Pandemic Pause: Hiking at Cedar Point Tideland

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

The first day on our Inner Banks trip, we went hiking at Cedar Point Tideland. The trail is located at the mouth of White Oak River, and alternates between a salt marsh and a coastal forest. This was a completely new terrain for us. Even though it was a short hike, which we were thankful for, given the heat index that day, we thoroughly enjoyed every minute of it!

ทริป Inner Banks เที่ยวนี้เราได้มีโอกาสไปเจอประสบการณ์เดินป่าแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยลองกันมาก่อน Cedar Point Tideland ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำ White Oak ทางเดินที่นี่ลัดเลาะข้ามป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำ ถึงจะเป็นทางสั้นๆ (ซึ่งพอเหมาะพอดีกับระดับความร้อนในวันนั้น) แต่วิวสวยแปลกตาคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อ

I could never get tired of this beautiful landscape! 😍

วิวสวยๆแบบนี้ดูยังไงก็ไม่เบื่อ 😍

Even the wildlife here was different! This time we saw several tiny crabs scrambling in the mud flats, a few herons hunting for prey, and tons of fossilized shells. Also colorful mushrooms!

นอกจากภูมิประเทศจะแปลกตาแล้ว สัตว์ป่าตามทางก็แปลกไปจากที่คุ้นเคยเช่นกัน คราวนี้ได้เจอเป็นปูลมกับเปลือกหอยแทน แต่ยังมีเห็ดสีสวยให้ดูเล่นเหมือนเดิม

We clocked in at a little over 1.5 miles, which took us almost an hour to finish, only because we were enjoying the scenery and stopping to take pictures and stalking the herons. 😛

วันนั้นเดินกันไปแค่ไมล์ครึ่ง หรือประมาณสองกิโลครึ่งเท่านั้น แต่ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพราะมัวแต่โอ้เอ้ถ่ายรูป ชมวิว ส่องนกกระยาง 😛

On the way back, we stopped by to check out the Salty Air Open Market in Cedar Point. We love the easygoing ambience they got going but we must have gotten there way too early or something… Even though we spent almost an hour nursing our beer and kombucha, the food truck never opened up (they had been “getting it ready” the entire time 😒). We finally gave up and went to grab lunch at a different place instead.

หลังเดินป่าเสร็จเราไปแวะกันที่ Salty Air Open Market ซึ่งเป็นตลาดนัดเล็กๆกลางแจ้งในเมือง Cedar Point บรรยากาศดูดีอยู่ แต่สงสัยว่าเราจะไปถึงกันเช้าเกิน อุตส่าห์นั่งละเลียดจิบเบียร์กับชาหมัก kombucha อยู่ตั้งนาน ร้านอาหารก็ยังไม่เปิดซักที (คือเห็นเค้าจัดเตรียมกันอยู่ตั้งแต่ตอนไปถึงใหม่ๆ แถมบอกเราว่า “อีกแป๊บเดียวเดี๋ยวเปิด” 😒) รอจนสุดท้ายรอไม่ไหวเลยได้ไปหาข้าวกินกันที่อื่นแทน

Pandemic Pause: Sunrises, Moonrises, and Ferry Rides

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

This is another series I am introducing as the new-normal alternative travel format we had adopted during this ongoing pandemic. Since we cannot travel freely and safely like we usually do during this time of the year, I forced myself to tap into my creative outlets 🧐 to try to come up with trip ideas that would allow us to leave the house and unwind for a few days while exploring interesting spots closer to home. To minimize our risk of contracting the potentially deadly virus, I have established a few rules…

  • Destination must be within no more than 4 hour drive from home.
  • Overnight stay must be in a non-hotel venue, where we do not have to share the ventilation system with other people.
  • Activities must be limited to outdoors only.
  • If eating out, it must be at a restaurant with outdoor seating.

วันนี้ขอมาแนะนำโปรแกรมนำเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จัดมานำเสนอกันที่นี่ โดยตั้งชื่อไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “โปรแกรมพักชีวิตพิชิตโควิด” ในเมื่อช่วงนี้ไม่สามารถไปเที่ยวกันได้ตามปรกติเหมือนที่เคยเป็นมา เราเลยต้องเจียดพลังสมองมาค้นคิด 🧐 หาทางผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตการทำงานประจำวันไปใช้เวลาหาความบันเทิงนอกบ้าน และไปสำรวจที่ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็น โดยที่ยังคงควบคุมอัตราการเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสร้ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หวังว่ากฎสี่ข้อต่อไปนี้จะพอเพียงต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบของเรา

  • จุดหมายที่ไปจะต้องขับรถไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากบ้าน
  • งดพักค้างคืนที่โรงแรม ขอเป็นบ้านเช่าที่เราไม่ต้องไปแชร์ระบบระบายอากาศในร่มกับใครแทน
  • จำกัดกิจกรรมทุกชนิดให้อยู่กลางแจ้งเท่านั้น
  • หากไปกินข้าวข้างนอก จะต้องเป็นร้านที่มีที่นั่งกลางแจ้งเท่านั้น

For our first trip, I chose a much quieter counterpart of the otherwise well-known Outer Banks area of North Carolina, a.k.a. the Inner Banks. This is where the Neuse River meets the Pamlico River at Pamlico Sound, which is the largest lagoon along the US east coast, and is separated from the Atlantic Ocean by the infamous Outer Banks. 

ทริปแรกนี้เราเลือกไปกันที่เขต Inner Banks ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งอยู่ติดกับเขต Outer Banks สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของรัฐนี้ซึ่งเป็นหมู่เกาะริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ Inner Banks จะไม่พลุกพล่านเท่า Outer Banks ช่วงที่เราไปกันเป็นปลายสายของแม่น้ำ Neuse ที่มาบรรจบกับแม่น้ำ Pamlico ในบริเวณที่เรียกว่า Pamlico Sound ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางแถบตะวันออกของอเมริกา โดยมีหมู่เกาะของ Outer Banks กั้นอยู่ตรงกลางก่อนไปบรรจบกับทะเล

I found a really cool airbnb property in Arapahoe, which sits right at the bank of the Neuse River. It was such a perfect location, quiet and away from the crowds, yet equipped with its own private little beach and a small pier that gave us the illusion of being on a beachfront property without the usual exorbitant price tag! 😉 Despite being one of the eight identically looking houses on the same property front, we barely saw anybody during the entire time we were there. The house itself was clean and cozy, apparently with a lot more room that we needed, not that we are complaining! 🙄

เราเผอิญไปเจอบ้านน่ารักในเมือง Arapahoe หลังนี้บน airbnb ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Neuse พอดิบพอดี ดูทำเลแล้วน่าจะเงียบสงบห่างไกลจากผู้คน แถมมีโบนัสคือชายหาดส่วนตัว พร้อมทั้งท่าน้ำเล็กๆริมฝั่ง เหมือนกับได้ไปพักผ่อนชายทะเล แต่ราคาย่อมเยากว่าหลายเท่า 😉 ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มีบ้านหน้าตาเหมือนกันเรียงรายอยู่ทั้งหมดแปดหลัง ของเราเป็นหลังสุดท้ายติดกับชายหาด ไปอยู่กันห้าคืนแทบจะไม่เจอเพื่อนบ้านเลยซักคน มีได้ยินเสียงแว่วๆอยู่บ้างแค่คืนแรกเท่านั้น ข้างในตัวบ้านกว้างขวางสะดวกสบาย ไม่หรูหราแต่สะอาดสะอ้านน่าอยู่ สรุปว่าเลือกได้ถูกใจไม่มีที่ติ 😊

We managed to get up early 😆 to enjoy the beautiful sunrise from our balcony a few times while we were there. It was painful for night owls like us, but I had to say it was totally worth it! 

อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นจากบนระเบียงได้ตั้งหลายวัน 😆 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกขี้เกียจอย่างเราๆ แต่ขอบอกว่าวิวที่เห็นนั้นสวยคุ้มค่าแก่ความพยายามจริงๆ

Apart from sunrises and one sunset we were able to catch on the way home one day, night time there provided an (almost 😝) equally pleasant view of the moon reflecting on the water by the pier. There were a few nights when it was windy enough that we didn’t have to worry about getting eaten alive by the mosquitoes 😓 so we could sit out sipping on glasses of wine, listening to the sound of the waves crashing onto the shore and pretending that there wasn’t a worldwide pandemic going on… 🥺

นอกจากพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆแล้ว เรายังได้เห็นพระอาทิตย์ตกอยู่หนึ่งวันตอนกำลังขับรถกลับบ้านพัก วิวกลางคืนที่แสงพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำริมฝั่งก็สวยไม่แพ้กัน ช่วงที่ไปอากาศยังร้อนอยู่ แต่มีบางคืนที่ลมพัดเย็นสบายไม่ต้องกลัวยุงกัด 😓 ออกไปนั่งจิบไวน์ ชมวิวนอกระเบียง ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งเพลินๆ เป็นความสุขเล็กน้อยที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ เห็นวิวสวยๆแล้วช่วยทำให้ลืมไปได้บ้างว่าตอนนี้โลกเรากำลังต้องผจญกับโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่อยู่ 🥺

Besides a few evening walks along the private beach, we were able to fit in a couple of unique hikes and a few excursions during the trip, each of which I will cover in its own separate post. With the location of the house being in Arapahoe, most of our ventures involved taking a ferry across the river to get to the other side. We could have driven around the sound but that would mean covering twice the distance in approximately the same amount of time which seemed like a total waste of gas. 😣

นอกจากจะได้ไปเดินทอดน่องบนชายหาดแล้ว เรายังหาโอกาสไปเดินป่า และชมเมืองกันด้วย แล้วจะมานำเสนอทีละแห่งแยกเป็นรายๆไป ด้วยความที่บ้านพักตั้งอยู่ที่เมือง Arapahoe เวลาจะไปไหนเลยต้องลำบากกันเล็กน้อย โดยต้องขึ้นเรือข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง จริงๆแล้วจะขับรถอ้อมทะเลสาบก็ได้เหมือนกัน แต่เพิ่มระยะทางเป็นสองเท่า แถมใช้เวลาไม่ได้ต่างกัน คิดดูแล้วไม่คุ้มค่าน้ำมัน 😣 เลยยอมข้ามเรือกันเอาซะเป็นส่วนใหญ่

The Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry was nothing like what we had imagined… 😆 First of all, it was completely free, which is almost unheard of during this age and time! Second of all, it was teeny tiny! We were picturing a large ferry like the ones we use to take to visit the Outer Hebrides in Scotland… But when we got there, the only thing we saw was this tiny little thing that didn’t look like it could hold anything other than just a few cars, despite the long lines of cars waiting to board. We could barely see it from our vantage point at the front of the very last line. We first thought the actual ferry hadn’t arrived… But before we knew it, the cars ahead of us started to move, onto the very tiny platform! 😱 They just kept cramming us on, until everybody, all the waiting cars and trucks, at least 30 or even more, are packed tightly on both sides! 

ท่าเรือ Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry นั้นไม่เหมือนกับที่เราวาดภาพไว้เลยซักนิด 😆 ก่อนอื่นคือที่นี่เค้าไม่เก็บค่าข้ามฝั่ง ไปกลับฟรีตลอดทุกวันทุกเวลา ซึ่งบริการแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยังหลงเหลืออยู่ในยุคสมัยนี้ อีกอย่างคือ “แพข้ามฟาก” ของเค้ามีขนาดกะทัดรัดมาก วันแรกที่ไปจอดรออยู่คันหน้าสุดแถวสุดท้าย ใกล้จะถึงเวลาออกอยู่รอมร่อ เรายังสงสัยว่าแพเค้าทำไมยังไม่มาซักที ชะเง้อหาไปมาไม่ทันไรปรากฎว่ารถที่จอดรออยู่แถวแรกๆค่อยๆเริ่มเขยื้อนไปทีละคันๆ เราเลยเพิ่งถึงบางอ้อว่าไอ้เรือลำเล็กๆที่เห็นจอดริมท่าอยู่ตรงหน้าเรานี้มันคือคุณแพที่กำลังจะนำเราข้ามฟากไปนั่นเอง 😱 ตอนแรกยังกลัวกันว่าสงสัยจะไม่ได้ไปเที่ยวนี้ เพราะมีทั้งรถยนต์และรถบรรทุกจอดรอคิวก่อนหน้าเราอยู่ไม่น้อยกว่า 30 คันได้ อัดไปอัดมารถเราเบียดขึ้นไปได้เป็นคันเกือบสุดท้ายก่อนออกพอดี

In the picture you see above, we were at the very back of the line, at the edge of the ferry on one side, so you can see there wasn’t much in terms of room in front of us… 😅 Each trip took approximately 20 minutes. The whole process was very efficiently run by just a few crew men directing traffic on and off the ferry. We were very impressed and grateful! One tip we can share is to make sure you check the ferry schedule before departure, otherwise you can be stuck there waiting for the next one for up to more than an hour! We did learn the hard way. 😆

ในภาพที่เห็นข้างบน รถเราจอดอยู่เป็นคันหลังสุดปลายแพด้านขวามือ จะเห็นได้ว่าเค้าจัดกันเต็มแทบจะไม่เหลือที่ว่างระหว่างกันจริงๆ 😅 ทริปข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 20 นาที มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 4-5 คนช่วยกันจัดระเบียบเรียงรถขึ้นแพ คอยโบกแต่ละคันให้ทยอยกันขึ้นไปสลับทีละข้างจนเต็มทุกเลน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เรียบร้อยพร้อมออกเดินทางได้ ไปถึงอีกฝั่งก็มีเจ้าหน้าที่อีกชุดคอยโบกให้รถลงจากแพทีละคัน ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ถ้ามีโอกาสไปขอเตือนว่ากรุณาเช็คตารางเวลาให้ดีก่อนออกเดินทาง มิฉะนั้นไปถึงอาจต้องรอเป็นชั่วโมง อันนี้ทราบจากประสบการณ์ของตัวเอง 😆

Since our choice destination wasn’t located near any big tourist attractions, our options in the food consumption department was pretty dire… 😓 Fortunately, we found The Friendly Market! This chic venue in Morehead City was responsible for more than 75% of our meals while we were there.  We visited twice to stock up and came back very happy with pretty much everything we got. The staff were super nice and ‘friendly’ as the moniker proudly attested! 😍 

ด้วยความที่เลือกไปที่ที่ห่างไกลไร้ผู้คน เลยเกิดปัญหาด้านการยังชีพเล็กน้อย 😓 เพราะใกล้ๆแถวนั้นหาไม่มีร้านอาหารเลยซักร้าน โชคดีที่ไปเจอร้าน The Friendly Market ในเมือง Morehead City ทริปนี้เราเลยได้ฝากท้องกับที่นี่เกือบตลอดรายการ เราจัดเตรียมคูลเลอร์ไปตุนอาหารกลับบ้านกันเพียบ อยู่ห้าวันไปอุดหนุนเค้าสองครั้ง กินกันได้จนถึงวันกลับพอดี 😆 ร้านนี้นอกจากจะ ‘friendly’ สมชื่อแล้ว อาหารเค้ายังอร่อยทุกอย่าง ซื้อมาลองกันหลายเมนู ไม่มีผิดหวังซักอย่าง 😍

The few superstar dishes worth mentioning include their tomato pie (which we got both times!), blue cheese collard dip, and shrimp & grits. Make sure to try at least some of these if you get a chance to visit in person! 😉

ของอร่อยขึ้นชื่อที่ลูกค้าหลายรายแนะนำมา และเราลองแล้วว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆก็มี พายมะเขือเทศ ผักโขมอบบลูชีส และอาหารดังของทางใต้ที่เค้าเรียกว่า shrimp & grits เป็นกุ้งผัดราดหน้าไปบน กริทส์​ ซึ่งคล้ายๆกับโจ๊กบ้านเรา แต่ทำมาจากข้าวโพดบดละเอียดตุ๋นกับเนยจนเข้มข้นเนื้อเนียนๆคล้ายๆกับมันบด ถ้ามีโอกาสผ่านมาทางนี้อย่าลืมไปลองแวะชิมกันดูนะคะ 😉

This section is a little embarrassing to share but I’ll go ahead with it any way. 😆 So, I’ve seen plenty of photos of pretty blogger ladies posing in beautiful dresses by the beach on their vacations (pre COVID-19) and I’ve always wanted to recreate something like that… I’ve packed my prettiest beachy dress for this very purpose! 😊 I don’t know how they all got their dresses and their hair to blow so perfectly in the wind like that! 😅 After several dozen different takes, I have come to a conclusion we either need a better model, or a better photographer in order to make this happen properly! 🤣

ตอนสุดท้ายนี้ขอโอกาสนำเสนออย่างหน้าไม่อายเล็กน้อย 😆 คือประมาณว่าไปเห็นสาวๆบล๊อกเกอร์หลายคนเค้าใส่ชุดสวยไปถ่ายรูปกันตามชายหาด (ก่อนจะมามีโควิด) เราเลยใฝ่ฝันว่าวันนึงจะขอเลียนแบบบ้าง ทริปนี้เลยอุตส่าห์หนีบชุดสวยของเราติดมาด้วย 😊 แล้วบังคับให้คุณสามีทำหน้าที่ช่างภาพจำเป็น หลังจากที่ใช้ความพยายามกันอยู่นาน ถ่ายไปหลายสิบรูป ก็ได้มาเท่าที่เห็นนี่แหละค่ะ 🤣 สรุปว่ายังไงก็ไม่สามารถเก็บภาพงามๆอย่างคนอื่นเค้าได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดของช่างภาพหรือของนางแบบกันแน่

And here are a few outtake shots, just for your entertaining purpose, and to prove my points… 😝

อันนี้ขอมาแถมให้ดูว่าภาพที่ได้มาส่วนใหญ่จะเป็นประมาณนี้ คือมือไม้ไม่เข้าที่ หัวกระเซิงด้วยแรงลม ทุลักทุเลปีนก้อนหิน หรือไม่ก็ชุดพองเป็นนางตีโป่ง 😝