Pandemic Pause: Back at Beaufort

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

After hiking at Cedar Point Tideland, we stopped by to check out the little town of Beaufort. Before we went, when I mentioned that we were going, Joel said, “Beaufort, weren’t we there at some point?” and I insisted that we hadn’t been there, or I would have remembered. 🤨 But he was right, I recognized it as soon as we got there! We had taken my parents there on their Outer Banks tour when they came to visit, back in 2016. 😝

หลังจากเสร็จจาก Cedar Point Tideland เราไปต่อกันที่เมือง Beaufort ก่อนไปพอบอกคุณสามีว่าจะแวะไปเที่ยวที่นี่ แกทักว่า “เอ ชื่อคุ้นๆ เราไปกันมาแล้วไม่ใช่เหรอ” เราค้านเสียงแข็งว่าเป็นไปไม่ได้ ไปมาก็ต้องจำได้สิ 🤨 ปรากฎว่าไปถึงปุ๊บ เออ เคยมาแล้วจริงๆด้วย 😝 เมื่อสี่ปีก่อนพาพ่อกะแม่เรามาเที่ยวตอนที่มาทัวร์ Outer Banks

Beaufort is North Carolina’s either 3rd or 4th oldest town (depending on which source you refer to 🙄), established in 1713, and was once ranked as “America’s Coolest Small Town” by Budget Travel Magazine. We could definitely feel the effect of the ongoing pandemic there. The Beaufort we saw this time was a lot quieter than the last time we were there, despite it being in the middle of summer, usually peak tourist season. There was barely anybody walking on the streets. Many stores were shut down with closed signs out front.

เมือง Beaufort เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นลำดับที่สามหรือสี่ (แล้วแต่ว่าจะอ่านจากสื่อไหน 🙄) ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1713 และครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Budget Travel Magazine ให้ชื่อว่าเป็น “เมืองเล็กๆที่เจ๋งที่สุดในอเมริกา” มาคราวนี้รู้สึกได้ถึงพิษโควิดในทันที ทั้งเมืองดูเงียบเหงากว่าคราวก่อนที่มาหลายเท่า ทั้งๆที่ช่วงที่ไปเป็นช่วงกลางซัมเมอร์ ซึ่งปรกติน่าจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ถนนดูร้างผู้คน แถมร้านรวงต่างๆก็ปิดไปกว่าครึ่ง

Their signature bright red double decker tour bus ambled by with not a single passenger on board.

รถทัวร์บัสสองชั้นสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองไม่มีผู้โดยสารนั่งอยู่ซักคน

This is such a quaint little town, full of historic homes lining the now quiet streets. Each has a plaque displayed out front along with the date it was built. Most have been beautifully kept and maintained.

เมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านเก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ละบ้านมีป้ายที่ทางราชการออกให้ติดไว้บอกปีที่สร้าง ส่วนใหญ่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี

One of the main tourist spots in town was Beaufort Historic Site, where nine historic buildings had been restored to show life in the 18th and 19th centuries here. These include an old jail, a court house, and an apothecary shop.

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้คือ ศูนย์ประวัติศาสตร์แห่งเมือง Beaufort ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกที่คงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด 9 หลัง รวมไปถึงคุก ศาล และร้านเภสัชกร ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เพื่อแสดงให้เห็นการใช้ชีวิตของคนในสมัยช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ที่บริเวณนี้

Nearby in the same historic district was the Old Burying Ground, the town’s oldest cemetery. Many of the graves there came with very interesting stories. There was a captain who was buried with a cannon from his ship mounted on top of his grave. A lady whose husband was thought to have died in a shipwreck so she married another man before her first husband returned alive and agreed to her living with the new guy under the condition that she be buried and spending eternity right next to him. Another little girl was buried in a rum barrel after she died at sea on a voyage from England.

ห่างไปไม่ไกลเป็นสุสานที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีชื่อเรียกกันว่า Old Burying Ground หลุมฝังศพหลายแห่งที่นี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจเล่าต่อๆกันมา มีคุณกัปตันเรือที่เค้าเอาปืนใหญ่จากเรือรบของแกมาตั้งบนหลุมศพ มีคุณผู้หญิงซึ่งสูญเสียสามีคนแรกจากเหตุการณ์เรือล่ม จากนั้นแกจึงตกลงแต่งงานอยู่กินกับสามีคนที่สอง ไม่กี่ปีต่อมาปรากฎว่าสามีคนแรกกลับมาบ้านเจอภรรยาไปอยู่กับสามีใหม่ สองสามีเจรจาตกลงกันได้ว่าให้ตัวภรรยาอยู่กินกับสามีคนปัจจุบันต่อไป แต่ถ้าเสียชีวิตเมื่อไหร่ต้องมาฝังไว้กับสามีคนเดิม แต่เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นเด็กหญิงตัวน้อยที่พ่อพาขึ้นเรือกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ประเทศอังกฤษ แต่ขากลับเกิดป่วยตายกลางทะเล ด้วยความที่พ่อแกสัญญากับแม่ไว้ว่าจะพาลูกสาวกลับมาให้ถึงบ้าน เลยต้องไปซื้อถังเหล้าจากกัปตันเรือมาใส่ศพลูกสาว แล้วเอากลับมาฝังไว้ที่นี่ แทนที่จะทิ้งศพโยนลงทะเลตามที่เค้าทำกันในสมัยนั้น

I happened to spot this oddly beautiful bud growing in the ground there at the cemetery. I think it was a mushroom but I’m not 100% sure… I had never seen anything quite like it before! 😳

เดินเยี่ยมชมสุสานอยู่เพลินๆเกิดตาดีไปเห็นเจ้าช่อข้างบนนี่งอกอยู่บนดิน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นดอกอะไร แต่เข้าใจว่าเป็นดอกเห็ด หน้าตาแปลกประหลาดเข้ากับบรรยากาศดีแท้ 😳

Before we left, we walked past this large boat yard with a big sign out front. Apparently they were working on refurbishing a replica of this historic boat from Colonial time called The Periauger. This very boat was used to film the 2019 movie ‘Harriet‘ where Harriet Tubman, the famous American abolitionist and activist, led the Union army into battle that ended up freeing over 700 slaves in South Carolina.

ก่อนกลับเดินผ่านโรงซ่อมเรือที่เห็นในรูป ป้ายด้านหน้าติดบอกไว้ว่าเค้ากำลังซ่อมเรือซึ่งจำลองมาจากเรือชื่อดังจากสมัยก่อนสงครามแยกอาณานิคมที่มีชื่อว่า The Periauger เรือลำที่เห็นนี้เมื่อปีที่แล้วเพิ่งใช้ถ่ายทำหนังประวัติศาสตร์ชื่อว่า ‘Harriet‘ ในตอนที่ Harriet Tubman ผู้นำการต่อสู้เลิกทาสชื่อดังชาวอเมริกันนำกองทัพเรือฝ่ายเหนือเข้าปลดปล่อยทาสผิวสีจำนวนถึงกว่า 700 คนในรัฐเซาท์แคโรไลน่าให้เป็นไทได้สำเร็จ