The Tale of the Two Ms

Excursion Date: September 2021

วันสัญจร: กันยายน 2564

In true pandemic fashion, we celebrated this year’s long Labor Day weekend by staying at home. 😐 To make it a little more enjoyable, we decided to splurge on two special meals out at where we think are two of the very best restaurants in the area. 😊

ปีนี้เราฉลองหยุดยาววันแรงงานด้วยการพักผ่อนอยู่บ้านตามอัธยาศัยสไตล์โควิด 😐 แต่เพิ่มความพิเศษกว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ทั่วไปด้วยการไปตระเวนหาของอร่อยกินตามร้านอาหารใกล้บ้านกัน 😊

Joel and I had a long discussion about the risk of indoor dining when concerns of the delta variant started to emerge in the news a few months ago. Initially, we went back to just getting takeouts again for a while (since outdoor dining wasn’t really an option amidst this intense NC summer heat 🥵). Lately, we have ventured back to eating out again since most sources seem to confirm that COVID risk for fully vaccinated people has proven to remain relatively low.

ตอนที่ข่าวเรื่องเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าเริ่มดังใหม่ๆ เราจับเข่าคุยกันแล้วตกลงว่าจะเลิกกินข้าวนอกบ้านไปซักพัก เพื่อความปลอดภัย แล้วกลับมาสั่งอาหารกินกันที่บ้านแทน (เพราะอากาศที่นี่ร้อนจับใจ 🥵 ไม่สามารถออกไปกินที่ร้านแล้วนั่งข้างนอกได้) แต่หลังจากที่ฟังดูแล้วหลายกระแสยังคงเห็นตรงกันว่าสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกันมากนัก พักนี้เลยเริ่มกลับไปกินข้าวที่ในร้านกันใหม่

We started off the weekend with a nigiri omakase meal at M Sushi in downtown Durham. We have been big fans of Chef Michael Lee ever since he was still running the sushi line at Sono in downtown Raleigh. After our first visit there, shortly after we moved back to the area in 2013, Sono became the holy grail of the lackluster sushi scene here… Until Chef Mike Lee went and opened up M Sushi in Durham, that is! 😆 Since then, his restaurant empire has grown to include 3 more locations, one of which I’ll cover later in this post.

เราไปเริ่มตะลุยกินกันที่ร้าน M Sushi ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เป็นอันดับแรกเมื่อคืนวันศุกร์ เราสองคนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเชฟ Michael Lee มาตั้งแต่ตอนที่แกยังทำอยู่ที่ร้าน Sono ที่ดาวน์ทาวน์เมือง Raleigh หลังจากที่ไปลองกินซูชิที่นั่นกันเป็นครั้งแรกตอนที่ย้ายกลับมาที่นี่ใหม่ๆช่วงปลายปี 2013 นับแต่นั้นมาถ้าอยากกินซูชิก็จะต้องไปที่ Sono เพราะลองที่อื่นมาหมดแล้วไม่มีใครสู้ได้ซักเจ้า จนกระทั่งเชฟแกไปเปิดร้าน M Sushi นี่แหละ 😆 จากบัดนั้นมาจนบัดนี้มีร้านในเครือตระกูล M เพิ่มมาอีกถึงสามร้านด้วยกัน โพสต์นี้จะพาไปชิมอาหารญี่ปุ่นสองสไตล์ของเชฟเกาหลีท่านนี้กัน

Both of us had our very first nigiri omakase experience together at Sushi Zo in LA, almost 10 years ago. Since then, we have been forever spoiled and unable to go back to enjoying regular sushi rolls ever since. 😓 Things got hard when we first moved back here to NC. Fortunately, we found Sono! And later on, M Sushi has become our goto spot whenever we crave for sushi.

เราสองคนได้มีโอกาสลิ้มลองซูชิสไตล์โอมากาเสะกันเป็นครั้งแรกที่ร้าน Sushi Zoใน LA เมื่อเกือบสิบปีก่อน หลังจากนั้นก็ไม่สามารถกลับไปกินซูชิแบบโรลธรรมดาๆประสาชาวบ้านได้อีกเลย 😓 ตอนย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆประเด็นนี้เป็นปัญหาหนักมาก เพราะไม่สามารถไปกินซูชิที่ไหนได้ จนกระทั่งโชคดีมาเจอร้าน Sono นี่แหละ และหลังๆมามี M Sushi มาให้พึ่งพาได้อีกราย

As always, we both just went for the nigiri omakase meal, which includes 12-15 different pieces of nigiri sushi, served chef’s choice style. The idea is that the chef will decide what’s best to serve you, based on whatever freshest catches they have for the day. Typically, these include bluefin tuna, mackerel, sea trout, salmon, yellowtail, scallop or squid, and eel, just to name a few.

มาที่นี่ทีไรสั่งกันอยู่อย่างเดียวคืออาหารชุด nigiri omakase ซึ่งเป็นข้าวปั้นสไตล์นิกิริจำนวน 12-15 ชิ้น เสิร์ฟแบบตามใจเชฟ คือประมาณว่าวันนั้นที่ร้านได้ปลาอะไรสดๆมาก็จะเอามาขึ้นเมนู ซึ่งเปลี่ยนไปไม่ซ้ำแต่ละวัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีปลาทูน่า ซาบะ ปลาเทราท์ แซลมอน ฮามาจิ หอยเชลล์ ปลาหมึก หรือปลาไหล สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

Each piece is served, one by one, as soon as the chef is finished making them, with the announcement of what they are when they arrive in front of you. The pickled ginger is there to ‘cleanse your palate’ in between each bite. Normally, everything has been seasoned perfectly the way the chef intends to serve it including a touch of soy sauce, so theoretically you would not need to add anything to it, but they do give you a side of wasabi, just in case you prefer more. 🙄

เชฟทยอยปั้นมาเสิร์ฟทีละชิ้นๆ คือเสร็จปุ๊บก็เข้าปากปั๊บ ไม่มีสดๆไปกว่านี้อีกแล้ว ตอนเอามาเสิร์ฟเค้าก็จะบอกเราว่าที่กำลังจะกินนี่คือปลาอะไร กินเสร็จคำนึงก็มีขิงดองเตรียมไว้ให้ล้างปากก่อนชิมชิ้นต่อไป ปรกติแล้วเชฟจะทาซอสกับแต้มวาซาบิมาให้เสร็จสรรพ ไม่จำเป็นต้องจิ้มหรือเติมอะไรทั้งนั้น แต่เค้าก็มีก้อนวาซาบิเตรียมไว้เผื่อใครเผ็ดไม่พอ 🙄

We ordered an extra bite of uni from Hokkaido, just because I had been craving it. 😋 And, as part of the omakase, they always serve a handroll, and piece of tamago at the very end. We left with a full and happy belly, as we always do! 😌

เที่ยวนี้เราสั่งหอยเม่นจากฮอกไกโดมาเพิ่มกันคนละคำ เพราะอยากมานาน 😋 อาหารชุดนี้ทุกครั้งจะตบท้ายด้วยเทมากิหนึ่งชิ้น ตามด้วยไข่ม้วนหวานอีกหนึ่ง เป็นอันสิ้นสุดรายการ คืนนั้นกินกันไปแค่นี้ก็อิ่มอร่อยสมใจ 😌

The following night, we drove back out to Durham again, to try another creative offering from Chef Mike Lee. M Tempura is based on the same omakase idea, but instead of nigiris, we have tempura served on the plate! 🤯

คืนต่อมาเราขับรถกลับไปที่ Durham กันอีกรอบ แต่คราวนี้มีจุดหมายอยู่ที่อีกร้านในเครือเดียวกันที่ M Tempura ซึ่งใช้คอนเซ็ปต์เดียวกันกับเมนูซูชิ แต่เปลี่ยนมาเสิร์ฟเทมปุระกันแทน 🤯

This was our very first time dining here. We had been wanting to come for a while now, but couldn’t resist just going to M Sushi every time we came to Durham. This time, we were determined to try it, so we made reservations back to back so we didn’t have any excuses. 😛 They have three different omakase options on the menu to pick from, as well as some a la carte dishes. We opted to go with the traditional style, because the other two sounded like they were going to be way too much food. 😓

ร้านนี้เล็งกันมานานมากแต่ไม่มีโอกาสได้มาซักที เพราะขับรถมาถึง Durham ทีไรก็อดไม่ได้ต้องไปกินที่ M Sushi ทุกที คราวนี้ตั้งใจจะมาลองให้จงได้เลยจองโต๊ะไว้ติดกันสองวันซ้อน จะได้เปลี่ยนใจไม่ได้ 😛 ที่นี่เค้ามีเมนูอาหารชุดให้เลือกอยู่สามรายการ รวมทั้งมีอาหารจานเดียวด้วย คราวนี้เราตกลงเลือกเมนูเทมปุระสไตล์ดั้งเดิม เพราะอีกสองชุดเทียบกันแล้วมีรายการอาหารเรียงไว้ยาวเกือบสองเท่าตัวได้ ดูแล้วเกรงว่ากินหมดคงจะอิ่มอืดกันเกินไป 😓

We started off with a bowl of salad, and a plate of salmon crudo each.

เริ่มต้นกันด้วยสลัดหนึ่งชาม และปลาแซลมอนดิบสไตล์ครูโดมาให้เรียกน้ำย่อย

Then, moving on to the main course, they brought us a tray that includes a bowl of white rice, a bowl of dipping sauce with a ball of grated daikon radish, sea salt, two different dishes of pickled vegetables, and an empty plate for the tempura, yet to come. I wasn’t sure what the silver fishy thing was at first, but upon closer inspection, I realized it was a very fancy lemon juicer with a lemon wedge in it! 😆

จากนั้นจึงเป็นคิวของชุดเทมปุระ เค้าเอาถาดมาเตรียมให้ก่อน โดยมีข้าวสวยหนึ่งชาม น้ำจิ้มหนึ่งถ้วยพร้อมหัวไชเท้าบด เกลือป่น ผัดดองรวม และมีจานเปล่ามาเตรียมไว้สำหรับชิ้นเทมปุระที่จะทยอยมาเสิร์ฟ ส่วนไอ้ปลาสีเงินๆในรูปนั่นตอนแรกดูไม่ออกว่าคืออะไร พอหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆถึงๆได้รู้ว่าเป็นที่บีบน้ำมะนาวแบบไม่ต้องจับให้เปื้อนมือนั่นเอง 😆

The tempura pieces then started to arrive, one or two at a time, over the course of the next half hour or so. Starting off with two different types of shrimp, followed by okra, shitake mushroom, maitake mushroom, seabass, salmon, eggplant, scallop, and summer squash. Everything was cooked to perfect doneness, but Joel though it was still a little oily, compared to the tempura we had in Japan. 🙄

เทมปุระทยอยกันออกมาทีละชิ้นสองชิ้น กว่าจะครบใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงได้ เริ่มด้วยกุ้งสองชนิด กระเจี๊ยบ เห็ดหอม เห็ดไมตาเกะ ปลากะพง ปลาแซลมอน มะเขือยาว และบวบฝรั่ง ทุกอย่างเค้าทอดมาแบบสุกกำลังพอดี รสชาติใช้ได้ แต่คุณสามีติว่ายังอมน้ำมันไปหน่อย ไม่อร่อยเหมือนกับที่เราไปกินมาที่ญี่ปุ่น 🙄

Once we were done with the tempura course, they brought out a little spoon of palate cleanser, which was lime sorbet topped with lime zest.

เสร็จจากชุดเทมปุระเค้าเอาไอศครีมรสมะนาวโรยหน้าด้วยผิวมะนาวขูดฝอยมาเสิร์ฟกันคนละคำเล็กๆเพื่อให้ล้างปากก่อนจะไปต่อกันที่รายการต่อไป

Then, we moved on to the end of the meal, which included a choice of either udon or soba noodle soup, followed by ginger ice cream. Joel opted for the soba while I went with the udon, so we got to try both. We each maintained our choice was superior, so we just tried one bite of the other’s then went back to finish our own. 😆 It did not look like a lot of food, but we were completely stuffed by the time the dessert came. 🥴

คอร์สอาหารคาวชุดสุดท้ายเป็นหมี่น้ำซึ่งเค้าให้เลือกระหว่างเส้นโซบะหรืออุด้ง คุณสามีขอเป็นโซบะ เราเลยเอาเป็นอุด้ง จะได้ได้ลองทั้งสองอย่าง สรุปว่าชิมแล้วต่างคนต่างชอบอย่างที่ตัวเองเลือก เลยไม่ต้องแย่งกัน 😆 อาหารดูแล้วเหมือนไม่เยอะ แต่กว่าจะกินหมดก็อิ่มตื้อกันพอดี เกือบจะไม่มีที่เหลือไว้สำหรับของหวาน 🥴

The ginger ice cream, however, turned out to the quite the star of the entire meal! 😍 It was so perfectly scrumptious Joel couldn’t resist asking if they would sell that to us separately. Turned out we weren’t the only one asking! 😆 Our awesome waitress, Claire, made sure to include a little togo side of the ginger sugar sprinkle, so we could recreate the perfect serving at home when we got back! 🥰

รายการสุดท้ายคือไอศครีมรสขิง ชิมไปคำแรก จากที่ท้องอิ่มไม่มีที่กลายมามีที่เหลือเฟือทันที 😍 นอกจากจะซัดหมดจนไม่เหลือซักหยดแล้ว ยังติดใจจนต้องถามเค้าว่ามีขายให้เอากลับบ้านมั๊ย ปรากฎว่าคงมีหลายคนถามถึง เค้ามีเตรียมไว้ขายเป็นกระปุกเรียบร้อย 😆 บ๋อยใจดีอุตส่าห์แพ๊คน้ำตาลรสขิงกลับบ้านมาไว้ให้โรยหน้าแบบเดียวกับที่เค้าเสิร์ฟที่ร้านอีกด้วย 🥰

Pandemic Pit Stop: Stone Village, Cider, and Sushi

After getting cooped up at home for months with no end in sight, I was starting to get a little stir crazy. 🤪 We usually have a weeklong trip in May for our anniversary, but obviously that didn’t happen this year… 😔 And it’s been too hot to go on our weekly hikes these past couple of months… 🥵I finally put my foot down and decided to do something about it, for my own mental stability’s sake! So here we are with the first in a hopefully-many-more-to-come weekend outing series that I’ve aptly named ‘Pandemic Pit Stops’. My only 2 criteria includes that the destination be outdoors and that it locates within a 2 hour drive from home, to hopefully eliminate the need for bathroom stops. 😝

หลังจากที่มีชีวิตติดบ้านมาหลายเดือน และจนบัดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาวะปรกติได้เมื่อไหร่ สภาพจิตของคนชอบเที่ยวอย่างเราก็เริ่มจะเหี่ยวเฉาลงทุกวัน ปรกติทุกปีเดือนพฤษภาจะต้องพากันไปฉลองวันครบรอบแต่งงานที่ไหนซักแห่ง แต่ปีนี้ก็อดไป 😔 แถมช่วงนี้อากาศร้อนจัดจนไม่สามารถไปเดินป่าได้ 🥵 ในที่สุดเราเลยต้องหามาตรการมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตกันซักหน่อย ก่อนที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่งมากไปกว่านี้ 🤪 จึงได้มาบังเกิดเป็น “โปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิด” โดยมีกฎตายตัวอยู่สองข้อคือ หนึ่งต้องเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง และสองต้องอยู่ห่างจากบ้านไม่เกินสองชั่วโมง เพื่อลดโอกาสการต้องแวะใช้ห้องน้ำสาธารณะ


This weekend, we drove out to Prospect Hill, a little town about half an hour south of the NC-Virginia border. In the front yard of this little house on Highway NC 86 sits the elaborate labor of love known as the Shangri-La Stone Village. 

สุดสัปดาห์นี้เราขับรถไปที่เมือง Prospect Hill ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐนอร์ทแคโรไลน่าและรัฐเวอร์จิเนียบนถนนไฮเวย์สาย NC 86 ที่สนามหน้าบ้านหลังนี้มีของดีมาไว้ให้แวะดูกันที่เค้าตั้งชื่ออย่างหรูไว้ว่า หมู่บ้านหินแชงกรีล่า

Built during the years 1968-1977 by a retired tobacco farmer named Henry L. Warren, this roadside wonder consists of 27 different structures, including a church, a library, a school, a theatre, a hotel, a bank, a gas station, a water tower, and even a gym. The last of the bunch was a hospital that his family finished up for him after he passed away with cancer. 

หมู่บ้านเล็กๆริมถนนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยฝีมือของคุณ Henry L. Warren ชาวนาไร่ยาสูบที่มาริเริ่มงานอดิเรกชิ้นนี้หลังจากที่เกษียณอายุจากการทำงานเมื่อปีค.ศ. 1968 คุณ Henry ลงมือลงแรงค่อยๆสร้างเมืองเล็กๆของแกทีละหลังๆ มีทั้งโบสถ์ ห้องสมุด โรงเรียน โรงหนัง ธนาคาร แท้งค์เก็บน้ำ โรงยิม แกใช้เวลาทั้งหมด 9 ปี สร้างอาคารต่างๆทั้งหมดรวมแล้ว 27 หลัง จนกระทั่งมาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีค.ศ. 1977 หลังจากนั้นบรรดาลูกหลานจึงได้ช่วยกันสร้างผลงานชิ้นสุดท้ายที่แกทิ้งไว้คือโรงพยาบาลให้จนเสร็จสมบูรณ์

My most favorite part of it all were these strange whimsical pieces that can be found hiding all over the place. A stone cat, a french bulldog statue, a headless rooster, a paper windmill, a tiny action figure, a lego piece, colorful toy cars, just to name a few. Some seem original, others I believe were added by visitors over the years. At first glance, they don’t look like they should be there… But when you look at them again, you realize that they are perfectly where they belong, all bits and pieces stand together with the sole purpose to bring smiles and joy to the rogue passers-by like us!

ถ้ามองดีๆจะเห็นว่ามีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางตั้งไว้ทั่วหมู่บ้าน มีตั้งแต่รูปปั้นแมวน้อย หมาสีดำผูกผ้าพันคอแดง ไก่ไร้หัว ไปจนถึงกังหันลมพลาสติก ตุ๊กตาซุปเปอร์ฮีโร่ ชิ้นส่วนเลโก้ และรถยนต์ของเล่น บางชิ้นก็ดูเข้ากันกับตึกรามบ้านช่องดีอยู่ แต่อีกหลายชิ้นน่าจะมีผู้หวังดีคอยบริจาคทิ้งไว้โดยมิได้นัดหมาย ตอนแรกดูแล้วไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศซักเท่าไหร่ แต่ดูอีกทีมันก็น่ารักไปอีกแบบ ถึงจะไม่ลงล๊อค แต่เห็นแล้วก็อดสร้างรอยยิ้มให้คนที่ผ่านไปมาอย่างเราๆไม่ได้

We signed the guest book thanking the property owner for keeping this wonderful place of happiness available for visitors and went along our way.  

ก่อนไปเราแวะลงชื่อในสมุดเยี่ยมเพื่อขอบคุณสมาชิกครอบครัวบ้านนี้ที่อุตส่าห์ยินดีเปิดสนามหน้าบ้านให้คนแปลกหน้ามาเที่ยวชมกันอยู่ได้ตั้งหลายสิบปี

Our next stop is just a few miles south, on the same road, at Botanist & Barrel Cidery and Winery. We sampled a delicious flight of ciders and a glass of rosé wine. They have outdoor seating in the back with plenty of picnic tables, dotted with cool decorating items made from old barrels and ancient-looking pieces of equipments. This nice gentleman introduced himself to us as the brewmaster and thanked us for visiting. He even pointed me to the pig roaster that was sitting by the trunk of a tree when he saw me checking out the yard decor. Their ciders and wine were tasty. The fruity note was pleasant, and none of them too overly sweet. We picked our two favorites to bring back home with us for later enjoyment. 😊

ถัดไปไม่กี่ไมล์บนถนนเดียวกัน เราไปแวะที่โรงผลิตไวน์และเหล้าผลไม้ชื่อ Botanist & Barrel ไปลองชิมเหล้าผลไม้หลายรส รวมทั้งเหล้าไวน์รสผลไม้สีแดงสวย ที่นี่เค้ามีโต๊ะปิคนิคไว้ให้นั่งจิบไวน์กันชิลๆอยู่ด้านหลังร้าน ของตกแต่งประดับประดาของเค้ามีที่เก๋ๆอยู่หลายชิ้นที่ทำจากถังหมักเหล้าและเครื่องมือที่ดูเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ ลุงเห็นเราไปนั่งยองๆถ่ายรูป เลยเดินมาแนะนำตัวเองว่าเป็นช่างหมักเหล้าอยู่ที่นี่ แล้วอุตส่าห์ไปชี้ให้ดูถังย่างหมูที่เข็นไปเก็บไว้ข้างๆโคนต้นไม้ตรงเกือบสุดลาน เหล้าผลไม้ที่นี่รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นผลไม้ แถมยังไม่หวานมากเหมือนเจ้าอื่นๆ เราเลยขออุดหนุนเอากลับมาจิบต่อที่บ้านกันอีกสองขวด

On the way back, I spotted this lovely mural on an old gas station just down the road!

ระหว่างทางกลับเหลือบไปเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันนี้เลยต้องแวะลงไปถ่ายรูปมาให้ดูกัน

We ended our day in downtown Durham with some cold beer at Pour

ก่อนกลับบ้านไปแวะกันที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เพื่อให้คุณสามีได้จิบเบียร์เย็นๆที่ร้าน Pour

And a passion fruit sorbet ice cream from The Parlour.  

ส่วนตัวเราไปแวะซื้อไอศครีมเสาวรสเชอร์เบทจากร้าน The Parlour มานั่งกินเป็นเพื่อน

Last but not least, nigiri omakase sets togo from M Sushi – one of our favorite sushi spot in town that just opened back up this month, after they had to shut down since mid March due to the pandemic! The nigiris hit the perfect spot, even though they were not at the same caliber as those served fresh at the counter when we used to dine in, understandably since they had to sit in the car for half an hour on our way home. Nevertheless we were thankful. And we will definitely be going back to help support the business. Until we can safely go in for freshly made sushi again, this will have to do for now… 😛

ก่อนจบรายการขอแวะที่สุดท้ายคือร้านซูชิโปรด M Sushi เพื่อไปสั่ง nigiri omakase กลับไปกินที่บ้าน ร้านนี้ปิดเพราะพิษโควิดมาตั้งแต่กลางเดือนมีนา เพิ่งจะมาเปิดอีกทีเมื่อต้นเดือนนี้เอง นิกิริถึงจะไม่อร่อยเท่าตอนที่ไปกินสดๆที่ร้าน เพราะแช่อยู่ในรถตั้งครึ่งค่อนชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้าน แต่ก็ช่วยบรรเทาความอยากลงได้เล็กน้อย ดีใจที่ร้านกลับมาเปิดซักที หลังจากที่อดทนรอกันมานาน สงสัยต้องหมั่นกลับมาอุดหนุนเค้าบ่อยๆ จะได้มีกินกันไปจนกว่าจะได้กลับไปกินของจริงที่ญี่ปุ่นอีกที 😛