เพราะหน้าตาโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกันเป๊ะ พอแกเห็นเราเท่านั้นก็รีบวิ่งตรงมาทักทายกันอีกรอบ ตัวแม่เองก็วิ่งตามมาติดๆ ประมาณว่าอัธยาศัยดีกันทั้งตระกูล

We walked over to check out the remnant of the textile factory complex, just across the street from the village. The beautiful brick structures featured several buildings, all shut down but look to be in great shape. According to their web site, some of these are available for lease as art studios at pretty reasonable prices. There was a sculpture with a label calling it “Weaver’s Tools” which is meant to commemorate Glencoe Mill’s history. At the far end, we also found 2 rusted pieces of large propellers that likely were used to power the mill.

เราเดินแวะไปดูตึกโรงงานทอผ้าที่อยู่เยื้องๆกันกับตัวหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ตัวตึกทำด้วยอิฐและปิดตายไว้หมดแต่ยังเดินดูรอบๆได้ web site ของที่นี่บอกว่าตึกบางหลังเปิดให้เช่าเป็นสตูดิโอสำหรับศิลปินในราคาค่อนข้างย่อมเยา ที่หน้าตึกมีรูปปั้นกระสวยทอผ้าขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีใบพัดอันโตจากกังหันที่เคยนำพลังงานน้ำจากเขื่อนมาสู่โรงงาน

A few steps away, at Great Bend County Park, we took a short walk along the Haw River Trail to check out the old dam that used to run the mill. A few people were chilling on the grass, and some fishing in the river.

หลังจากนั้นเราไปเดินตามทางเลียบแม่น้ำ Haw River ที่ Great Bend County Park ซึ่งตั้งอยู่ถัดไปไม่ไกลเพื่อไปชมตัวเขื่อนที่เค้าสร้างไว้เพื่อให้พลังงานแก่โรงงานทอผ้า

We finally made our way to our final stop of the day at Alamance Arts in Graham, where Seward Johnson’s infamous Embracing Peace sculpture sits at its front lawn. The sculpture was inspired by a photo of a US Navy sailor kissing a nurse at Times Square in New York City on August 14, 1945, when the end of World War II was announced. It has traveled all over the world before finally ending up here in NC last year. The installment was originally scheduled to be there from October 2019 until April 2020. When I checked the ‘Current Exhibits‘ page at Alamance Arts before we went, it listed the end date as August 2020. However, when I checked again just now, it appears they have extended it until Spring 2021. I guess that’s one of the rare perks, courtesy of the pandemic! 🙄

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายซึ่งเป็นต้นกำเนิดของทริปนี้ รูปปั้นอันโด่งดังที่ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Alamance Arts ในเมือง Graham นี้มีชื่อว่า Embracing Peace สร้างขึ้นโดยคุณ Seward Johnson โดยได้รับแรงบันดาลใจมากจากภาพถ่ายอันลือชื่อจากวันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง 14 สิงหาคมปีค.ศ. 1945 ซึ่งจับภาพนายทหารเรือหนุ่มน้อยกำลังจุมพิตสาวในเครื่องแบบนางพยาบาลที่ไทม์แสควร์ในนิวยอร์ค รูปปั้นอันนี้เดินทางมาแล้วทั่วโลกเพื่อให้ผู้คนได้ชมกัน จนได้ส่งมาถึงที่เมืองนี้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เดิมมีกำหนดจะย้ายไป ณ จุดหมายแห่งใหม่เมื่อเดือนเมษายนต้นปีนี้ แต่เกิดมาเจอโควิดเลยได้อยู่ต่อมาอีกหลายเดือน ก่อนเราไปตอนที่เช็คดูหน้า ‘นิทรรศการที่จัดแสดงอยู่ขณะนี้‘ ของทางพิพิธภัณฑ์ เห็นในรายละเอียดบอกไว้ว่ารูปปั้นนี้จะมีให้ชมได้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคมปีนี้ แต่พอกลับไปเช็คดูอีกทีหลังสิ้นเดือนปรากฎว่าเค้าอัพเดตมาเป็นฤดูใบไม้ผลิปี 2021 แทน ไม่น่าเชื่อว่าผลกระทบทางอ้อมจากพิษโควิดจะเป็นไปในทางที่ดีได้เหมือนกัน 🙄

Besides the towering sculpture, Alamance Arts has a collection of cool art pieces scattered all over the path way that leads to the Children’s Museum, which is right in the back of it. I guess most of these colorful pieces probably belong to the museum. My favorite was this Alice in Wonderland bench cleverly designed in the shape of an opened book!

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากจะมีรูปปั้นให้ดูฟรีแล้ว ตามทางเดินด้านข้างยังเต็มไปด้วยงานแสดงศิลปะสีสวยหลายชิ้น แต่ดูอีกทีส่วนใหญ่น่าจะเป็นของพิพิธภัณฑ์เด็กที่ตั้งอยู่ด้านหลังมากกว่า งานชิ้นโปรดของเราคือม้านั่งรูปหนังสือจากนิทานเรื่อง Alice in Wonderland

We stopped by the cute little town square, where we spotted an ongoing protest with folks holding a confederate flag pitching their stance against a group of Black Lives Matter supporters. Quite an interesting sight to behold!

ก่อนกลับบ้านเราไปแวะเดินเล่นที่ใจกลางเมือง Graham ปรากฎว่าไปเจอกลุ่มผู้ประท้วงถือธงสมาพันธรัฐอเมริกา (ซึ่งมีที่มาจากสงครามกลางเมืองของที่นี่ และถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายที่ให้การสนับสนุนสถาบันทาสและเหยียดผิวคนดำ) กำลังยืนประจันหน้ากับอีกกลุ่มที่ถือป้ายเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้คนผิวดำ

We ended the day picking up food from this Barbecue joint called Smokehouse at Steve’s. We didn’t have high hopes despite the rave reviews, but it actually turned out to be one of the best BBQ we’ve ever had! They had a market section in the same building and we were glad we grabbed a few extra goodies from there before we left. We were so hungry when we got home that I completely forgot to take a shot of those yummies before they disappeared! 😊

ท้ายที่สุดเราแวะไปเติมพลังกันที่ร้าน Smokehouse at Steve’s ระหว่างที่รอสั่งอาหารกลับบ้านเดินข้ามไปแอบดูอีกส่วนที่เป็นซุปเปอร์มาร์เกตเลยได้ของว่างติดไม้ติดมือมาอีกหลายอย่าง 😊 กลับถึงบ้านด้วยความหิวจัดเลยลืมถ่ายรูปบาร์บีคิวมาให้ดูกัน แต่ขอบอกว่าอาหารของเค้าอร่อยทุกอย่างสมคำร่ำลือจริงๆ

Night Hike: Frog Walk on Cary Greenway

We have been getting into the habit of going out for a walk at odd times, to try to reduce the chance of running into other people. Lately, with the temperature well into the 90s, it stays hot and humid even into the evening, so we haven’t been out as much as we’d like to. The other day, there was a big storm that brought so much rain it was soaking wet everywhere. I happened to go out on the balcony right after the rain stopped and felt the rare chill which totally took me by surprise! I hurried in and asked Joel if he wanted to go out for a walk. We checked the radar to confirm no more rain was coming our way before heading out into the dark for a night walk.

ตั้งแต่สถานการณ์โควิดที่นี่เริ่มแย่ลง เราสองคนก็พยายามออกไปเดินออกกำลังกายกันเวลาที่คนอื่นเค้าไม่ค่อยจะเดินกัน ช่วงนี้กลางวันร้อนจนตับจะแตก ถึงช่วงเย็นก็ยังร้อนมาก แถมอากาศยังชื้นอีกด้วย เลยไม่ค่อยได้ออกไปเดินกันบ่อยเหมือนเมื่อตอนที่เริ่มอยู่ติดบ้านใหม่ๆ วันก่อนพายุเข้า ฝนตกหนักจนไม่ลืมหูลืมตา พอฝนหยุดเผอิญเดินออกไปตัดสมุนไพรในสวนครัวบนระเบียงเอามาทำกับข้าว เจออากาศเย็นวูบอย่างไม่น่าเชื่อ เลยรีบกลับเข้ามาเช็คดูเรดาร์จนแน่ใจแล้วว่าปลอดฝนชัวร์ๆถึงได้ชวนคุณสามีออกไปเดินกัน

As soon as we stepped foot on the trail nearby that is part of a larger system called the Cary Greenway, I started noticing all these…frogs 🐸 everywhere. With it being pitch black in some spots, we had to be really careful not to squish them! 😳 We had seen some before on prior walks, but never this many. There was one every 5-10 feet or so. I think they came out in droves because of the rain. So, I decided to turn our good old walk into a frog walk! 🤣 And hence this unplanned frog collection being presented to you here. 😊 These pictures you’re seeing above are just those that turned out decent enough to be included here, but trust me, there were many many more! 😆 Also, just for the record, I do realize that not all of them are frogs… I think some were toads…but I’m not a frog/toad expert so I couldn’t really tell which was which, but for the sake of the post, I’ll just call them all frogs. 🙄

พอเดินไปถึงทางที่เป็นส่วนของเส้นทางเดินออกกำลังกายของเมืองนี้ที่เค้าเรียกว่า Cary Greenway ซึ่งตัดวนรอบทะเลสาบใกล้บ้าน เราก็เริ่มสังเกตเห็นว่ามี กบ 🐸 เต็มไปหมด บางช่วงที่ไม่มีไฟถนนต้องคอยระวัง มิฉะนั้นอาจจะมีกบกลายเป็นศพได้ 😳 ก่อนหน้านี้มาเดินก็เคยเห็นกบอยู่บ้างประปราย แต่ไม่เคยเห็นออกมาปาร์ตี้กันเยอะมากขนาดนี้มาก่อน เดินไปไม่กี่ก้าวเดี๋ยวก็เจออีก สงสัยว่าน่าจะออกมารับละอองฝนหรืออย่างไรไม่ทราบ สรุปแล้วรอบนี้เลยได้มาเดินเป็นทัวร์ชมกบกันแทน 🤣 แถมคุณกบทั้งหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับตากล้องมือสมัครเล่นอย่างเรามาก 😊 ภาพที่ได้มาให้ชมกันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นที่เก็บมาได้ แต่จริงๆมีอีกตรึม 😆 สุดท้ายนี้ขอออกตัวว่าเราพอจะทราบอยู่บ้างว่าบางตัวอาจไม่ใช่กบ แต่เป็นอึ่งอ่างหรือคางคก แต่ในเมื่อข้าพเจ้ามิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการกบ เลยไม่สามารถจะแยกแยะได้ว่าตัวไหนคือพันธุ์ใด เลยขออนุญาติสรุปรวมเรียกกันไปว่าเป็นกบทั้งหมดละกัน 🙄

Pandemic Pit Stop: Stone Village, Cider, and Sushi

After getting cooped up at home for months with no end in sight, I was starting to get a little stir crazy. 🤪 We usually have a weeklong trip in May for our anniversary, but obviously that didn’t happen this year… 😔 And it’s been too hot to go on our weekly hikes these past couple of months… 🥵I finally put my foot down and decided to do something about it, for my own mental stability’s sake! So here we are with the first in a hopefully-many-more-to-come weekend outing series that I’ve aptly named ‘Pandemic Pit Stops’. My only 2 criteria includes that the destination be outdoors and that it locates within a 2 hour drive from home, to hopefully eliminate the need for bathroom stops. 😝

หลังจากที่มีชีวิตติดบ้านมาหลายเดือน และจนบัดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาวะปรกติได้เมื่อไหร่ สภาพจิตของคนชอบเที่ยวอย่างเราก็เริ่มจะเหี่ยวเฉาลงทุกวัน ปรกติทุกปีเดือนพฤษภาจะต้องพากันไปฉลองวันครบรอบแต่งงานที่ไหนซักแห่ง แต่ปีนี้ก็อดไป 😔 แถมช่วงนี้อากาศร้อนจัดจนไม่สามารถไปเดินป่าได้ 🥵 ในที่สุดเราเลยต้องหามาตรการมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตกันซักหน่อย ก่อนที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่งมากไปกว่านี้ 🤪 จึงได้มาบังเกิดเป็น “โปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิด” โดยมีกฎตายตัวอยู่สองข้อคือ หนึ่งต้องเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง และสองต้องอยู่ห่างจากบ้านไม่เกินสองชั่วโมง เพื่อลดโอกาสการต้องแวะใช้ห้องน้ำสาธารณะ


This weekend, we drove out to Prospect Hill, a little town about half an hour south of the NC-Virginia border. In the front yard of this little house on Highway NC 86 sits the elaborate labor of love known as the Shangri-La Stone Village. 

สุดสัปดาห์นี้เราขับรถไปที่เมือง Prospect Hill ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐนอร์ทแคโรไลน่าและรัฐเวอร์จิเนียบนถนนไฮเวย์สาย NC 86 ที่สนามหน้าบ้านหลังนี้มีของดีมาไว้ให้แวะดูกันที่เค้าตั้งชื่ออย่างหรูไว้ว่า หมู่บ้านหินแชงกรีล่า

Built during the years 1968-1977 by a retired tobacco farmer named Henry L. Warren, this roadside wonder consists of 27 different structures, including a church, a library, a school, a theatre, a hotel, a bank, a gas station, a water tower, and even a gym. The last of the bunch was a hospital that his family finished up for him after he passed away with cancer. 

หมู่บ้านเล็กๆริมถนนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยฝีมือของคุณ Henry L. Warren ชาวนาไร่ยาสูบที่มาริเริ่มงานอดิเรกชิ้นนี้หลังจากที่เกษียณอายุจากการทำงานเมื่อปีค.ศ. 1968 คุณ Henry ลงมือลงแรงค่อยๆสร้างเมืองเล็กๆของแกทีละหลังๆ มีทั้งโบสถ์ ห้องสมุด โรงเรียน โรงหนัง ธนาคาร แท้งค์เก็บน้ำ โรงยิม แกใช้เวลาทั้งหมด 9 ปี สร้างอาคารต่างๆทั้งหมดรวมแล้ว 27 หลัง จนกระทั่งมาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีค.ศ. 1977 หลังจากนั้นบรรดาลูกหลานจึงได้ช่วยกันสร้างผลงานชิ้นสุดท้ายที่แกทิ้งไว้คือโรงพยาบาลให้จนเสร็จสมบูรณ์

My most favorite part of it all were these strange whimsical pieces that can be found hiding all over the place. A stone cat, a french bulldog statue, a headless rooster, a paper windmill, a tiny action figure, a lego piece, colorful toy cars, just to name a few. Some seem original, others I believe were added by visitors over the years. At first glance, they don’t look like they should be there… But when you look at them again, you realize that they are perfectly where they belong, all bits and pieces stand together with the sole purpose to bring smiles and joy to the rogue passers-by like us!

ถ้ามองดีๆจะเห็นว่ามีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางตั้งไว้ทั่วหมู่บ้าน มีตั้งแต่รูปปั้นแมวน้อย หมาสีดำผูกผ้าพันคอแดง ไก่ไร้หัว ไปจนถึงกังหันลมพลาสติก ตุ๊กตาซุปเปอร์ฮีโร่ ชิ้นส่วนเลโก้ และรถยนต์ของเล่น บางชิ้นก็ดูเข้ากันกับตึกรามบ้านช่องดีอยู่ แต่อีกหลายชิ้นน่าจะมีผู้หวังดีคอยบริจาคทิ้งไว้โดยมิได้นัดหมาย ตอนแรกดูแล้วไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศซักเท่าไหร่ แต่ดูอีกทีมันก็น่ารักไปอีกแบบ ถึงจะไม่ลงล๊อค แต่เห็นแล้วก็อดสร้างรอยยิ้มให้คนที่ผ่านไปมาอย่างเราๆไม่ได้

We signed the guest book thanking the property owner for keeping this wonderful place of happiness available for visitors and went along our way.  

ก่อนไปเราแวะลงชื่อในสมุดเยี่ยมเพื่อขอบคุณสมาชิกครอบครัวบ้านนี้ที่อุตส่าห์ยินดีเปิดสนามหน้าบ้านให้คนแปลกหน้ามาเที่ยวชมกันอยู่ได้ตั้งหลายสิบปี

Our next stop is just a few miles south, on the same road, at Botanist & Barrel Cidery and Winery. We sampled a delicious flight of ciders and a glass of rosé wine. They have outdoor seating in the back with plenty of picnic tables, dotted with cool decorating items made from old barrels and ancient-looking pieces of equipments. This nice gentleman introduced himself to us as the brewmaster and thanked us for visiting. He even pointed me to the pig roaster that was sitting by the trunk of a tree when he saw me checking out the yard decor. Their ciders and wine were tasty. The fruity note was pleasant, and none of them too overly sweet. We picked our two favorites to bring back home with us for later enjoyment. 😊

ถัดไปไม่กี่ไมล์บนถนนเดียวกัน เราไปแวะที่โรงผลิตไวน์และเหล้าผลไม้ชื่อ Botanist & Barrel ไปลองชิมเหล้าผลไม้หลายรส รวมทั้งเหล้าไวน์รสผลไม้สีแดงสวย ที่นี่เค้ามีโต๊ะปิคนิคไว้ให้นั่งจิบไวน์กันชิลๆอยู่ด้านหลังร้าน ของตกแต่งประดับประดาของเค้ามีที่เก๋ๆอยู่หลายชิ้นที่ทำจากถังหมักเหล้าและเครื่องมือที่ดูเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ ลุงเห็นเราไปนั่งยองๆถ่ายรูป เลยเดินมาแนะนำตัวเองว่าเป็นช่างหมักเหล้าอยู่ที่นี่ แล้วอุตส่าห์ไปชี้ให้ดูถังย่างหมูที่เข็นไปเก็บไว้ข้างๆโคนต้นไม้ตรงเกือบสุดลาน เหล้าผลไม้ที่นี่รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นผลไม้ แถมยังไม่หวานมากเหมือนเจ้าอื่นๆ เราเลยขออุดหนุนเอากลับมาจิบต่อที่บ้านกันอีกสองขวด

On the way back, I spotted this lovely mural on an old gas station just down the road!

ระหว่างทางกลับเหลือบไปเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันนี้เลยต้องแวะลงไปถ่ายรูปมาให้ดูกัน

We ended our day in downtown Durham with some cold beer at Pour

ก่อนกลับบ้านไปแวะกันที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เพื่อให้คุณสามีได้จิบเบียร์เย็นๆที่ร้าน Pour