Girls’ Weekend Getaway in NYC

Excursion Date: September 2021

วันสัญจร: กันยายน 2564

A few weeks ago, I had a reunion with my dear friend Yauna. Yauna was one of the very first friends I made in Hawaii when I first came to this country. It has been more than 20 years since then and our lives have taken us on separate paths but we found ways to reconnect and remained best of friends. 🥰

ปลายเดือนที่แล้วเรานัดไปเจอกันกับ Yauna เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยวัยเรียนที่ฮาวาย เป็นเพื่อนกันมาจะยี่สิบกว่าปีแล้วเพิ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวกันแค่สองสาว (แก่) คราวนี้เป็นครั้งแรก 🥰

We met up on what was supposed to be a long weekend in NYC, but got shortened down to only 2 days due to a series of flight delays. 🤪 We still made the most out of it though. It was so great to see her after more than 2 years! 😍 Due to the shortage on time, we didn’t get to do much, but we still managed to see some very cool things while we were there…

จริงๆแล้วเตรียมตัวไปตะลุยนิวยอร์คกันแบบหยุดยาวสุดสัปดาห์สี่วัน แต่ดันโดนยกเลิกเที่ยวบินซ้ำแล้วซ้ำอีก จนสุดท้ายเหลือเวลาอยู่แค่สองวันเท่านั้น 🤪 ถึงกระนั้นก็ยังพยายามใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ให้คุ้มค่า อุตส่าห์ได้มาเจอกันทั้งที หลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาตั้งสองปีกว่า เพราะว่าเวลามีจำกัด เลยทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ยังได้ไปสนุกสนานกันตามวัย 😍

First off, we met up with Neha, another dear friend of mine from NC who now lives there with her husband Jack in Brooklyn. She took us to a very cool and unusual exhibit at The Invisible Dog Art Center called ‘Dog Show #1: The Dinner Party’ by Stephen Morrison. It featured dog-themed pieces of all kinds assembled into a display with a dinner table as the centerpiece. The level of creativity was beyond ingenious. Every single thing there brought such a smile to your face!

เริ่มต้นด้วยการไปเจอเพื่อนสาวอีกหนึ่งราย คุณ Neha เป็นเพื่อนสมัยเรียนโทจากที่รัฐนอร์ทแคโรไลน่านี้เอง แต่ตอนนี้นางกับคุณ Jack สามีย้ายไปเป็นชาวนิวยอร์คอย่างเต็มตัว ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ฝั่งบรู๊คลิน วันนั้นอุตส่าห์มาพาเราไปชมพิพิธภัณฑ์แปลกแหวกแนวที่มีชื่อว่า The Invisible Dog Art Center ช่วงนั้นเค้ากำลังจัดแสดงนิทรรศการ ‘Dog Show #1: The Dinner Party’ โดยศิลปิน Stephen Morrison เค้าจัดผลงานชิ้นเอกตั้งเด่นเป็นโต๊ะอาหารที่บรรดาแขกสี่ขากำลังสังสรรค์กันอย่างเฮฮา บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนแล้วแต่จัดแต่งมาตามธีมแบบหมาๆ นอกจากนั้นของประดับประดารอบห้องไม่ว่าจะเป็นภาพวาดที่แขวนบนผนัง แจกัน หนังสือ ล้วนแล้วถูกดัดแปลงให้เป็นเรื่องหมาๆไปตามๆกัน ประมาณว่าให้คะแนนความสร้างสรรค์เต็มสิบ เค้าเข้าใจจัดเต็มกับทุกรายละเอียดจริงๆ

After that, Yauna & I walked across the Brooklyn Bridge on our way back to Manhattan. I had wanted to do this for years and this was the first time I actually got to do it! The pedestrian walkway was a little over a mile long. It took us a little over half an hour or so to get from one side to the other, with plenty of stops for photos in between. 😊

เสร็จจากพิพิธภัณฑ์เรากับคุณ Yauna ไปเดินข้ามสะพานบรู๊คลินกลับไปฝั่งแมนฮัตตันกันสองคน เราตั้งใจจะมาเดินที่นี่หลายทีแล้ว แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสมาถึงที่ก็คราวนี้แหละ สะพานช่วงที่ให้คนเดินมีความยาวประมาณไมล์นิดๆ หรือประมาณเกือบๆสองกิโล ใช้เวลาเดินจากฝั่งนึงไปถึงอีกฝั่ง รวมทั้งแวะถ่ายรูปด้วยแล้ว ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าๆได้ 😊

From there, we made our way to Chinatown. This place seems to have gotten a lot more colorful since the last time I was here, years ago!

กลับมาถึงฝั่งนี้เราไปต่อกันที่ไชน่าทาวน์ มาคราวนี้รู้สึกว่าแถวนี้จะมีสีสันกว่าคราวก่อนที่มาเมื่อหลายปีที่แล้วเยอะ เลยได้เดินถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน

For dinner, we got a very sumptuous meal of abalone congee, garlic and pepper crab, and sauteed morning glory with bean paste (not pictured, and they call it ‘chinese spinach’ in their menu 🙄) at Congee Village. All the dishes were very tasty, despite only 3 stars on Yelp! 😆

คืนนั้นเดินกันจนหมดแรง ตกลงได้ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้าน Congee Village อาหารเค้ารสชาติดีใช้ได้ ทั้งๆที่รีวิวโชว์ว่าได้แค่ 3 ดาวเท่านั้น 😆 เราสั่งโจ๊กเป๋าฮื้อ ปูทอดกระเทียมพริกไทย และผักบุ้งผัดเต้าเจี้ยว (ซึ่งในเมนูเค้าเรียกเป็น chinese spinach 🙄)

The next morning, we started off with a brunch at Egg Shop.

เช้าวันรุ่งขึ้นเราไปเริ่มต้นมื้อแรกกันที่ร้าน Egg Shop

Then, we went back to Chinatown to pick up some herbs I couldn’t get in NC (because the stores were already closed when we got there the day before 😛), before walking back to our airBnB in East Village to drop off the goods. Plenty of cool street art along the way! 🥰

จากนั้นต้องเดินกลับไชน่าทาวน์กันอีกรอบ เพราะตั้งใจมาซื้อสมุนไพรและของแห้งที่หาซื้อแถวบ้านไม่ได้ (เพราะคืนก่อนมาเย็นไปร้านปิดกันหมดแล้ว 😛) เสร็จแล้วต้องแบกของกลับไปเก็บที่ที่พักย่าน East Village ยังดีที่ว่าระหว่างทางมีสตรีทอาร์ตสวยๆให้ชมตลอดทาง 🥰

After a short break, we soldiered on to Koreatown where we had yet another sumptuous lunch at miss KOREA BBQ. Both of us originally thought the name referred to the beauty pageant but after Yauna spotted the name written in Korean, we finally realized that they meant ‘miss’ in the nostalgic sense, as in the act of ‘missing’ presumably the food from Korea! 😆

กลับถึงที่พักได้นั่งพักซักแผลบแล้วค่อยแวบออกไปกันอีกรอบ คราวนี้ไปกินมื้อกลางวันกันที่ Koreatown คุณ Yauna เป็นคนเลือกร้านชื่อ miss KOREA BBQ ตอนแรกที่ได้ยินชื่อก็เข้าใจกันว่าเค้าหมายถึงนางงามเกาหลี ยังงงๆว่าทำไมตั้งชื่อร้านแปลกจัง ไปนั่งในร้าน Yauna เหลือบไปเห็นชื่อร้านเขียนเป็นภาษาเกาหลีถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้วเค้าหมายถึง ‘miss’ คือคิดถึง ประมาณว่าคิดถึงอาหารจากบ้านเกิดเมืองนอนอะไรประมาณนี้ 😆

We ended the day with an omakase meal at Sushi Kai. Unfortunately I was still full from our Korean meal, and did not get to enjoy it as much as I hoped to. 😣

กินเนื้อย่างเกาหลียังไม่ทันย่อยก็ถึงเวลาต้องกินกันอีกรอบซะแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเสียเงินจองไว้แล้วคงจะยกเลิกแน่ๆ แต่ถึงป่านนั้นก็สายเกินการ เลยต้องจำใจไปกระเดือกกันต่อที่ร้าน Sushi Kai ซูชิเค้าก็สดใหม่ใช้ได้ แต่ด้วยความที่ยังอิ่มเหลือเกินเลยไม่รู้สึกอร่อยซักเท่าไหร่ 😣

We ended the night with an Innisfree Korean face mask session – one of the goodies we picked up from a beauty shop in Koreatown. 😊

กลับบ้านมาอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้วขอประทินโฉมกันด้วย face mask ยี่ห้อ Innisfree จากเกาหลีที่เพิ่งไปได้มาจาก Koreatown วันนั้นเอง 😊

The next morning, we had some relaxing time at AIRE Ancient Baths in Tribeca. This came with glorious reviews on several platforms, but honestly, I didn’t really get all the hype after experiencing it… Perhaps the fancy luxury spa was just too posh for a small city girl like me! 😛

เช้าวันรุ่งขึ้นได้เวลาเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ก่อนขึ้นเครื่องมีเวลาแวะไปแช่น้ำแร่กันที่ AIRE Ancient Baths ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่าน Tribeca สปาแห่งนี้ใครๆว่ากันว่าดีนักหนา แต่ไปลองมาแล้วเราว่าก็งั้นๆแหละ ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคนอื่นเค้าชอบใจกันนัก อาจจะเป็นได้ว่าสปาเค้าหรูเกินไปสำหรับสาวบ้านนอกอย่างเราๆ 😛

Last but not least, we can’t have a trip to New York City without a meal of Thai food! 😋 Soothr Thai Noodle Bar perfectly scratched that itch for me this time around. We ordered Roasted eggplant salad, Sukhothai Tom Yum noodle, Nam-Tok Moo, and Sticky rice with Thai egg custard. Every single dish tasted as yummy as they look, making this the perfect ending to our girls’ getaway!

ท้ายที่สุด ไปถึงนิวยอร์คทั้งทีที่พลาดไม่ได้ก็คืออาหารไทยอร่อยๆซักมื้อ 😋 วันนั้นก่อนขึ้นเครื่องเราไปแวะทานมื้อกลางวันกันที่ร้าน Soothr Thai Noodle Bar ทุกอย่างที่สั่งมารสชาติกลมกล่อมสมใจอยาก ไม่ว่าจะเป็น ยำมะเขือยาว ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยต้มยำ น้ำตกหมู หรือข้าวเหนียวสังขยา เป็นการส่งท้ายทริปนี้ด้วยความสมบูรณ์แบบดีแท้

It was a short trip, but packed full of quality times with dear friends and I enjoyed every single minute of it. 🥰

ถึงแม้ว่าจะเป็นทริปสั้นๆแต่ก็เต็ม(พุง)อิ่มไปด้วยความสนุกสนานคุ้มค่าทุกนาที 🥰

Photo Credits: First photo & me with dog taken by Neha. My solo shots and selfies were courtesy snaps from Yauna, whose magic touch miraculously made me look nice and lean in every picture she took of me somehow! 😊

เครดิตภาพ: ภาพแรกและภาพเรากับคุณหมาถ่ายโดยคุณ Neha ส่วนภาพเดี่ยวและเซลฟี่เป็นอภินันทนาการจากคุณ Yauna ซึ่งมีพรสวรรค์ในการทำให้เพื่อนสาวดูผอมเพรียวในทุกรูปที่เธอถ่าย 😊

The Tale of the Two Ms

Excursion Date: September 2021

วันสัญจร: กันยายน 2564

In true pandemic fashion, we celebrated this year’s long Labor Day weekend by staying at home. 😐 To make it a little more enjoyable, we decided to splurge on two special meals out at where we think are two of the very best restaurants in the area. 😊

ปีนี้เราฉลองหยุดยาววันแรงงานด้วยการพักผ่อนอยู่บ้านตามอัธยาศัยสไตล์โควิด 😐 แต่เพิ่มความพิเศษกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ทั่วไปด้วยการไปตระเวนหาของอร่อยกินตามร้านอาหารใกล้บ้านกัน 😊

Joel and I had a long discussion about the risk of indoor dining when concerns of the delta variant started to emerge in the news a few months ago. Initially, we went back to just getting takeouts again for a while (since outdoor dining wasn’t really an option amidst this intense NC summer heat 🥵). Lately, we have ventured back to eating out again since most sources seem to confirm that COVID risk for fully vaccinated people has proven to remain relatively low.

ตอนที่ข่าวเรื่องเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าเริ่มดังใหม่ๆ เราจับเข่าคุยกันแล้วตกลงว่าจะเลิกกินข้าวนอกบ้านไปซักพัก เพื่อความปลอดภัย แล้วกลับมาสั่งอาหารกินกันที่บ้านแทน (เพราะอากาศที่นี่ร้อนจับใจ 🥵 ไม่สามารถออกไปกินที่ร้านแล้วนั่งข้างนอกได้) แต่หลังจากที่ฟังดูแล้วหลายกระแสยังคงเห็นตรงกันว่าสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกันมากนัก พักนี้เลยเริ่มกลับไปกินข้าวที่ในร้านกันใหม่

We started off the weekend with a nigiri omakase meal at M Sushi in downtown Durham. We have been big fans of Chef Michael Lee ever since he was still running the sushi line at Sono in downtown Raleigh. After our first visit there, shortly after we moved back to the area in 2013, Sono became the holy grail of the lackluster sushi scene here… Until Chef Mike Lee went and opened up M Sushi in Durham, that is! 😆 Since then, his restaurant empire has grown to include 3 more locations, one of which I’ll cover later in this post.

เราไปเริ่มตะลุยกินกันที่ร้าน M Sushi ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เป็นอันดับแรกเมื่อคืนวันศุกร์ เราสองคนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเชฟ Michael Lee มาตั้งแต่ตอนที่แกยังทำอยู่ที่ร้าน Sono ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Raleigh หลังจากที่ไปลองกินซูชิที่นั่นกันเป็นครั้งแรกตอนที่ย้ายกลับมาที่นี่ใหม่ๆช่วงปลายปี 2013 นับแต่นั้นมาถ้าอยากกินซูชิก็จะต้องไปที่ Sono เพราะลองที่อื่นมาหมดแล้วไม่มีใครสู้ได้ซักเจ้า จนกระทั่งเชฟแกไปเปิดร้าน M Sushi นี่แหละ 😆 จากบัดนั้นมาจนบัดนี้มีร้านในเครือตระกูล M เพิ่มมาอีกถึงสามร้านด้วยกัน โพสต์นี้จะพาไปชิมอาหารญี่ปุ่นสองสไตล์ของเชฟเกาหลีท่านนี้กัน

Both of us had our very first nigiri omakase experience together at Sushi Zo in LA, almost 10 years ago. Since then, we have been forever spoiled and unable to go back to enjoying regular sushi rolls ever since. 😓 Things got hard when we first moved back here to NC. Fortunately, we found Sono! And later on, M Sushi has become our goto spot whenever we crave for sushi.

เราสองคนได้มีโอกาสลิ้มลองซูชิสไตล์โอมากาเสะกันเป็นครั้งแรกที่ร้าน Sushi Zoใน LA เมื่อเกือบสิบปีก่อน หลังจากนั้นก็ไม่สามารถกลับไปกินซูชิแบบโรลธรรมดาๆประสาชาวบ้านได้อีกเลย 😓 ตอนย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆประเด็นนี้เป็นปัญหาหนักมาก เพราะไม่สามารถไปกินซูชิที่ไหนได้ จนกระทั่งโชคดีมาเจอร้าน Sono นี่แหละ และหลังๆมามี M Sushi มาให้พึ่งพาได้อีกราย

As always, we both just went for the nigiri omakase meal, which includes 12-15 different pieces of nigiri sushi, served chef’s choice style. The idea is that the chef will decide what’s best to serve you, based on whatever freshest catches they have for the day. Typically, these include bluefin tuna, mackerel, sea trout, salmon, yellowtail, scallop or squid, and eel, just to name a few.

มาที่นี่ทีไรสั่งกันอยู่อย่างเดียวคืออาหารชุด nigiri omakase ซึ่งเป็นข้าวปั้นสไตล์นิกิริจำนวน 12-15 ชิ้น เสิร์ฟแบบตามใจเชฟ คือประมาณว่าวันนั้นที่ร้านได้ปลาอะไรสดๆมาก็จะเอามาขึ้นเมนู ซึ่งเปลี่ยนไปไม่ซ้ำแต่ละวัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีปลาทูน่า ซาบะ ปลาเทราท์ แซลมอน ฮามาจิ หอยเชลล์ ปลาหมึก หรือปลาไหล สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

Each piece is served, one by one, as soon as the chef is finished making them, with the announcement of what they are when they arrive in front of you. The pickled ginger is there to ‘cleanse your palate’ in between each bite. Normally, everything has been seasoned perfectly the way the chef intends to serve it including a touch of soy sauce, so theoretically you would not need to add anything to it, but they do give you a side of wasabi, just in case you prefer more. 🙄

เชฟทยอยปั้นมาเสิร์ฟทีละชิ้นๆ คือเสร็จปุ๊บก็เข้าปากปั๊บ ไม่มีสดๆไปกว่านี้อีกแล้ว ตอนเอามาเสิร์ฟเค้าก็จะบอกเราว่าที่กำลังจะกินนี่คือปลาอะไร กินเสร็จคำนึงก็มีขิงดองเตรียมไว้ให้ล้างปากก่อนชิมชิ้นต่อไป ปรกติแล้วเชฟจะทาซอสกับแต้มวาซาบิมาให้เสร็จสรรพ ไม่จำเป็นต้องจิ้มหรือเติมอะไรทั้งนั้น แต่เค้าก็มีก้อนวาซาบิเตรียมไว้เผื่อใครเผ็ดไม่พอ 🙄

We ordered an extra bite of uni from Hokkaido, just because I had been craving it. 😋 And, as part of the omakase, they always serve a handroll, and piece of tamago at the very end. We left with a full and happy belly, as we always do! 😌

เที่ยวนี้เราสั่งหอยเม่นจากฮอกไกโดมาเพิ่มกันคนละคำ เพราะอยากมานาน 😋 อาหารชุดนี้ทุกครั้งจะตบท้ายด้วยเทมากิหนึ่งชิ้น ตามด้วยไข่ม้วนหวานอีกหนึ่ง เป็นอันสิ้นสุดรายการ คืนนั้นกินกันไปแค่นี้ก็อิ่มอร่อยสมใจ 😌

The following night, we drove back out to Durham again, to try another creative offering from Chef Mike Lee. M Tempura is based on the same omakase idea, but instead of nigiris, we have tempura served on the plate! 🤯

คืนต่อมาเราขับรถกลับไปที่ Durham กันอีกรอบ แต่คราวนี้มีจุดหมายอยู่ที่อีกร้านในเครือเดียวกันที่ M Tempura ซึ่งใช้คอนเซ็ปต์เดียวกันกับเมนูซูชิ แต่เปลี่ยนมาเสิร์ฟเทมปุระกันแทน 🤯

This was our very first time dining here. We had been wanting to come for a while now, but couldn’t resist just going to M Sushi every time we came to Durham. This time, we were determined to try it, so we made reservations back to back so we didn’t have any excuses. 😛 They have three different omakase options on the menu to pick from, as well as some a la carte dishes. We opted to go with the traditional style, because the other two sounded like they were going to be way too much food. 😓

ร้านนี้เล็งกันมานานมากแต่ไม่มีโอกาสได้มาซักที เพราะขับรถมาถึง Durham ทีไรก็อดไม่ได้ต้องไปกินที่ M Sushi ทุกที คราวนี้ตั้งใจจะมาลองให้จงได้เลยจองโต๊ะไว้ติดกันสองวันซ้อน จะได้เปลี่ยนใจไม่ได้ 😛 ที่นี่เค้ามีเมนูอาหารชุดให้เลือกอยู่สามรายการ รวมทั้งมีอาหารจานเดียวด้วย คราวนี้เราตกลงเลือกเมนูเทมปุระสไตล์ดั้งเดิม เพราะอีกสองชุดเทียบกันแล้วมีรายการอาหารเรียงไว้ยาวเกือบสองเท่าตัวได้ ดูแล้วเกรงว่ากินหมดคงจะอิ่มอืดกันเกินไป 😓

We started off with a bowl of salad, and a plate of salmon crudo each.

เริ่มต้นกันด้วยสลัดหนึ่งชาม และปลาแซลมอนดิบสไตล์ครูโดมาให้เรียกน้ำย่อย

Then, moving on to the main course, they brought us a tray that includes a bowl of white rice, a bowl of dipping sauce with a ball of grated daikon radish, sea salt, two different dishes of pickled vegetables, and an empty plate for the tempura, yet to come. I wasn’t sure what the silver fishy thing was at first, but upon closer inspection, I realized it was a very fancy lemon juicer with a lemon wedge in it! 😆

จากนั้นจึงเป็นคิวของชุดเทมปุระ เค้าเอาถาดมาเตรียมให้ก่อน โดยมีข้าวสวยหนึ่งชาม น้ำจิ้มหนึ่งถ้วยพร้อมหัวไชเท้าบด เกลือป่น ผัดดองรวม และมีจานเปล่ามาเตรียมไว้สำหรับชิ้นเทมปุระที่จะทยอยมาเสิร์ฟ ส่วนไอ้ปลาสีเงินๆในรูปนั่นตอนแรกดูไม่ออกว่าคืออะไร พอหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆถึงๆได้รู้ว่าเป็นที่บีบน้ำมะนาวแบบไม่ต้องจับให้เปื้อนมือนั่นเอง 😆

The tempura pieces then started to arrive, one or two at a time, over the course of the next half hour or so. Starting off with two different types of shrimp, followed by okra, shitake mushroom, maitake mushroom, seabass, salmon, eggplant, scallop, and summer squash. Everything was cooked to perfect doneness, but Joel though it was still a little oily, compared to the tempura we had in Japan. 🙄

เทมปุระทยอยกันออกมาทีละชิ้นสองชิ้น กว่าจะครบใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงได้ เริ่มด้วยกุ้งสองชนิด กระเจี๊ยบ เห็ดหอม เห็ดไมตาเกะ ปลากะพง ปลาแซลมอน มะเขือยาว และบวบฝรั่ง ทุกอย่างเค้าทอดมาแบบสุกกำลังพอดี รสชาติใช้ได้ แต่คุณสามีติว่ายังอมน้ำมันไปหน่อย ไม่อร่อยเหมือนกับที่เราไปกินมาที่ญี่ปุ่น 🙄

Once we were done with the tempura course, they brought out a little spoon of palate cleanser, which was lime sorbet topped with lime zest.

เสร็จจากชุดเทมปุระเค้าเอาไอศครีมรสมะนาวโรยหน้าด้วยผิวมะนาวขูดฝอยมาเสิร์ฟกันคนละคำเล็กๆเพื่อให้ล้างปากก่อนจะไปต่อกันที่รายการต่อไป

Then, we moved on to the end of the meal, which included a choice of either udon or soba noodle soup, followed by ginger ice cream. Joel opted for the soba while I went with the udon, so we got to try both. We each maintained our choice was superior, so we just tried one bite of the other’s then went back to finish our own. 😆 It did not look like a lot of food, but we were completely stuffed by the time the dessert came. 🥴

คอร์สอาหารคาวชุดสุดท้ายเป็นหมี่น้ำซึ่งเค้าให้เลือกระหว่างเส้นโซบะหรืออุด้ง คุณสามีขอเป็นโซบะ เราเลยเอาเป็นอุด้ง จะได้ได้ลองทั้งสองอย่าง สรุปว่าชิมแล้วต่างคนต่างชอบอย่างที่ตัวเองเลือก เลยไม่ต้องแย่งกัน 😆 อาหารดูแล้วเหมือนไม่เยอะ แต่กว่าจะกินหมดก็อิ่มตื้อกันพอดี เกือบจะไม่มีที่เหลือไว้สำหรับของหวาน 🥴

The ginger ice cream, however, turned out to the quite the star of the entire meal! 😍 It was so perfectly scrumptious Joel couldn’t resist asking if they would sell that to us separately. Turned out we weren’t the only one asking! 😆 Our awesome waitress, Claire, made sure to include a little togo side of the ginger sugar sprinkle, so we could recreate the perfect serving at home when we got back! 🥰

รายการสุดท้ายคือไอศครีมรสขิง ชิมไปคำแรก จากที่ท้องอิ่มไม่มีที่กลายมามีที่เหลือเฟือทันที 😍 นอกจากจะซัดหมดจนไม่เหลือซักหยดแล้ว ยังติดใจจนต้องถามเค้าว่ามีขายให้เอากลับบ้านมั๊ย ปรากฎว่าคงมีหลายคนถามถึง เค้ามีเตรียมไว้ขายเป็นกระปุกเรียบร้อย 😆 บ๋อยใจดีอุตส่าห์แพ๊คน้ำตาลรสขิงกลับบ้านมาไว้ให้โรยหน้าแบบเดียวกับที่เค้าเสิร์ฟที่ร้านอีกด้วย 🥰