Pandemic Pause: Wild Horses on Shackleford Banks

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The last but arguably most epic thing we did before returning home from the beach was a visit to Shackleford Banks to catch a sight of the infamous wild horses that live there on this otherwise uninhabited island. This island was first discovered by John Shackleford in 1713, and used to be home to the Shackleford family, and later several hundred other residents until the frequent hurricanes persuaded them to all move back inland. The population tally was down to 0 by the early 1900s. Since then, it has become part of the Cape Lookout National Seashore area.

กิจกรรมสุดท้ายของทริปชายทะเลเที่ยวนี้คือการไปตามล่าหาม้าป่าบนเกาะ Shackleford Banks เกาะร้างแห่งนี้ถูกค้นพบโดยคุณ​ John Shackleford ซึ่งมาตั้งหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่กับครอบครัวตั้งแต่ปีค.ศ.1713 หลังจากนั้นมีเพื่อนบ้านตามาสบทบอีกหลายร้อยราย จนกระทั่งต่างคนต่างทนพิษพายุเฮอริเคนไม่ไหว เลยย้ายหนีกลับแผ่นดินใหญ่กันไปหมด ทิ้งที่นี่ไว้ให้เป็นเกาะร้างตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันเกาะแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Cape Lookout National Seashore

We woke up early to catch the very first ferry out with Island Express Ferry Service in Beaufort. Not only did we want to beat the crowd, but we were also hoping to beat the heat from the sun 🥵, knowing that there was not going to be much shade on the island. And just for the record, I do know how to properly wear a face mask – the reason why my nose was showing in the picture above was entirely because of the strong ocean wind! 😝

วันนั้นตื่นกันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ไปขึ้นเรือรอบแรกของ Island Express Ferry Service ออกจากท่าที่เมือง Beaufort เพราะกลัวว่าถ้าไปสายเดี๋ยวคนจะเยอะ แถมแดดจะแรง 🥵 อีกด้วย เพราะรู้มาว่าเกาะนี้หาที่ร่มหลบแดดยากมาก ขอออกตัวว่าในภาพข้างบนที่หน้ากากอนามัยหล่นมาอยู่ใต้จมูกก็เพราะว่าลมทะเลพัดแรง ตีซะหน้ากากเกือบหลุด ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าใส่อย่างบางคนเค้าทำกัน 😝

Our first glimpse of the island from the ferry.

อีกนิดเดียวจะถูกปล่อยเกาะแล้ว

It was only a short 15 minute ride from Beaufort, but felt like an entirely different planet when we disembarked! We had only a handful of fellow travelers on the way out with us that day. The captain kindly gave some tips on where to find the horses and seashells. For some reason everybody else went towards the western shore where she said the seashells were abound. We were the only people heading inland in search of the horses.

เกาะนี้อยู่ไม่ไกลจากฝั่ง นั่งเรือมาแค่ 15 นาทีก็ถึง แต่บรรยากาศห่างไกลกันลิบลับ เช้าวันนั้นที่ไปมีเพื่อนร่วมเดินทางแค่ไม่กี่ราย คุณกัปตันอุตส่าห์บอกเคล็ดลับสำหรับทั้งคนอยากมาดูม้าและคนมาเดินหาเปลือกหอย พอลงจากเรือคนอื่นเดินไปชายฝั่งด้านตะวันตกไปชมเปลือกหอยกันหมด มีแค่เราสองคนเดินไปอีกทางไปส่องหาม้าป่า

The flora and fauna of Shackleford.

พืชพรรณและสัตว์ป่าบนเกาะ Shackleford

We spent about an hour walking around one end of the island. The first half was pretty rough. The intense morning sun was beating down on our backs. We went up sand dunes after sand dunes, with no horses in sight. And, just when I was about to give up, we found our first group of horses! 😍

เราเดินด้อมๆมองๆกันอยู่ชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ ครึ่งชั่วโมงแรกส่องแล้วส่องอีกไม่เห็นเจอม้าซักตัว ถึงจะยังเช้าแต่แดดก็เปรี้ยงเหลือเกิน เดินขึ้นลงเนินทรายอยู่หลายลูกจนเกือบถอดใจ สงสัยว่าจะมาเสียเที่ยว ร่ำๆจะชวนกันกลับ ก็มาเจอะคุณม้าสามตัวนี้เข้าพอดี 😍

From then, they just kept on coming. We’d be rounding a turn and coming up with more, weirdly all of them were in groups of three. In the end, we counted 12 horses in total – pretty impressive in a relatively short amount of time on this 1 x 8 square mile stretch of land! According to the National Park Services, who keeps a close watch on them, there are supposed to be over 100 of them roaming around. These were believed to be descendants of the Spanish mustangs, brought over to these shores by shipwrecks in the late 1500s.

หลังจากนั้นเดินไปอีกก็เจออีก นับไปได้ทั้งหมดสิบสองตัว แปลกตรงที่ว่าเค้ารวมกันเป็นกลุ่มละสามตัว เหมือนมีใครมาแบ่งไว้ 🤔 จริงๆที่เจอนี่ถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะเกาะนี้ทั้งเกาะกว้าง 1 ไมล์ ยาว 8 ไมล์ เราเดินวนกันอยู่แค่ตรงใกล้ๆริมเกาะฝั่งเดียวเท่านั้น เวบไซต์ของอุทยานแห่งชาติบอกไว้ว่าที่เกาะนี้มีม้าป่าอาศัยอยู่ทั้งหมดร้อยกว่าตัว และมีต้นกำเนิดจากบรรพบุรุษเชื้อสายพันธุ์สแปนิชมัสแตง ที่มาถูกปล่อยเกาะไว้ที่นี่ตั้งแต่ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 16 จากเรือผู้อพยพชาวสเปนที่มาอับปางอยู่ใกล้ๆกับฝั่งที่นี่

We called it quits after getting our fair share of free ponies entertainment and realizing that we had circled back to the north side of the beach, not far from where we started off from. We found the only shade in sight to set out our picnic lunch, which happened to be this lone structure just steps from the only restroom on the island. 🙄

หลังจากที่ชมม้าอย่างเพลิดเพลินจนจุใจแล้ว และค้นพบว่าเดินวนกันกลับมาใกล้ๆกับที่ชายฝั่งเดิมที่เราถูกเอามาปล่อยไว้ เลยได้เวลางัดเอาข้าวปลาที่อุตส่าห์หอบติดมาด้วยออกมานั่งกินกัน มองซ้ายมองขวาหาทำเลดูแล้วมาเจอที่หลบแดดอยู่ใต้บ้านไม้เล็กๆหลังนี้ซึ่งอยู่ถัดจากส้วมแห่งเดียวบนเกาะมาไม่กี่ก้าว 🙄

After lunch, we took the next ferry back to Beaufort. This time we were the only passengers on board. 😉

หลังเสร็จจากมื้อกลางวันเราเดินกลับไปขึ้นเรือกลับไปที่ท่าเรือเมือง Beaufort คราวนี้ได้นั่งเป็นเรือส่วนตัว เพราะมีกันอยู่แค่เราสองคนกับคุณกัปตันเท่านั้น 😉

The captain pointed out one last horse grazing on the shore right before we docked back at the pier in Beaufort. Perfect ending to our perfect day at the beach! 😍

ก่อนถึงฝั่งยังอุตส่าห์มีม้ามาแถมให้เห็นอีกหนึ่งตัวยืนเล็มหญ้าอยู่ริมฝั่ง สรุปว่าแฮปปี้ที่คราวนี้มาไม่เสียเที่ยว 😍

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Pandemic Pause: The Bears of New Bern

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After our beach hike, we drove over to check out the town of New Bern. Not only is this our very first state capital, it is also the second oldest city in North Carolina. This town was established in 1710, by Swiss and German immigrants. ‘Bern’ is apparently an old Germanic word that means ‘bear’ – that’s why there are bear statues and signs everywhere in town!

หลังจากที่เสร็จจากไปเดินป่าริมชายหาด เราขับรถไปเที่ยวต่อกันที่เมือง New Bern เมืองนี้นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของนอร์ทแคโรไลน่าแล้ว ยังเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดอันดับสองของรัฐอีกด้วย โดยได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1710 หลังจากผู้บุกเบิกชาวสวิสและเยอรมันได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ คำว่า ‘Bern’ นั้นมีที่มาจากภาษาถิ่นเยอรมันซึ่งแปลว่า ‘หมี’ ฉะนั้นเราถึงได้เห็นสัญลักษณ์รูปหมีอยู่ทั่วเมือง

If you drive in via Highway 70, you’ll likely notice these bear signs by Exit 416.

ถ้าขับรถเข้าเมืองจากไฮเวย์สาย 70 จะเห็นป้ายรูปหมีขนาดยักษ์ในรูปอยู่ที่ทางออกหมายเลข 416

Like every other towns we visited on this trip, there weren’t many people around, even on a Sunday afternoon. 😔 A quick stroll through the downtown area took us from one historic structure to another. Overall, a very lovely place! This is also the birthplace of the infamous Pepsi-Cola drink. Oh, and did I mention all the bears? 😆

ถึงแม้จะเป็นบ่ายวันอาทิตย์ แต่เมืองนี้ก็ดูเงียบเหงาไม่ต่างไปจากเมืองอื่นๆที่เราไปแวะชมกันมาในทริปนี้ 😔 ย่านดาวน์ทาวน์มีตึกรามบ้านช่องเก่าแก่สวยงามให้เดินดูกันเพลินๆ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งมีป้ายบอกรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้นร้านขายยาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดของเครื่องดื่มเป๊บซี่ยอดฮิต ที่ขาดไม่ได้คือคอลเลคชั่นหมีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลัก ม้านั่ง และโลโก้รูปหมีที่เห็นได้ตามป้ายต่างๆทั่วเมือง 😆

To celebrate the town’s 300th anniversary in 2010, the city commissioned local artists to paint more than 50 life-sized fiberglass bears and installed them all over town for public enjoyment. These are the ones we found from about an hour of walking around the downtown area. The full list can be found in this map.

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 300 ของเมืองนี้เมื่อปีค.ศ.2010 ทางการได้ริเริ่มโปรแกรมให้ศิลปินท้องถิ่นมาเพ้นท์รูปจำลองหมีขนาดเท่าตัวจริงซึ่งทำจากไฟเบอร์กลาสจำนวนกว่า 50 ตัว เพื่อไปตั้งไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมตามจุดต่างๆทั่วเมือง ที่เห็นในรูปข้างบนนี่คือหมีที่เราเดินผ่านไปเจอมาในละแวกดาวน์ทาวน์ ถ้าอยากเห็นให้ครบทุกตัวเค้ามีแผนที่ไว้ให้ไปเก็บดูได้ตามสะดวก

The highlight of this particular tour for me, was Cedar Grove Cemetery. It was a beautiful space near the edge of town close to Neuse River. The grand entrance on Queen Street features a triple-arched gateway known as ‘The Weeping Arch’ following the legend where people witnessed liquid droplets that inexplicably materialized whenever a funeral procession passed through. Notable graves include those of several local congressmen, artists, and authors, but the most famous of all was none other than the Pepsi inventor Caleb Bradham‘s.

ไฮไลท์ของทัวร์วันนั้นสำหรับเราก็คือสุสาน Cedar Grove ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฝั่งแม่น้ำ Neuse River ทางเข้าหลักบนถนน Queen Street เป็นประตูโค้งสามชั้นซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘The Weeping Arch’ หรือ ‘ประตูโค้งร่ำไห้’ โดยได้สมญานามมาจากคำร่ำลือที่ว่า เวลามีขบวนงานศพเคลื่อนตัวลอดผ่านครั้งใดก็ตาม จะมีหยดน้ำรูปร่างคล้ายหยาดน้ำตาปรากฎให้เห็นทุกครั้ง ราวกับว่าใครกำลังร่ำไห้เสียใจกับการจากไปของสมาชิกรายใหม่ที่ย้ายเข้ามาสู่สุสานแห่งนี้ ที่นี่มีหลุมศพของคนสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญต่างๆทางการเมือง ศิลปิน นักเขียน แต่ที่โด่งดังที่สุดก็คือหลุมศพของคุณ Caleb Bradham ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดเครื่องดื่มเป๊บซี่ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Saturday Hike: Duke Forest, Revisited

The weather here in NC is back in the 70s again this weekend. It was such perfect hiking weather we decided we needed to take advantage of it. We were just going to do a quick hike at one of our tried-and-true spots at Duke Forest. I wasn’t even planning on doing a post since this is a repeat location. But it turned out to be a totally different experience than we intended, so I felt compelled to get it on record after all! 😊

ช่วงนี้อุณหภูมิที่นี่กลับมาอุ่นอีกแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเจออากาศกำลังดี ไม่ร้อนไม่หนาว เลยอดชวนกันไปเดินป่าไม่ได้ ตอนแรกกะว่าจะไปเดินกันง่ายๆที่ Duke Forest เพราะไม่ได้ไปมานาน จริงๆไม่ได้ตั้งใจจะเอามาลงโพสต์ แต่ไปถึงเกิดการเปลี่ยนแผน สุดท้ายเลยต้องเอามาลงจนได้ 😊

When we first got there, we noticed the ‘Forest Closed’ sign right away. However, upon closer inspection, we realized the closure was for weekdays only, so we were good to go!

ไปถึงยังไม่ทันลงจากรถเหลือบไปเห็นป้ายบอกว่าป่าปิด ลงไปอ่านดูใกล้ๆถึงได้รู้ว่าเค้าปิดแค่วันธรรมดา ดีที่ไม่ได้เลี้ยวรถกลับบ้านไปซะก่อน

About half way towards the wooden bridge on our usual route, our jaws dropped when we saw that about half of the forest was completely gone! 😱

เดินไปได้ครึ่งทางก่อนถึงสะพานไม้ข้ามลำห้วย ตกใจ เฮ้ย ต้นไม้หายไปไหนทั้งแถบ 😱

Here’s the before and after pictures of the same sign right in front of the missing section. The first one was taken the last time we were here, almost exactly a year ago. I just realized, while looking through the pictures, that the last time we were here, the forest was closed then too, for the same reason – ‘Deer Herd Reduction Program.’ I hope this is not their new method to cull the deer population, by taking away their home…? 😐

อุตส่าห์ไปขุดภาพเก่าจากที่มาคราวที่แล้วมาเปรียบเทียบกันให้ดู นี่คือป้ายอันเดียวกันที่ปักไว้อยู่ตรงหน้าช่วงป่าที่ต้นไม้อันตรธานไป ภาพแรกถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้ว ส่วนภาพหลังจากเมื่อวันเสาร์นี้ ไปค้นดูรูปถึงได้เห็นว่า คราวที่แล้วที่เรามากันช่วงประมาณเดียวกันนี้ เค้าก็มีป้ายปิดป่าปักไว้ตรงทางเข้าเหมือนกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันเพื่อ “จำกัดจำนวนประชากรกวาง” เอ หรือว่าเค้าจะค้นพบวิธีใหม่โดยการทำลายแหล่งที่พักอาศัยเพื่อกำจัดฝูงกวางแถวนี้ 😐

Once we got to the wooden bridge, we decided to be a little adventurous and took the steps down to walk along New Hope Creek. We tried the right side first, but didn’t get very far before the trail appeared to have ended. So we turned around and headed back to the bridge.

ตอนแรกกะไว้ว่าจะเดินตามทางเอกอย่างทุกทีที่เคยมา แต่ไปถึงสะพานไม้ข้ามลำห้วยดูทีท่าแล้วไม่เฉอะแฉะเหมือนคราวก่อนๆ เลยเปลี่ยนใจเลี้ยวลงบันไดไปเดินเลียบห้วยดู เริ่มด้วยทางขวามือก่อน แต่ไปได้ไม่ทันไรก็สุดทางไปต่อไม่ได้ เลยต้องเลี้ยวกลับไปลองอีกฟากแทน

The other side proved to be much better. There were bright blue blazes along the way, which really helped towards the end where it wasn’t very clear to us where the actual trail was. The trail started off nice and easy. Fall color here was a little past its peak, but still very pretty, making this a very pleasant stroll along the creek.

ฝั่งนี้ดูมีภาษีกว่าหลายเท่า มีหมุดปักบอกทางสีฟ้าแจ่มตั้งแต่ช่วงต้นทาง ตอนแรกๆก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะทางเลียบไปกับลำห้วยเห็นอยู่ชัดๆ แต่หลังๆก็ได้วงกลมสีฟ้านี่แหละ ถึงได้ค่อยๆลัดเลาะคลำได้ถูกทาง ใบไม้ที่นี่ดูแล้วคาดว่าคงจะเริ่มเปลี่ยนสีมาได้พักใหญ่ๆแล้ว แต่ก็ยังสวยอยู่ โดยเฉพาะทางเลียบน้ำอย่างนี้ดูแล้วยิ่งสวยขึ้นไปอีก

The trail led us to a scramble up this steep rock wall. After that, it turned VERY rugged, with slanted narrow paths hugging the edge of the creek. We had to hang on to tree roots and rocks on the side to steady ourselves in order to make it through. 😓

เดินไปซักประมาณครึ่งไมล์ได้ ก็ไปเจอกับหน้าผาหินที่เห็นในรูป ดีว่ามีวงกลมสีฟ้าบอกทางให้ปีนขึ้นไป ไม่งั้นคงไปไม่ถูกแน่ๆ หลังจากนั้นทางกันดารขึ้นอีกหลายเท่า ต้องคอยเกาะก้อนหินกับรากไม้ข้างทางไม่ให้ลื่นตกห้วย 😓

We know, from past trail guides courtesy of Joe Miller, that the trail could take us to the main path which would then lead us back to the parking lot (We did miss that particular hike with Joe, so this was our first time at this section). But after making it to this last blue blaze, we could not find where the trail continued. We gave up, turned around and headed back the way we came. 😞

จากไกด์นำทางที่คุณ Joe Miller เคยให้เรามาไว้ จำได้ว่าทางเลียบห้วยนี่ควรจะนำเรากลับไปสู่ทางหลักที่เลี้ยวไปเจอกับทางไปที่จอดรถได้ (แต่คราวนั้นเราไม่ได้ไปกับเค้าเลยไม่รู้ว่าต้องไปยังไงแน่) แต่หลังจากบุกป่าฝ่าดงมาจนถึงป้ายบอกทางอันสุดท้ายในรูป หายังไงก็ไม่เจอทางไปต่อ สุดท้ายเลยต้องหันหลังเดินกลับทางเดิม 😞

Going back down the same rock wall.

คราวนี้ได้ปีนลงหน้าผาแทน

The missing forest section on our way back, in a different light.

ป่าช่วงที่หายไปขากลับ แสงกำลังสวยพอดี

We clocked in at 3.48 miles, which took us almost 2 hours. All in all, it was a cool hike, with certain elements of excitement that makes it unique from our usually more leisure pace! 😅

วันนั้นเดินกันไปประมาณห้ากิโลครึ่ง ใช้เวลาทั้งหมดเกือบสองชั่วโมง เป็นการเดินป่าที่สนุกสนานพร้อมการผจญภัยเล็กน้อย เปลี่ยนบรรยากาศไปจากการเดินเนิบๆอย่างทุกที 😅

On the way to our refueling spot, Fall colors are in full swing here in Durham.

ระหว่างทางไปแวะเติมพลัง ใบไม้ตามรายทางที่เมือง Durham สีกำลังสวยได้บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงดีแท้

At Namu, we enjoyed cold beers and delicious Korean dishes in their beautiful outdoor seating area.

ไปแวะจิบเบียร์เย็นๆกันที่ร้าน Namu ซึ่งมีอาหารเกาหลีอร่อยๆให้ชิมอีกด้วย แถมมีที่นั่งกลางแจ้งพร้อมรับมือกับสถานการณ์โควิดพอดี

Pandemic Pause: Hiking the Neusiok Trail at Pine Cliffs

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

Because we weren’t comfortable having a cat sitter coming into the house to take care of our fur babies 😻 while we’re gone on a trip like we usually do because of the pandemic, we decided to instead drive back home half way through to check up on them ourselves. It was not that bad, only a couple of hours each way. Totally worth the extra peace of mind if you ask me! 😆

ปรกติเวลาไปเที่ยวหลายวันเราจะต้องจ้างคนมาดูแมวที่บ้านวันละครั้ง แต่คราวนี้คุณสามีไม่ไว้ใจว่าเค้าจะเอาเชื้อโรคเข้ามาในบ้านเรารึเปล่า คิดสะระตะแล้วเลยตัดสินใจว่าเราจะขับรถกลับบ้านมาเยี่ยมน้องแมวกันเองครึ่งทริป จริงๆแล้วก็ไม่ได้ไกลมากมายแค่สองชั่วโมงนิดๆเท่านั้นเอง เสียเวลาหน่อยแต่เพื่อซื้อความสบายใจยังไงก็คุ้ม 😆

After making sure our kitties were okay, we went back to the beach house and set out on another cool hike the next day. This time, a beach hike at Pine Cliffs Recreation Area, which is the beginning of the 20-mile long Neusiok Trail. It is also part of the infamous Mountains-to-Sea Trail, whose many sections we have hiked numerous times before!

หลังจากกลับมาที่บ้านน้อยริมแม่น้ำ วันรุ่งขึ้นเรากลับไปเดินป่ากันต่อที่ Pine Cliffs Recreation Area จะเรียกว่าเดินป่าอาจจะไม่ถูก เพราะดูแล้วจะใกล้เคียงกับการเดินชายทะเลซะมากกว่า 😆 ที่นี่เป็นเส้นทางเดินป่าที่มีชื่อว่า Neusiok Trail ซึ่งมีระยะทางกว่า 20 ไมล์ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเดินป่าสายหลัก Mountains-to-Sea ของรัฐนี้ที่เราไปเดินกันมาหลายช่วงแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้มาเดินช่วงใกล้ปลายทางติดทะเล

We drove to the trailhead at Pine Cliffs Recreation Area in Havelock. The area felt deserted. There was only one other car parked there when we got there. It was a little hard to figure out where the actual trail was. All we saw was debris everywhere, perhaps remnant from a recent storm? 🤔

เราไปจอดรถไว้ที่ Pine Cliffs Recreation Area ในเมือง Havelock ซึ่งตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำ ไปถึงมีรถจอดอยู่แค่คันเดียว เดินวนอยู่นานหาทางไปไม่เจอ แถวนี้ดูแล้วรกร้างมาก มีเศษซากปรักหักพังระเนระนาดอยู่ทั่วบริเวณ ไม่แน่ใจว่าโดนหางพายุพัดกระจัดกระจายไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ 🤔

We finally decided to just descended down to the beach and started walking. It was amazing how the terrain here was so very different from what we had ever encountered before. This trail borders the Croatan National Forest right along the sandy beach of the Neuse River. Hiking in, we have forest to our left, and water to our right. It was such a stark contrast of landscapes, creating a very interesting ground for us to explore. 😍

สุดท้ายตัดสินใจปีนลงเนินไปที่ริมน้ำแล้วเดินเลียบชายฝั่งไปเรื่อยๆ ภูมิประเทศที่นี่เป็นอะไรที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน ฝั่งซ้ายเป็นป่าทึบ Croatan National Forest ส่วนทางขวาเป็นแม่น้ำ Neuse River ที่กว้างขวางจนให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจากทะเล เดินแล้วเหมือนกับได้ประสบการณ์แบบทูอินวันในทีเดียว 😍

Some of the tree stumps were polished by years of wind and salt water exposure.

ตอไม้บนชายหาดถูกลมทะเลขัดจนขึ้นเงา

There weren’t many blazes along the path. We managed to spot a few, but they weren’t very easy to locate!

เดินไปหน่อยถึงได้สังเกตเห็นหมุดปักบอกทาง แต่ก็มีอยู่แค่ไม่กี่อันเท่านั้น

Interesting species of vegetation abound…

พืชผักที่นี่หน้าตาประหลาดไปกว่าที่คุ้นเคยกัน

And many creatures, dead and alive! 🙄

สรรพสัตว์แถวนี้ก็มีอยู่หลากหลาย ทั้งที่เป็นและตาย 🙄

We walked about a mile or so, before turning around and went back to the car. Even though there was a nice constant flow of sea breeze throughout the hike, the temperature was high in the 80s, and we were getting overheated. 🥵 All in all, we clocked in at almost exactly 2 miles, which took us just a little over an hour to finish. We met one family in the beginning, just done with the hike and heading back to their car. About half way through, we ran into another group of people setting up a tent and chilling on the beach, with their boat parked at the shore nearby. All in all, a very lightly-trafficked trail, perfect spot if you want to avoid the crowd, especially during pandemic time!

เดินไปได้ซักหนึ่งไมล์หรือประมาณกิโลครึ่งก็หันหลังเดินกลับ เพราะอากาศร้อนพอสมควร 30 กว่าองศาเซลเซียส ถึงจะมีลมทะเลพัดให้เย็นขึ้นมาหน่อย แต่แดดจัดมาก ทำเอาเหงื่อโชกไม่ใช่เล่น 🥵 สรุปแล้ววันนั้นเดินกันไป 2 ไมล์พอดิบพอดี หรือประมาณกิโลครึ่งนิดๆ ใช้เวลาทั้งหมดชั่วโมงหน่อยๆ ตอนไปถึงเจอครอบครัวนึงกำลังเดินกลับออกมาขึ้นรถ เดินไปได้ประมาณครึ่งทางไปเจออีกกรุ๊ปจอดเรือไว้ที่ชายฝั่งแล้วมานั่งกางเต้นท์ตากลมกันอยู่ สรุปแล้วเป็นทางปลอดคน เหมาะแก่การเดินป่าช่วงโควิดเป็นอย่างยิ่ง

Check out my other posts from the same trip here:

อ่านโพสต์อื่นจากทริปเดียวกันได้ที่นี่:

Travel Diary: Autumn in Indy

Trip Date: October 2019

วันที่เดินทาง: ตุลาคม 2562

I had a mini reunion with a couple of old friends from middle school back in October of last year. We decided to meet up in Indiana for a weekend getaway, hoping to see some beautiful autumn colors. We had tons of sightseeing planned in a few small towns near Indianapolis, but ended up actually making it to only a few places because of the rain! 😔

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนที่โลกทั้งใบจะถูกเกาะกุมด้วยสถานการณ์โรคระบาดแห่งรอบศตวรรษ เราได้มีโอกาสไปร่วมรายการคืนสู่เหย้ากับเพื่อนเก่าสมัยมัธยม ตกลงไปเจอกันที่รัฐอินเดียน่าเพราะหวังว่าจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่นั่น ก่อนไปตระเตรียมแผนการท่องเที่ยวไว้ยาวเหยียด กะไว้ว่าจะไปตะลุยเที่ยวเมืองเล็กๆใกล้ๆกับเมือง Indianapolis แต่ปรากฎว่าเอาเข้าจริงฝนตก เที่ยวได้อยู่แค่ไม่กี่ที่ 😔

We arrived in this cute little town called Nashville at dusk, after spending the entire rainy day at an outlet nearby. It was such a picturesque place, full of adorable shops, specialty stores and art galleries. Too bad we did not have more time to walk around and explore!

เราไปถึงเมืองน่ารักแห่งนี้ที่มีชื่อว่าเมือง Nashville ก่อนใกล้ค่ำ หลังจากที่ฝนตกกระหน่ำมาเกือบครึ่งค่อนวัน เลยต้องไปช๊อปปิ้งฆ่าเวลากันที่ outlet ใกล้ๆ เสียดายที่เดินได้ไม่นานก็ค่ำ เมืองนี้มีร้านรวงหน้าตาดีอยู่หลายแห่ง ล้วนแล้วแต่ตกแต่งกันซะเก๋ไก๋เข้ากับบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิ

We did get to see some fall foliage the next day when we popped into Brown County State Park for a quick visit. We just drove around and popped out when we spotted any photo ops potential. The leaves were a little past peak, but still beautiful nonetheless! 😍

วันรุ่งขึ้นเราแว๊บไปส่องดูใบไม้เปลี่ยนสีกันที่ Brown County State Park ด้วยความที่มีเวลาไม่มาก เลยได้แค่ขับรถวนรอบแล้วแวะจอดลงไปถ่ายรูปกันเล็กน้อย ถึงสีใบไม้จะเลยจุดสวยสุดไปแล้ว แต่โดยรวมก็ยังสวยสมใจชาวกะเหรี่ยงอย่างเราๆที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เห็นกัน 😍

On the way back, we stopped by for lunch at the Farmhouse Cafe & Tea Room at the Flower & Herb Barn, a little past Nashville en route to Indianapolis. This was such a charming little place, picture-perfect in every way. The food was simple but delicious. We did not have much time, but I managed to sneak around and snap some awesome shots of the grounds. The old farmhouse mainly serves as a restaurant, but also has an entire upstairs section that was stocked full of quaint little knickknacks. There was a cute little pond out front, a flower and plant nursery, and a barn full of unique home decor pieces in the back.

ขากลับเราแวะทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน Farmhouse Cafe & Tea Room at the Flower & Herb Barn ซึ่งอยู่ระหว่างทางจากเมือง Nashville ก่อนถึงเมือง Indianapolis ที่นี่เป็นร้านเล็กๆน่ารัก ตกแต่งสไตล์ฟาร์มเฮ้าส์ ตัวบ้านเปิดเป็นร้านอาหารอยู่ชั้นล่าง ส่วนช้ันบนเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆ มีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกแต่งประดับประดาเต็มไปหมด อาหารที่นี่เป็นของจานง่ายๆ รสชาติอร่อยใช้ได้ ถึงจะมีเวลาไม่เยอะ แต่เราก็ยังอุตส่าห์เจียดเวลาไปเก็บรูปมาได้เกือบทั่ว นอกจากส่วนที่เป็นร้านอาหารแล้วยังมีสระน้ำเล็กๆอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังมีศูนย์เพาะพันธุ์ต้นไม้ดอกไม้ และโรงนาหลังโตที่เต็มไปด้วยของประดับบ้านเก่าแก่หลากหลายชนิด

Nadie, my friend’s little daughter, found herself a fluffy little furball here just outside the farmhouse. 😻

น้องณดี ลูกสาวตัวน้อยของเพื่อนเรา ไปเจอเพื่อนขนปุยตัวจิ๋วตัวนี้เดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างๆร้าน 😻

We ended up spending our evening at the Central Canal area, where we rented a family bike and pedaled all the way around the canal and back. This thing looked easy until you actually got on it and realized it was a whole lot harder than you thought! 😓 At one point when we got to a small incline, we got stuck, until a kind gentleman gave us a helping hand with a gentle little shove. 😊 By the time we returned the bike, an hour later, my knees buckled when I got off of it! 😝

เย็นนั้นเราขับรถกลับไปที่เมือง Indianapolis ไปเดินเที่ยวกันที่ย่าน Central Canal เพื่อนเราตาดีไปเห็นเค้าให้เช่าจักรยานไว้ปั่นรอบคลอง เลยตกลงไปลองกันดู ดูคนอื่นเค้าปั่นกันก็ไม่เห็นยากเย็นอะไร แต่พอขึ้นไปนั่งถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายๆอย่างที่คิดไว้ 😓 ปั่นกันไปได้ประมาณครึ่งคลอง ไปเจอทางลาดขึ้นเขา เราสี่สาวเกิดอาการติดหล่ม ปั่นยังไงก็ไปไม่ขึ้น จนสุดท้ายเจอพี่ผู้ชายใจดีมาช่วยดันถึงไปต่อกันได้ 😊 กว่าจะปั่นครบรอบคลานลงจากจักรยานถึงกับเข่าอ่อนไปตามๆกัน 😝

Ended the perfect day with some yummie ice cream from BRICS.

ค่ำนั้นไปตบท้ายแวะกินไอศครีมกันที่ร้าน BRICS

We started the next morning with a brunch stop at City Market.

วันรุ่งขึ้นเราแวะไปทานข้าวมื้อเช้ากันที่ City Market

Then we headed over for a short stroll along Massachusetts Avenue, which, being one of the original streets in town, is considered a historic district. Even though many businesses were closed on a lazy Monday morning, we found a pretty vibrant arts scene, and several old buildings intermingling with more modern establishments. It was a perfect end to our short trip, right before we headed to the airport for the flights back home.

จากนั้นจึงไปเดินย่อยอาหารกันที่ถนน Massachusetts Avenue ซึ่งเป็นถนนสายหลักดั้งเดิมของเมืองนี้ บริเวณนี้ถือเป็นเขตสำคัญทางประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าร้านรวงจะปิดกันเกือบหมดเพราะเป็นวันจันทร์ แต่เราก็เดินชมวิวกันอย่างเพลิดเพลิน ตึกรามแถวนี้มีทั้งเก่าและใหม่คละเคล้ากันไป ตามผนังมีภาพศิลปะสีสันสะดุดตาไว้ให้ชมประปรายตามทาง หลังจากอิ่มเอมกับอาหารตาที่นี่เราก็แยกย้ายกันกลับสู่ภูมิลำเนาของแต่ละคน

Saturday Hike: Morgan Creek Trail & Merritt’s Pasture

This weekend we ventured out to Chapel Hill to a couple of trails I read about recently on WRAL that we’ve never heard of before. We pulled into a very small parking lot off of NC 54 and Fordham Boulevard, and were able to grab the last available spot there.

เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราไปบุกเบิกเส้นทางเดินป่าแห่งใหม่ที่เมือง Chapel Hill หลังจากไปอ่านเจอเค้าแนะนำไว้ในหนังสือพิมพ์ WRAL ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นของที่นี่ เลี้ยวเข้าไปถึงที่จอดรถจากถนนสาย NC 54 และถนน Fordham Boulevard มีที่เหลือไว้เป็นที่สุดท้ายพอดี

We weren’t really sure where to go since we had not been there before. Just on a whim, we decided to cross the bridge then veered left on to a dirt trail that looks promisingly secluded. That took us along the creek. A few stones steps were laid there to take you across a narrow section of the creek into a more wooded area. There were a few offshoot paths that you could take to go down and explore the creek more closely.

ลงจากรถไม่ค่อยแน่ใจว่าควรเดินไปทางไหนแน่ เลยสุ่มเอาเดินข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายไปบนทางลูกรังที่ดูไม่ค่อยมีคน ทางพาเราเดินเลียบริมห้วย จากนั้นจึงไปเจอสะพานเล็กๆเป็นก้อนหินเรียงไว้ให้ข้ามไปอีกฝั่งซึ่งดูเป็นป่าขึ้นมาหน่อย ตามข้างทางมีแยกเล็กๆให้ลงไปสำรวจริมห้วยได้อย่างใกล้ชิด

We took the dirt path to the point where it seemed to end abruptly with a couple of huge downed trees. From there we turned back and figured we would check out another small path we saw on our left when heading in. It was a very narrow trail, hardly a foot in width, and would be very easy to miss if you are not a seasoned hiker 😎. This took us deep into the woods. It was obvious that it had been quite a while since anybody had been on this route, since we walked into tons of spider webs along the way! 😓

สุดทางเดินลูกรังมีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางอยู่ คุณสามีไปด้อมๆมองๆดูแล้วบอกว่าไปต่อไม่ได้ต้องวกกลับ แต่ขาไปอุตส่าห์เหลือบไปเห็นทางแยกเล็กๆซ่อนอยู่ทางซ้ายมือ เลยลองลุยไปกันดู ทางเส้นนี้แคบมาก เดินได้ทีละคน พาเราเดินเข้าป่าลึก ดูจากปริมาณการถากถางไยแมงมุมแล้วคาดว่าคงไม่มีใครมาเดินกันแถวนี้นานพอสมควร 😓

Just when I was starting to get a little worried 😐, not sure where the trail was taking us, we rounded a bend and ran into more downed trees… I recognized almost immediately that these were the same ones we encountered before, from the other side! We ducked under and emerged right where we turned back just a moment ago. We realized later on that this was not part of the official trails that we were planning on taking. But it turned out to be our most favorite part of the hike that day! 😆

พอจะเริ่มกังวลเล็กน้อยว่าเอ ทางมันจะพาเราเข้าป่าไปถึงไหน 😐 ก็ปรากฎไปเจอะกับต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางอยู่ข้างหน้า ดูแล้วหน้าตาคุ้นๆ อ๋อ มันต้นเดียวกับไอ้ต้นเมื่อกี๊ที่เห็นนี่นา แต่เราเลี้ยวอ้อมมาอีกฝั่งนึง คราวนี้เลยมุดใต้ลำต้นไปโผล่อีกด้านไปเจอกับทางเมื่อซักครู่ที่เราวกกลับไปกัน สรุปแล้วเลยเข้าใจว่าทางที่เราเลือกมากันนี้คงไม่ใช่ทางที่เค้าแนะนำมาในหนังสือพิมพ์ แต่กลายเป็นว่าเป็นการผจญภัยที่นับได้ว่าเป็นไฮไลต์ของการเดินป่าในวันนั้น 😆

From there, we walked back towards the bridge, then took the trail the other way, onto the official Morgan Creek Trail. This was the opposite end from Merritt’s Pasture. It was only a short distance from the bridge until it ended at a nearby apartment complex. Towards the end you’ll have to scale this giant pipe in order to cross the creek, which added to the fun! 😛

จากที่นั่น เราเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ปลายสะพาน แล้วเลี้ยวไปอีกทางซึ่งมีป้ายบอกไว้อย่างเป็นทางการว่าเป็น Morgan Creek Trail ตามที่เค้าแนะนำมา ทางนี้เป็นอีกด้านซึ่งตรงข้ามกับช่วงที่ไปจรดกับทุ่ง Merritt’s Pasture เดินไปไม่ไกลก็ไปสุดทางที่อพาร์ทเม้นท์คอมเพลกซ์ แต่ก่อนถึงต้องเดินทรงตัวข้ามท่อประปาที่เห็นในรูปกันก่อน สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินกันไปอีกแบบ 😛

After that we walked back to the parking lot and went the other way on Morgan Creek Trail, heading towards Merritt’s Pasture. You can either take the nicely paved path, or a side unpaved trail that cut through a couple of its sections. We opted for the latter to avoid the crowd.

จากนั้นเราเดินกลับไปยังที่จอดรถกันอีกครั้ง คราวนี้เราเดินไปอีกทางที่มีป้ายบอกไว้ว่าเป็น Morgan Creek Trail และจะนำเราไปสู่ทุ่ง Merritt’s Pasture ซึ่งช่วงนี้สามารถเลือกเดินเป็นทางราดคอนกรีต หรือทางดินที่เลียบไปกับพงหญ้า เราเลยเลือกทางหญ้าซึ่งดูแล้วไม่ค่อยมีคนกว่า

The trail takes you under Highway 15-501. It got really pretty as we approached the pasture from all the pretty fall colors that’s just starting to come in.

ทางดินมาบรรจบกับทางคอนกรีตอีกครั้ง และนำเราลอดใต้สะพานซึ่งเป็นถนนไฮเวย์สาย 15-501 ยิ่งใกล้ทุ่งทางก็ยิ่งสวย เพราะต้นไม้ข้างทางเริ่มจะเปลี่ยนสีต้อนรับฤดูใบไม้ผลิกันพอดี

At one point we spotted a large creature flying above our head. Joel called out that it was a turkey vulture. I looked up to locate it and realized they were having quite a party going on. 😆 Spreading across a few trees, we counted almost 30 of them up there. 😳 It was quite a sight to behold, to say the least! 😅

ก่อนถึงทุ่งเล็กน้อยเหลือบไปเห็นนกอะไรบินผ่านเหนือหัว คุณสามีบอกว่าเป็นอีแร้งที่เค้าเรียกกันว่า turkey vulture เงยหน้าขึ้นไปมองบนต้นไม้ปรากฎว่ามีเกาะอยู่เป็นฝูง นับดูแล้วเกือบ 30 ตัวได้ 😳 ดูแล้วน่าขนลุก ไม่รู้ว่ามาประชุมอะไรกัน 😅

We finally reached Merritt’s Pasture and set out to take the 3-quarter-mile loop clockwise. It was a beautiful day and a lot of people were lounging around in the pasture enjoying the unseasonably warm weather. We spotted a couple picnicking and a couple of groups doing a photo shoot. Fortunately the trail itself was not that crowded. We only ran into a few people before we completed the loop.

ไปถึงทุ่ง Merritt’s Pasture มีทางวงแหวนให้เดินรอบทุ่ง วันนั้นอากาศอุ่นสบายกำลังดี มีคนมานั่งนอนอาบแดดกันไม่น้อย เดินครึ่งทางไปเจอหนุ่มสาวกำลังปิคนิคกินแซนด์วิชกันอยู่บนม้านั่ง วกไปอีกหน่อยมีอีกคู่กำลังแอ๊คท่าให้ช่างภาพถ่ายรูปอยู่กลางทุ่ง ดีที่ทางที่เราเดินไม่ค่อยมีคน วนจนครบรอบเจอสวนกันอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น

We found traces of cotton on the ground during the first quarter. There was a cute bench equipped with a bell and a bird house in the middle, courtesy of the Merritts Family. Then, the trail went into a more wooded area before emerging right next to the creek and looped back to where we started off from.

ระหว่างทางเดินมีเศษปุยฝ้ายร่วงอยู่ประปรายบนพื้นดิน เดินไปประมาณค่อนข้างเจอม้านั่งหน้าตาประหลาด ประดับไปด้วยระฆังเล็กๆอยู่ฝั่งนึง และบ้านนกน้อยหลังจิ๋วอยู่อีกฝั่ง ป้ายที่พื้นข้างหน้าบอกไว้ว่าเป็นอภินันทนาการจากครอบครัวตระกูล Merritt ตามชื่อทุ่งหญ้า หลังจากนั้นทางวกเข้าป่าทึบ ก่อนจะไปบรรจบกับลำห้วยเจ้าเก่าอีกครั้ง แล้วจึงวกกลับไปยังจุดที่เราเริ่มออกเดินทาง

All in all, we clocked in at 3.60 miles, which took us about an hour and a half to complete. By the time we got back to the parking lot, there were tons of cars lining up the side of the road, squeezing in wherever they could. While this was a cool spot, we doubted we will ever come back due to the crowd. 😕 But it’d be a great hike for someone who can wake up early and get there before the crowd!

วันนั้นเดินกันไป 3.60 ไมล์ หรือประมาณเกือบๆ 6 กิโล ใช้เวลาทั้งหมดชั่วโมงครึ่งพอดี กว่าจะกลับไปถึงที่จอดรถปรากฎว่ามีรถจอดกันจนล้นลาน ช่วงโควิดระบาดดูแล้วที่นี่ไม่ค่อยจะน่าเดินซักเท่าไหร่ เพราะคนเยอะเกิน 😕 สำหรับคนชอบตื่นเช้าๆอาจจะเวิร์ค แต่พวกเราคงไม่มีโอกาสจะได้กลับมาเยือนในอนาคตอันใกล้นี้

Saturday Hike: Swift Creek Bluffs Nature Preserve

We discovered a cool new hiking spot very close to home this weekend at Swift Creek Bluffs Nature Preserve. We had originally planned on a hike at Duke Forest since it had been a while since we were last there. But due to a late start 🙄, we didn’t get to leave until almost 4 pm. 😆 I did a quick search and landed on this new-to-us location just a few miles down the road from where we live.

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเราไปเจอเส้นทางเดินป่าแห่งใหม่ใกล้บ้านโดยมิได้ตั้งใจ ตอนแรกเตรียมการจะไปเดินกันที่ Duke Forest เพราะไม่ได้ไปมานานแล้ว แต่ด้วยความที่ตื่นสาย 🙄โอ้เอ้ไปมากว่าจะได้ออกจากบ้านก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสี่โมง 😆 เลยลองเสิร์ชหาที่ทางใกล้ๆบ้านดู ก็เลยมาเจอ Swift Creek Bluffs Nature Preserve แห่งนี้เข้า ขับรถไปจากบ้านไม่กี่นาทีก็ถึง

This is a very short trail, less than 2 miles total. We started off on Swift Creek Loop, which took us along the said creek, then continued on Beech Bluffs Loop, where a series of steps, fancily named the Stairway to Heaven, took us up to the top of the bluffs.

เส้นทางนี้เป็นทางสายสั้นๆ แค่ไม่ถึงสองไมล์ เราเริ่มต้นกันที่ Swift Creek Loop ซึ่งพาเราเดินเลียบไปกับลำห้วยเจ้าของชื่อ จากนั้นจึงต่อไปยัง Beech Bluffs Loop ซึ่งมีขั้นบันไดที่เค้าตั้งชื่อไว้ซะเก๋ไก๋ว่า Stairway to Heaven ที่นำเราไปขึ้นไปถึงบนผาสูง

The trail continued until it ended up at Lochmere Golf Course.

เดินไปสุดทางจะไปเจอกับสนามกอล์ฟ Lochmere

From there, we came back the same way, took a little detour to check out Creek Loop, before ending back up where Swift Creek Loop branched off.

จากที่นั้นเราหันหลังกลับทางเดิมที่มา แต่แวะไปดูทางแยก Creek Loop ก่อนวนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ Swift Creek Loop

Since this is a loop that put us right back where we started off from, we had to do both the ascending and descending twice. Needless to say, the steps felt a lot nicer on our tired legs on the way back down! 😅

เพราะทางสายนี้เป็นวงแหวน เลยต้องขึ้นลงบันไดเจ้ากรรมสองรอบ ขาลงเดินสบายกว่าขาขึ้นหลายเท่า 😅

There were a few wet spots but many were readily equipped with boardwalks to help avoid the mud.

มีบางจุดที่มีน้ำขัง แต่เค้ามีแผ่นไม้กระดานปูไว้ให้เดินข้ามเสร็จสรรพ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องลุยโคลน

As usual, mushroom spottings! 😉

กิจกรรมประจำสัปดาห์ – ส่องเห็ด 😉

So many cool tree formations along the way.

ต้นไม้หลากหลายรูปแบบ