Pandemic Pause: Sunrises, Moonrises, and Ferry Rides

Trip Date: August-September 2020

วันที่เดินทาง: สิงหาคม-กันยายน 2563

This is another series I am introducing as the new-normal alternative travel format we had adopted during this ongoing pandemic. Since we cannot travel freely and safely like we usually do during this time of the year, I forced myself to tap into my creative outlets 🧐 to try to come up with trip ideas that would allow us to leave the house and unwind for a few days while exploring interesting spots closer to home. To minimize our risk of contracting the potentially deadly virus, I have established a few rules…

  • Destination must be within no more than 4 hour drive from home.
  • Overnight stay must be in a non-hotel venue, where we do not have to share the ventilation system with other people.
  • Activities must be limited to outdoors only.
  • If eating out, it must be at a restaurant with outdoor seating.

วันนี้ขอมาแนะนำโปรแกรมนำเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จัดมานำเสนอกันที่นี่ โดยตั้งชื่อไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “โปรแกรมพักชีวิตพิชิตโควิด” ในเมื่อช่วงนี้ไม่สามารถไปเที่ยวกันได้ตามปรกติเหมือนที่เคยเป็นมา เราเลยต้องเจียดพลังสมองมาค้นคิด 🧐 หาทางผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตการทำงานประจำวันไปใช้เวลาหาความบันเทิงนอกบ้าน และไปสำรวจที่ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็น โดยที่ยังคงควบคุมอัตราการเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสร้ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หวังว่ากฎสี่ข้อต่อไปนี้จะพอเพียงต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบของเรา

  • จุดหมายที่ไปจะต้องขับรถไปถึงได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากบ้าน
  • งดพักค้างคืนที่โรงแรม ขอเป็นบ้านเช่าที่เราไม่ต้องไปแชร์ระบบระบายอากาศในร่มกับใครแทน
  • จำกัดกิจกรรมทุกชนิดให้อยู่กลางแจ้งเท่านั้น
  • หากไปกินข้าวข้างนอก จะต้องเป็นร้านที่มีที่นั่งกลางแจ้งเท่านั้น

For our first trip, I chose a much quieter counterpart of the otherwise well-known Outer Banks area of North Carolina, a.k.a. the Inner Banks. This is where the Neuse River meets the Pamlico River at Pamlico Sound, which is the largest lagoon along the US east coast, and is separated from the Atlantic Ocean by the infamous Outer Banks. 

ทริปแรกนี้เราเลือกไปกันที่เขต Inner Banks ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งอยู่ติดกับเขต Outer Banks สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของรัฐนี้ซึ่งเป็นหมู่เกาะริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ Inner Banks จะไม่พลุกพล่านเท่า Outer Banks ช่วงที่เราไปกันเป็นปลายสายของแม่น้ำ Neuse ที่มาบรรจบกับแม่น้ำ Pamlico ในบริเวณที่เรียกว่า Pamlico Sound ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางแถบตะวันออกของอเมริกา โดยมีหมู่เกาะของ Outer Banks กั้นอยู่ตรงกลางก่อนไปบรรจบกับทะเล

I found a really cool airbnb property in Arapahoe, which sits right at the bank of the Neuse River. It was such a perfect location, quiet and away from the crowds, yet equipped with its own private little beach and a small pier that gave us the illusion of being on a beachfront property without the usual exorbitant price tag! 😉 Despite being one of the eight identically looking houses on the same property front, we barely saw anybody during the entire time we were there. The house itself was clean and cozy, apparently with a lot more room that we needed, not that we are complaining! 🙄

เราเผอิญไปเจอบ้านน่ารักในเมือง Arapahoe หลังนี้บน airbnb ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Neuse พอดิบพอดี ดูทำเลแล้วน่าจะเงียบสงบห่างไกลจากผู้คน แถมมีโบนัสคือชายหาดส่วนตัว พร้อมทั้งท่าน้ำเล็กๆริมฝั่ง เหมือนกับได้ไปพักผ่อนชายทะเล แต่ราคาย่อมเยากว่าหลายเท่า 😉 ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้มีบ้านหน้าตาเหมือนกันเรียงรายอยู่ทั้งหมดแปดหลัง ของเราเป็นหลังสุดท้ายติดกับชายหาด ไปอยู่กันห้าคืนแทบจะไม่เจอเพื่อนบ้านเลยซักคน มีได้ยินเสียงแว่วๆอยู่บ้างแค่คืนแรกเท่านั้น ข้างในตัวบ้านกว้างขวางสะดวกสบาย ไม่หรูหราแต่สะอาดสะอ้านน่าอยู่ สรุปว่าเลือกได้ถูกใจไม่มีที่ติ 😊

We managed to get up early 😆 to enjoy the beautiful sunrise from our balcony a few times while we were there. It was painful for night owls like us, but I had to say it was totally worth it! 

อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นจากบนระเบียงได้ตั้งหลายวัน 😆 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกขี้เกียจอย่างเราๆ แต่ขอบอกว่าวิวที่เห็นนั้นสวยคุ้มค่าแก่ความพยายามจริงๆ

Apart from sunrises and one sunset we were able to catch on the way home one day, night time there provided an (almost 😝) equally pleasant view of the moon reflecting on the water by the pier. There were a few nights when it was windy enough that we didn’t have to worry about getting eaten alive by the mosquitoes 😓 so we could sit out sipping on glasses of wine, listening to the sound of the waves crashing onto the shore and pretending that there wasn’t a worldwide pandemic going on… 🥺

นอกจากพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆแล้ว เรายังได้เห็นพระอาทิตย์ตกอยู่หนึ่งวันตอนกำลังขับรถกลับบ้านพัก วิวกลางคืนที่แสงพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำริมฝั่งก็สวยไม่แพ้กัน ช่วงที่ไปอากาศยังร้อนอยู่ แต่มีบางคืนที่ลมพัดเย็นสบายไม่ต้องกลัวยุงกัด 😓 ออกไปนั่งจิบไวน์ ชมวิวนอกระเบียง ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งเพลินๆ เป็นความสุขเล็กน้อยที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ เห็นวิวสวยๆแล้วช่วยทำให้ลืมไปได้บ้างว่าตอนนี้โลกเรากำลังต้องผจญกับโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่อยู่ 🥺

Besides a few evening walks along the private beach, we were able to fit in a couple of unique hikes and a few excursions during the trip, each of which I will cover in its own separate post. With the location of the house being in Arapahoe, most of our ventures involved taking a ferry across the river to get to the other side. We could have driven around the sound but that would mean covering twice the distance in approximately the same amount of time which seemed like a total waste of gas. 😣

นอกจากจะได้ไปเดินทอดน่องบนชายหาดแล้ว เรายังหาโอกาสไปเดินป่า และชมเมืองกันด้วย แล้วจะมานำเสนอทีละแห่งแยกเป็นรายๆไป ด้วยความที่บ้านพักตั้งอยู่ที่เมือง Arapahoe เวลาจะไปไหนเลยต้องลำบากกันเล็กน้อย โดยต้องขึ้นเรือข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่ง จริงๆแล้วจะขับรถอ้อมทะเลสาบก็ได้เหมือนกัน แต่เพิ่มระยะทางเป็นสองเท่า แถมใช้เวลาไม่ได้ต่างกัน คิดดูแล้วไม่คุ้มค่าน้ำมัน 😣 เลยยอมข้ามเรือกันเอาซะเป็นส่วนใหญ่

The Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry was nothing like what we had imagined… 😆 First of all, it was completely free, which is almost unheard of during this age and time! Second of all, it was teeny tiny! We were picturing a large ferry like the ones we use to take to visit the Outer Hebrides in Scotland… But when we got there, the only thing we saw was this tiny little thing that didn’t look like it could hold anything other than just a few cars, despite the long lines of cars waiting to board. We could barely see it from our vantage point at the front of the very last line. We first thought the actual ferry hadn’t arrived… But before we knew it, the cars ahead of us started to move, onto the very tiny platform! 😱 They just kept cramming us on, until everybody, all the waiting cars and trucks, at least 30 or even more, are packed tightly on both sides! 

ท่าเรือ Minnesott Beach-Cherry Branch Ferry นั้นไม่เหมือนกับที่เราวาดภาพไว้เลยซักนิด 😆 ก่อนอื่นคือที่นี่เค้าไม่เก็บค่าข้ามฝั่ง ไปกลับฟรีตลอดทุกวันทุกเวลา ซึ่งบริการแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยังหลงเหลืออยู่ในยุคสมัยนี้ อีกอย่างคือ “แพข้ามฟาก” ของเค้ามีขนาดกะทัดรัดมาก วันแรกที่ไปจอดรออยู่คันหน้าสุดแถวสุดท้าย ใกล้จะถึงเวลาออกอยู่รอมร่อ เรายังสงสัยว่าแพเค้าทำไมยังไม่มาซักที ชะเง้อหาไปมาไม่ทันไรปรากฎว่ารถที่จอดรออยู่แถวแรกๆค่อยๆเริ่มเขยื้อนไปทีละคันๆ เราเลยเพิ่งถึงบางอ้อว่าไอ้เรือลำเล็กๆที่เห็นจอดริมท่าอยู่ตรงหน้าเรานี้มันคือคุณแพที่กำลังจะนำเราข้ามฟากไปนั่นเอง 😱 ตอนแรกยังกลัวกันว่าสงสัยจะไม่ได้ไปเที่ยวนี้ เพราะมีทั้งรถยนต์และรถบรรทุกจอดรอคิวก่อนหน้าเราอยู่ไม่น้อยกว่า 30 คันได้ อัดไปอัดมารถเราเบียดขึ้นไปได้เป็นคันเกือบสุดท้ายก่อนออกพอดี

In the picture you see above, we were at the very back of the line, at the edge of the ferry on one side, so you can see there wasn’t much in terms of room in front of us… 😅 Each trip took approximately 20 minutes. The whole process was very efficiently run by just a few crew men directing traffic on and off the ferry. We were very impressed and grateful! One tip we can share is to make sure you check the ferry schedule before departure, otherwise you can be stuck there waiting for the next one for up to more than an hour! We did learn the hard way. 😆

ในภาพที่เห็นข้างบน รถเราจอดอยู่เป็นคันหลังสุดปลายแพด้านขวามือ จะเห็นได้ว่าเค้าจัดกันเต็มแทบจะไม่เหลือที่ว่างระหว่างกันจริงๆ 😅 ทริปข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 20 นาที มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 4-5 คนช่วยกันจัดระเบียบเรียงรถขึ้นแพ คอยโบกแต่ละคันให้ทยอยกันขึ้นไปสลับทีละข้างจนเต็มทุกเลน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็เรียบร้อยพร้อมออกเดินทางได้ ไปถึงอีกฝั่งก็มีเจ้าหน้าที่อีกชุดคอยโบกให้รถลงจากแพทีละคัน ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ถ้ามีโอกาสไปขอเตือนว่ากรุณาเช็คตารางเวลาให้ดีก่อนออกเดินทาง มิฉะนั้นไปถึงอาจต้องรอเป็นชั่วโมง อันนี้ทราบจากประสบการณ์ของตัวเอง 😆

Since our choice destination wasn’t located near any big tourist attractions, our options in the food consumption department was pretty dire… 😓 Fortunately, we found The Friendly Market! This chic venue in Morehead City was responsible for more than 75% of our meals while we were there.  We visited twice to stock up and came back very happy with pretty much everything we got. The staff were super nice and ‘friendly’ as the moniker proudly attested! 😍 

ด้วยความที่เลือกไปที่ที่ห่างไกลไร้ผู้คน เลยเกิดปัญหาด้านการยังชีพเล็กน้อย 😓 เพราะใกล้ๆแถวนั้นหาไม่มีร้านอาหารเลยซักร้าน โชคดีที่ไปเจอร้าน The Friendly Market ในเมือง Morehead City ทริปนี้เราเลยได้ฝากท้องกับที่นี่เกือบตลอดรายการ เราจัดเตรียมคูลเลอร์ไปตุนอาหารกลับบ้านกันเพียบ อยู่ห้าวันไปอุดหนุนเค้าสองครั้ง กินกันได้จนถึงวันกลับพอดี 😆 ร้านนี้นอกจากจะ ‘friendly’ สมชื่อแล้ว อาหารเค้ายังอร่อยทุกอย่าง ซื้อมาลองกันหลายเมนู ไม่มีผิดหวังซักอย่าง 😍

The few superstar dishes worth mentioning include their tomato pie (which we got both times!), blue cheese collard dip, and shrimp & grits. Make sure to try at least some of these if you get a chance to visit in person! 😉

ของอร่อยขึ้นชื่อที่ลูกค้าหลายรายแนะนำมา และเราลองแล้วว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆก็มี พายมะเขือเทศ ผักโขมอบบลูชีส และอาหารดังของทางใต้ที่เค้าเรียกว่า shrimp & grits เป็นกุ้งผัดราดหน้าไปบน กริทส์​ ซึ่งคล้ายๆกับโจ๊กบ้านเรา แต่ทำมาจากข้าวโพดบดละเอียดตุ๋นกับเนยจนเข้มข้นเนื้อเนียนๆคล้ายๆกับมันบด ถ้ามีโอกาสผ่านมาทางนี้อย่าลืมไปลองแวะชิมกันดูนะคะ 😉

This section is a little embarrassing to share but I’ll go ahead with it any way. 😆 So, I’ve seen plenty of photos of pretty blogger ladies posing in beautiful dresses by the beach on their vacations (pre COVID-19) and I’ve always wanted to recreate something like that… I’ve packed my prettiest beachy dress for this very purpose! 😊 I don’t know how they all got their dresses and their hair to blow so perfectly in the wind like that! 😅 After several dozen different takes, I have come to a conclusion we either need a better model, or a better photographer in order to make this happen properly! 🤣

ตอนสุดท้ายนี้ขอโอกาสนำเสนออย่างหน้าไม่อายเล็กน้อย 😆 คือประมาณว่าไปเห็นสาวๆบล๊อกเกอร์หลายคนเค้าใส่ชุดสวยไปถ่ายรูปกันตามชายหาด (ก่อนจะมามีโควิด) เราเลยใฝ่ฝันว่าวันนึงจะขอเลียนแบบบ้าง ทริปนี้เลยอุตส่าห์หนีบชุดสวยของเราติดมาด้วย 😊 แล้วบังคับให้คุณสามีทำหน้าที่ช่างภาพจำเป็น หลังจากที่ใช้ความพยายามกันอยู่นาน ถ่ายไปหลายสิบรูป ก็ได้มาเท่าที่เห็นนี่แหละค่ะ 🤣 สรุปว่ายังไงก็ไม่สามารถเก็บภาพงามๆอย่างคนอื่นเค้าได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดของช่างภาพหรือของนางแบบกันแน่

And here are a few outtake shots, just for your entertaining purpose, and to prove my points… 😝

อันนี้ขอมาแถมให้ดูว่าภาพที่ได้มาส่วนใหญ่จะเป็นประมาณนี้ คือมือไม้ไม่เข้าที่ หัวกระเซิงด้วยแรงลม ทุลักทุเลปีนก้อนหิน หรือไม่ก็ชุดพองเป็นนางตีโป่ง 😝

Pandemic Pit Stop: Mickey Barn, Mini Church, Mill Town, and Moving Sculpture

We are back again with another Pandemic Pit Stop installment. 😊 I wasn’t really planning on having another one this soon… But then I accidentally came across an article about this rather famous sculpture currently on display not too far from us. When I learned that it would be leaving town at the end of August, I decided that we should go check it out while we still could! 🤔

วันนี้กลับมานำเสนอโปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิดภาคสองอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายเล็กน้อย 😊 คือจริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะไปติดๆกันขนาดนี้ แต่บังเอิญไปอ่านเจอว่ามีรูปปั้นชื่อดังมาวางตั้งโชว์อยู่ไม่ไกลจากบ้านเรา แล้วเค้ากำลังจะย้ายไปที่อื่นตอนสิ้นเดือนสิงหาคม เลยต้องรีบไปชมเป็นขวัญตาก่อนจะอดได้เห็นกัน 🤔


This tour took us about an hour west to Burlington, and other small towns surrounding it. First stop is a 50-year-old barn located in a quiet little windy road in a little town called Whitsett, brightly painted with a larger-than-life Mickey Mouse. It was in such great condition we could tell that it had been maintained with tender loving care 😍 throughout the years. According to the page I found it from, the barn was built in 1971 by a gentleman by the name of Tom Kleeburg. I couldn’t find any other information about it online, unfortunately. 😔

ทัวร์กระยาจกรอบนี้พาเราขับรถมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่เมือง Burlington และอีกหลายเมืองเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากกัน จุดหมายแรกเป็นโรงนาอายุเกือบ 50 ปีที่ตั้งอยู่ที่เมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Whitsett ถึงจะเก่าแก่แต่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มองเห็นเด่นสะดุดตามาแต่ไกล 😆 ตามข้อมูลที่หาเจอมาทราบแต่ว่าโรงนามิคกี้เม้าส์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1971 โดยคุณ Tom Kleeburg แต่ไม่สามารถหารายละเอียดอื่นใดมากไปกว่านี้ 😔


Next stop was the tiniest church I have ever seen in my life! This miniature Friedens Lutheran Church in Gibsonville was constructed with the logs from the original church, which was built in 1745, after it burned down in 1939. There was an old well right next to it, and a set of benches surrounding some cross-shaped stone plaques with beautiful religious quotes.

ถัดไปเป็นโบสถ์ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา โบสถ์ Friedens Lutheran Church ที่เมือง Gibsonville แห่งนี้จำลองมาจากหลังดั้งเดิมซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1745 แต่ถูกไฟไหม้ไปในปีค.ศ. 1939 เค้าสามารถเก็บท่อนไม้จากซากที่หลงเหลืออยู่มาสร้างเป็นโบสถ์จิ๋วนี้ขึ้นมา ข้างๆมีบ่อน้ำเล็กๆ และตรงหน้าโบสถ์มีม้าหินให้นั่งชมล้อมรอบแผ่นสลักหินที่เต็มไปด้วยคำคมทางศาสนาคริสต์

I happened to notice that there was no lock on the door…so I nudged Joel to go and try see if it would open. 🤔 Two unhinging maneuvers later and voila, the doors did indeed open to reveal a fully functional church, with a carpeted aisle flanked by two rows of tiny little pews, leading to the front podium with a small wooden cross, two candle holders (one with a candle still in it), and an opened book of bible. Needless to say, our minds were completely blown! 😳

เราเผอิญตาดีไปเห็นว่าประตูโบสถ์ไม่ได้ล๊อคกุญแจ 🤔 เลยสะกิดคุณสามีให้ไปลองเปิดดู ปรากฎว่าถอดกลอนมาปุ๊บประตูก็เปิดออกได้จริงๆ 😳 ข้างในมีม้านั่งเล็กๆสองแถว หันหน้าเข้าสู่แท่นหลักตรงกลางที่มีไม้กางเขนเล็กๆตั้งอยู่ ถัดไปสองข้างเป็นเชิงเทียนซึ่งยังมีเทียนหลงเหลืออยู่ให้เห็น และที่ขาดไม่ได้ก็คือพระคัมภีร์ไบเบิลเปิดกางอยู่ โอ้มายก๊อด เค้าจำลองมาครบเครื่องทุกอย่างจริงๆ

We went across the street to check out the modern version of the church that was built to replace the original one after the fire, before going along on our way to the next stop. 

ก่อนไปแวะข้ามถนนไปดูโบสถ์ใหม่ที่เค้าสร้างขึ้นมาแทนหลังที่ไฟไหม้ไป จากนั้นจึงเดินทางกันต่อไปยังจุดหมายถัดไป


Glencoe Mill Village is located in the town of Burlington, North Carolina. It gave us a glimpse into the time when textile production was booming here in the late 1880s. The Glencoe Mill textile factory stood right next to the bank of Haw River and was operational until the 1950s. A little village sits nearby to provide housing for all the workers. The beautifully preserved homes, 38 of them restored by the National Register of Historic Places, sit on a neat little street, in a row of pastel-colored lineups. We spotted a few folks lounging on their front porches, just like in the old days.

หมู่บ้าน Glencoe Mill ที่เมือง Burlington แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อสมัยปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ประมาณร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่กิจการทอผ้ากำลังเฟื่องฟูที่รัฐนี้ โรงงานทอผ้า Glencoe Mill เป็นโรงงานผลิตผ้าสักหลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคนั้น และเปิดกิจการมาจนถึงช่วงปีค.ศ. 1950 ก่อนที่จะปิดตัวลงในที่สุด ตัวโรงงานสร้างอยู่ริมแม่น้ำ Haw River และทางเจ้าของได้สร้างหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ไว้อยู่ติดกัน สำหรับเป็นที่พักอาศัยของเหล่าบรรดาพนักงาน ทางการได้บูรณะบ้านเรือนสีสวยเหล่านี้จำนวนทั้งหมด 38 หลังและขึ้นทะเบียนให้เขตนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชม โดยมีป้ายบอกรายละเอียดตามทางอธิบายประวัติของบ้านแต่ละหลังที่แตกต่างกันออกไป

This little lady appeared to be the town ambassador of some sort. 😻 She promptly came to greet us as soon as we stepped out of the car, and proceeded to give us a private tour of the village for a bit. That is, until some creature came scurrying by and captured her attention, so she had to excuse herself to go tend to the more urgent business at paws! 🤣 We spotted her again on our way back, chilling on a porch of one of the houses with whom we think was her mama (since they looked like carbon-copies of each other, except for the sizes!). As soon as she saw us, she came running right back over, followed closely by her mama. Turned out, the uber-friendliness does run in the family!

น้องแมวน้อยตัวนี้เข้าใจว่าดำรงตำแหน่งเป็นประชาสัมพันธ์ประจำเมือง 😻 เราจอดรถปุ๊บแกก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที แถมพาเดินชมหมู่บ้านอยู่พักใหญ่ก่อนจะเหลือบไปเห็นตัวอะไรในพงหญ้าแกถึงได้ขอตัวไปจัดการธุระด่วนของแก 🤣 เดินกลับมาเห็นแกกำลังนั่งเอกเขนกอยู่หน้าบ้านกับแมวอีกตัวที่เดาเอาว่าเป็นคุณแม่ เพราะหน้าตาโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกันเป๊ะ พอแกเห็นเราเท่านั้นก็รีบวิ่งตรงมาทักทายกันอีกรอบ ตัวแม่เองก็วิ่งตามมาติดๆ ประมาณว่าอัธยาศัยดีกันทั้งตระกูล

We walked over to check out the remnant of the textile factory complex, just across the street from the village. The beautiful brick structures featured several buildings, all shut down but look to be in great shape. According to their web site, some of these are available for lease as art studios at pretty reasonable prices. There was a sculpture with a label calling it “Weaver’s Tools” which is meant to commemorate Glencoe Mill’s history. At the far end, we also found 2 rusted pieces of large propellers that likely were used to power the mill.

เราเดินแวะไปดูตึกโรงงานทอผ้าที่อยู่เยื้องๆกันกับตัวหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ตัวตึกทำด้วยอิฐและปิดตายไว้หมดแต่ยังเดินดูรอบๆได้ web site ของที่นี่บอกว่าตึกบางหลังเปิดให้เช่าเป็นสตูดิโอสำหรับศิลปินในราคาค่อนข้างย่อมเยา ที่หน้าตึกมีรูปปั้นกระสวยทอผ้าขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีใบพัดอันโตจากกังหันที่เคยนำพลังงานน้ำจากเขื่อนมาสู่โรงงาน

A few steps away, at Great Bend County Park, we took a short walk along the Haw River Trail to check out the old dam that used to run the mill. A few people were chilling on the grass, and some fishing in the river.

หลังจากนั้นเราไปเดินตามทางเลียบแม่น้ำ Haw River ที่ Great Bend County Park ซึ่งตั้งอยู่ถัดไปไม่ไกลเพื่อไปชมตัวเขื่อนที่เค้าสร้างไว้เพื่อให้พลังงานแก่โรงงานทอผ้า

We finally made our way to our final stop of the day at Alamance Arts in Graham, where Seward Johnson’s infamous Embracing Peace sculpture sits at its front lawn. The sculpture was inspired by a photo of a US Navy sailor kissing a nurse at Times Square in New York City on August 14, 1945, when the end of World War II was announced. It has traveled all over the world before finally ending up here in NC last year. The installment was originally scheduled to be there from October 2019 until April 2020. When I checked the ‘Current Exhibits‘ page at Alamance Arts before we went, it listed the end date as August 2020. However, when I checked again just now, it appears they have extended it until Spring 2021. I guess that’s one of the rare perks, courtesy of the pandemic! 🙄

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายซึ่งเป็นต้นกำเนิดของทริปนี้ รูปปั้นอันโด่งดังที่ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Alamance Arts ในเมือง Graham นี้มีชื่อว่า Embracing Peace สร้างขึ้นโดยคุณ Seward Johnson โดยได้รับแรงบันดาลใจมากจากภาพถ่ายอันลือชื่อจากวันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง 14 สิงหาคมปีค.ศ. 1945 ซึ่งจับภาพนายทหารเรือหนุ่มน้อยกำลังจุมพิตสาวในเครื่องแบบนางพยาบาลที่ไทม์แสควร์ในนิวยอร์ค รูปปั้นอันนี้เดินทางมาแล้วทั่วโลกเพื่อให้ผู้คนได้ชมกัน จนได้ส่งมาถึงที่เมืองนี้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เดิมมีกำหนดจะย้ายไป ณ จุดหมายแห่งใหม่เมื่อเดือนเมษายนต้นปีนี้ แต่เกิดมาเจอโควิดเลยได้อยู่ต่อมาอีกหลายเดือน ก่อนเราไปตอนที่เช็คดูหน้า ‘นิทรรศการที่จัดแสดงอยู่ขณะนี้‘ ของทางพิพิธภัณฑ์ เห็นในรายละเอียดบอกไว้ว่ารูปปั้นนี้จะมีให้ชมได้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคมปีนี้ แต่พอกลับไปเช็คดูอีกทีหลังสิ้นเดือนปรากฎว่าเค้าอัพเดตมาเป็นฤดูใบไม้ผลิปี 2021 แทน ไม่น่าเชื่อว่าผลกระทบทางอ้อมจากพิษโควิดจะเป็นไปในทางที่ดีได้เหมือนกัน 🙄

Besides the towering sculpture, Alamance Arts has a collection of cool art pieces scattered all over the path way that leads to the Children’s Museum, which is right in the back of it. I guess most of these colorful pieces probably belong to the museum. My favorite was this Alice in Wonderland bench cleverly designed in the shape of an opened book!

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากจะมีรูปปั้นให้ดูฟรีแล้ว ตามทางเดินด้านข้างยังเต็มไปด้วยงานแสดงศิลปะสีสวยหลายชิ้น แต่ดูอีกทีส่วนใหญ่น่าจะเป็นของพิพิธภัณฑ์เด็กที่ตั้งอยู่ด้านหลังมากกว่า งานชิ้นโปรดของเราคือม้านั่งรูปหนังสือจากนิทานเรื่อง Alice in Wonderland

We stopped by the cute little town square, where we spotted an ongoing protest with folks holding a confederate flag pitching their stance against a group of Black Lives Matter supporters. Quite an interesting sight to behold!

ก่อนกลับบ้านเราไปแวะเดินเล่นที่ใจกลางเมือง Graham ปรากฎว่าไปเจอกลุ่มผู้ประท้วงถือธงสมาพันธรัฐอเมริกา (ซึ่งมีที่มาจากสงครามกลางเมืองของที่นี่ และถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายที่ให้การสนับสนุนสถาบันทาสและเหยียดผิวคนดำ) กำลังยืนประจันหน้ากับอีกกลุ่มที่ถือป้ายเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้คนผิวดำ

We ended the day picking up food from this Barbecue joint called Smokehouse at Steve’s. We didn’t have high hopes despite the rave reviews, but it actually turned out to be one of the best BBQ we’ve ever had! They had a market section in the same building and we were glad we grabbed a few extra goodies from there before we left. We were so hungry when we got home that I completely forgot to take a shot of those yummies before they disappeared! 😊

ท้ายที่สุดเราแวะไปเติมพลังกันที่ร้าน Smokehouse at Steve’s ระหว่างที่รอสั่งอาหารกลับบ้านเดินข้ามไปแอบดูอีกส่วนที่เป็นซุปเปอร์มาร์เกตเลยได้ของว่างติดไม้ติดมือมาอีกหลายอย่าง 😊 กลับถึงบ้านด้วยความหิวจัดเลยลืมถ่ายรูปบาร์บีคิวมาให้ดูกัน แต่ขอบอกว่าอาหารของเค้าอร่อยทุกอย่างสมคำร่ำลือจริงๆ

Night Hike: Frog Walk on Cary Greenway

We have been getting into the habit of going out for a walk at odd times, to try to reduce the chance of running into other people. Lately, with the temperature well into the 90s, it stays hot and humid even into the evening, so we haven’t been out as much as we’d like to. The other day, there was a big storm that brought so much rain it was soaking wet everywhere. I happened to go out on the balcony right after the rain stopped and felt the rare chill which totally took me by surprise! I hurried in and asked Joel if he wanted to go out for a walk. We checked the radar to confirm no more rain was coming our way before heading out into the dark for a night walk.

ตั้งแต่สถานการณ์โควิดที่นี่เริ่มแย่ลง เราสองคนก็พยายามออกไปเดินออกกำลังกายกันเวลาที่คนอื่นเค้าไม่ค่อยจะเดินกัน ช่วงนี้กลางวันร้อนจนตับจะแตก ถึงช่วงเย็นก็ยังร้อนมาก แถมอากาศยังชื้นอีกด้วย เลยไม่ค่อยได้ออกไปเดินกันบ่อยเหมือนเมื่อตอนที่เริ่มอยู่ติดบ้านใหม่ๆ วันก่อนพายุเข้า ฝนตกหนักจนไม่ลืมหูลืมตา พอฝนหยุดเผอิญเดินออกไปตัดสมุนไพรในสวนครัวบนระเบียงเอามาทำกับข้าว เจออากาศเย็นวูบอย่างไม่น่าเชื่อ เลยรีบกลับเข้ามาเช็คดูเรดาร์จนแน่ใจแล้วว่าปลอดฝนชัวร์ๆถึงได้ชวนคุณสามีออกไปเดินกัน

As soon as we stepped foot on the trail nearby that is part of a larger system called the Cary Greenway, I started noticing all these…frogs 🐸 everywhere. With it being pitch black in some spots, we had to be really careful not to squish them! 😳 We had seen some before on prior walks, but never this many. There was one every 5-10 feet or so. I think they came out in droves because of the rain. So, I decided to turn our good old walk into a frog walk! 🤣 And hence this unplanned frog collection being presented to you here. 😊 These pictures you’re seeing above are just those that turned out decent enough to be included here, but trust me, there were many many more! 😆 Also, just for the record, I do realize that not all of them are frogs… I think some were toads…but I’m not a frog/toad expert so I couldn’t really tell which was which, but for the sake of the post, I’ll just call them all frogs. 🙄

พอเดินไปถึงทางที่เป็นส่วนของเส้นทางเดินออกกำลังกายของเมืองนี้ที่เค้าเรียกว่า Cary Greenway ซึ่งตัดวนรอบทะเลสาบใกล้บ้าน เราก็เริ่มสังเกตเห็นว่ามี กบ 🐸 เต็มไปหมด บางช่วงที่ไม่มีไฟถนนต้องคอยระวัง มิฉะนั้นอาจจะมีกบกลายเป็นศพได้ 😳 ก่อนหน้านี้มาเดินก็เคยเห็นกบอยู่บ้างประปราย แต่ไม่เคยเห็นออกมาปาร์ตี้กันเยอะมากขนาดนี้มาก่อน เดินไปไม่กี่ก้าวเดี๋ยวก็เจออีก สงสัยว่าน่าจะออกมารับละอองฝนหรืออย่างไรไม่ทราบ สรุปแล้วรอบนี้เลยได้มาเดินเป็นทัวร์ชมกบกันแทน 🤣 แถมคุณกบทั้งหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับตากล้องมือสมัครเล่นอย่างเรามาก 😊 ภาพที่ได้มาให้ชมกันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นที่เก็บมาได้ แต่จริงๆมีอีกตรึม 😆 สุดท้ายนี้ขอออกตัวว่าเราพอจะทราบอยู่บ้างว่าบางตัวอาจไม่ใช่กบ แต่เป็นอึ่งอ่างหรือคางคก แต่ในเมื่อข้าพเจ้ามิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการกบ เลยไม่สามารถจะแยกแยะได้ว่าตัวไหนคือพันธุ์ใด เลยขออนุญาติสรุปรวมเรียกกันไปว่าเป็นกบทั้งหมดละกัน 🙄

Pandemic Pit Stop: Stone Village, Cider, and Sushi

After getting cooped up at home for months with no end in sight, I was starting to get a little stir crazy. 🤪 We usually have a weeklong trip in May for our anniversary, but obviously that didn’t happen this year… 😔 And it’s been too hot to go on our weekly hikes these past couple of months… 🥵I finally put my foot down and decided to do something about it, for my own mental stability’s sake! So here we are with the first in a hopefully-many-more-to-come weekend outing series that I’ve aptly named ‘Pandemic Pit Stops’. My only 2 criteria includes that the destination be outdoors and that it locates within a 2 hour drive from home, to hopefully eliminate the need for bathroom stops. 😝

หลังจากที่มีชีวิตติดบ้านมาหลายเดือน และจนบัดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาวะปรกติได้เมื่อไหร่ สภาพจิตของคนชอบเที่ยวอย่างเราก็เริ่มจะเหี่ยวเฉาลงทุกวัน ปรกติทุกปีเดือนพฤษภาจะต้องพากันไปฉลองวันครบรอบแต่งงานที่ไหนซักแห่ง แต่ปีนี้ก็อดไป 😔 แถมช่วงนี้อากาศร้อนจัดจนไม่สามารถไปเดินป่าได้ 🥵 ในที่สุดเราเลยต้องหามาตรการมาปรับปรุงคุณภาพชีวิตกันซักหน่อย ก่อนที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่งมากไปกว่านี้ 🤪 จึงได้มาบังเกิดเป็น “โปรแกรมออกนอกบ้านต้านโควิด” โดยมีกฎตายตัวอยู่สองข้อคือ หนึ่งต้องเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง และสองต้องอยู่ห่างจากบ้านไม่เกินสองชั่วโมง เพื่อลดโอกาสการต้องแวะใช้ห้องน้ำสาธารณะ


This weekend, we drove out to Prospect Hill, a little town about half an hour south of the NC-Virginia border. In the front yard of this little house on Highway NC 86 sits the elaborate labor of love known as the Shangri-La Stone Village. 

สุดสัปดาห์นี้เราขับรถไปที่เมือง Prospect Hill ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐนอร์ทแคโรไลน่าและรัฐเวอร์จิเนียบนถนนไฮเวย์สาย NC 86 ที่สนามหน้าบ้านหลังนี้มีของดีมาไว้ให้แวะดูกันที่เค้าตั้งชื่ออย่างหรูไว้ว่า หมู่บ้านหินแชงกรีล่า

Built during the years 1968-1977 by a retired tobacco farmer named Henry L. Warren, this roadside wonder consists of 27 different structures, including a church, a library, a school, a theatre, a hotel, a bank, a gas station, a water tower, and even a gym. The last of the bunch was a hospital that his family finished up for him after he passed away with cancer. 

หมู่บ้านเล็กๆริมถนนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยฝีมือของคุณ Henry L. Warren ชาวนาไร่ยาสูบที่มาริเริ่มงานอดิเรกชิ้นนี้หลังจากที่เกษียณอายุจากการทำงานเมื่อปีค.ศ. 1968 คุณ Henry ลงมือลงแรงค่อยๆสร้างเมืองเล็กๆของแกทีละหลังๆ มีทั้งโบสถ์ ห้องสมุด โรงเรียน โรงหนัง ธนาคาร แท้งค์เก็บน้ำ โรงยิม แกใช้เวลาทั้งหมด 9 ปี สร้างอาคารต่างๆทั้งหมดรวมแล้ว 27 หลัง จนกระทั่งมาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีค.ศ. 1977 หลังจากนั้นบรรดาลูกหลานจึงได้ช่วยกันสร้างผลงานชิ้นสุดท้ายที่แกทิ้งไว้คือโรงพยาบาลให้จนเสร็จสมบูรณ์

My most favorite part of it all were these strange whimsical pieces that can be found hiding all over the place. A stone cat, a french bulldog statue, a headless rooster, a paper windmill, a tiny action figure, a lego piece, colorful toy cars, just to name a few. Some seem original, others I believe were added by visitors over the years. At first glance, they don’t look like they should be there… But when you look at them again, you realize that they are perfectly where they belong, all bits and pieces stand together with the sole purpose to bring smiles and joy to the rogue passers-by like us!

ถ้ามองดีๆจะเห็นว่ามีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางตั้งไว้ทั่วหมู่บ้าน มีตั้งแต่รูปปั้นแมวน้อย หมาสีดำผูกผ้าพันคอแดง ไก่ไร้หัว ไปจนถึงกังหันลมพลาสติก ตุ๊กตาซุปเปอร์ฮีโร่ ชิ้นส่วนเลโก้ และรถยนต์ของเล่น บางชิ้นก็ดูเข้ากันกับตึกรามบ้านช่องดีอยู่ แต่อีกหลายชิ้นน่าจะมีผู้หวังดีคอยบริจาคทิ้งไว้โดยมิได้นัดหมาย ตอนแรกดูแล้วไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศซักเท่าไหร่ แต่ดูอีกทีมันก็น่ารักไปอีกแบบ ถึงจะไม่ลงล๊อค แต่เห็นแล้วก็อดสร้างรอยยิ้มให้คนที่ผ่านไปมาอย่างเราๆไม่ได้

We signed the guest book thanking the property owner for keeping this wonderful place of happiness available for visitors and went along our way.  

ก่อนไปเราแวะลงชื่อในสมุดเยี่ยมเพื่อขอบคุณสมาชิกครอบครัวบ้านนี้ที่อุตส่าห์ยินดีเปิดสนามหน้าบ้านให้คนแปลกหน้ามาเที่ยวชมกันอยู่ได้ตั้งหลายสิบปี

Our next stop is just a few miles south, on the same road, at Botanist & Barrel Cidery and Winery. We sampled a delicious flight of ciders and a glass of rosé wine. They have outdoor seating in the back with plenty of picnic tables, dotted with cool decorating items made from old barrels and ancient-looking pieces of equipments. This nice gentleman introduced himself to us as the brewmaster and thanked us for visiting. He even pointed me to the pig roaster that was sitting by the trunk of a tree when he saw me checking out the yard decor. Their ciders and wine were tasty. The fruity note was pleasant, and none of them too overly sweet. We picked our two favorites to bring back home with us for later enjoyment. 😊

ถัดไปไม่กี่ไมล์บนถนนเดียวกัน เราไปแวะที่โรงผลิตไวน์และเหล้าผลไม้ชื่อ Botanist & Barrel ไปลองชิมเหล้าผลไม้หลายรส รวมทั้งเหล้าไวน์รสผลไม้สีแดงสวย ที่นี่เค้ามีโต๊ะปิคนิคไว้ให้นั่งจิบไวน์กันชิลๆอยู่ด้านหลังร้าน ของตกแต่งประดับประดาของเค้ามีที่เก๋ๆอยู่หลายชิ้นที่ทำจากถังหมักเหล้าและเครื่องมือที่ดูเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ ลุงเห็นเราไปนั่งยองๆถ่ายรูป เลยเดินมาแนะนำตัวเองว่าเป็นช่างหมักเหล้าอยู่ที่นี่ แล้วอุตส่าห์ไปชี้ให้ดูถังย่างหมูที่เข็นไปเก็บไว้ข้างๆโคนต้นไม้ตรงเกือบสุดลาน เหล้าผลไม้ที่นี่รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นผลไม้ แถมยังไม่หวานมากเหมือนเจ้าอื่นๆ เราเลยขออุดหนุนเอากลับมาจิบต่อที่บ้านกันอีกสองขวด

On the way back, I spotted this lovely mural on an old gas station just down the road!

ระหว่างทางกลับเหลือบไปเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันนี้เลยต้องแวะลงไปถ่ายรูปมาให้ดูกัน

We ended our day in downtown Durham with some cold beer at Pour

ก่อนกลับบ้านไปแวะกันที่ดาวน์ทาวน์เมือง Durham เพื่อให้คุณสามีได้จิบเบียร์เย็นๆที่ร้าน Pour

And a passion fruit sorbet ice cream from The Parlour.  

ส่วนตัวเราไปแวะซื้อไอศครีมเสาวรสเชอร์เบทจากร้าน The Parlour มานั่งกินเป็นเพื่อน

Last but not least, nigiri omakase sets togo from M Sushi – one of our favorite sushi spot in town that just opened back up this month, after they had to shut down since mid March due to the pandemic! The nigiris hit the perfect spot, even though they were not at the same caliber as those served fresh at the counter when we used to dine in, understandably since they had to sit in the car for half an hour on our way home. Nevertheless we were thankful. And we will definitely be going back to help support the business. Until we can safely go in for freshly made sushi again, this will have to do for now… 😛

ก่อนจบรายการขอแวะที่สุดท้ายคือร้านซูชิโปรด M Sushi เพื่อไปสั่ง nigiri omakase กลับไปกินที่บ้าน ร้านนี้ปิดเพราะพิษโควิดมาตั้งแต่กลางเดือนมีนา เพิ่งจะมาเปิดอีกทีเมื่อต้นเดือนนี้เอง นิกิริถึงจะไม่อร่อยเท่าตอนที่ไปกินสดๆที่ร้าน เพราะแช่อยู่ในรถตั้งครึ่งค่อนชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้าน แต่ก็ช่วยบรรเทาความอยากลงได้เล็กน้อย ดีใจที่ร้านกลับมาเปิดซักที หลังจากที่อดทนรอกันมานาน สงสัยต้องหมั่นกลับมาอุดหนุนเค้าบ่อยๆ จะได้มีกินกันไปจนกว่าจะได้กลับไปกินของจริงที่ญี่ปุ่นอีกที 😛

Sunday Hike: Back in Business at Butner

It felt so good to finally be out hiking again this weekend! Our Spring Hiking Series is back on the calendar after a long hiatus due to COVID-19. The state of North Carolina started relaxing its stay-at-home mandate earlier this month, and our group decided it was time to resume our beloved activity. Precautions are still in place, nonetheless. We all showed up with our masks 😷 on while greeting each other at the beginning of the hike. The masks came off once we started the hike, each family unit separated by decent distance as recommended by the CDC.

ในที่สุดเราก็ได้ฤกษ์กลับมาเดินป่ากันอีกครั้งวันอาทิตย์นี้ หลังจากที่รัฐนอร์ทแคโรไลน่าประกาศเริ่มผ่อนคลายมาตรการล๊อคดาวน์เมื่อสองอาทิตย์ก่อน กลุ่มคนรักการเดินป่าของเราได้เห็นพ้องต้องกันว่าถึงเวลาที่เราจะกลับมาเดินป่ากันได้ใหม่ หลังจากที่ห่างหายไปเสียนาน พวกเรายังคงรวมตัวกันด้วยความระมัดระวัง ทุกคนใส่หน้ากากอนามัยมากันพร้อมสรรพ 😷 ตอนรวมตัวกันก่อนออกเดินทาง หลังจากที่ทยอยออกตัวเริ่มเดินทีละครอบครัว และเว้นระยะห่างระหว่างกันตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค เราถึงได้ถอดหน้ากากมารับอากาศบริสุทธิ์กัน

We met up at Butner Game Lands in north Durham, a destination carefully chosen by our group leader, Joe Miller, to minimize the chance of us running into a crowd. It was the perfect location! The temperature was on the high side in the 80s, but it was cloudy most of the time so it did not feel that hot even though the trail was mostly unshaded. As promised, we did not run in to anybody the entire hike!

อาทิตย์นี้เรานัดเจอกันที่ Butner Game Lands ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง Durham คุณ Joe Miller ผู้นำกลุ่มของเราแกอุตส่าห์ไปสรรหาทำเลนี้มาเพื่อการหลบเลี่ยงผู้คนโดยเฉพาะ แล้วก็เป็นไปตามที่แกสัญญาไว้จริงๆ เดินตลอดทางไม่เจอคนอื่นซักคน อากาศค่อนข้างร้อนเล็กน้อยอยู่ที่ประมาณยี่สิบกว่าองศาปลายๆ เกือบๆสามสิบ แต่ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมเลยไม่ร้อนจัด ทั้งๆที่ตลอดทางไม่มีร่มไม้ไว้ให้บังแดดเลย

This was our first time here. It was an interesting location, with an equally intriguing history behind it, all of which we learned, again, courtesy of Joe. While building Falls Lake in the 1960s, the U.S. Army Corps of Engineers replaced the rich wildlife habitat wetlands they took away with this new home for the animals. This large gamelands include a series of waterfowl impoundments, as well as meadows and forest habitat areas for various types of games.

เราเพิ่งเคยมาที่นี่กันเป็นครั้งแรก เส้นทางการเดินป่าที่นี่แปลกไปกว่าที่เราเคยชิน คุณโจหัวหน้ากลุ่มเล่าให้ฟังว่าเมื่อประมาณปีคศ. 1960 เมื่อหน่วยวิศวการกองทัพบกเข้ามาปฏิบัติการขุดทะเลสาบ Falls Lake พวกเขาได้ทำลายแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าแถวนี้ ดังนั้นจึงได้ทำการสร้างที่อยู่อาศัยแหล่งใหม่ให้กับพวกมัน จึงเกิดเป็นพื้นที่บริเวณนี้ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยคูคลองที่ขุดขึ้นสำหรับสัตว์น้ำเช่นเป็ดและนกชนิดต่างๆ รวมทั้งทุ่งหญ้าและพื้นที่ป่าสำหรับสัตว์ใหญ่เช่นกวาง กระต่าย และไก่งวงป่า

The path we took was a wide double-track gravel road that went through a lush meadow, passing by a swampy area, then ran alongside a river. All were nice and flat, mostly exposed to the bright afternoon sun, but we all came prepared with wide-brimmed hats for this very purpose! 😆

ทางเดินที่นี้เป็นพื้นดินลูกรังขนาดกว้างให้ได้เดินกันสบายๆ ตัดผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี หนองน้ำ และเลียบไปกับแม่น้ำสายเล็กๆ ทางส่วนใหญ่ค่อนข้างราบเรียบ ไม่มีร่มไม้ให้หลบแดด แต่พวกเราเตรียมตัวกันมาพร้อมสรรพ ต่างคนต่างใส่หมวกปีกกว้างมาเพื่อสู้แดดโดยเฉพาะ 😆

Part of the trail was flooded over from recent rains, but nothing our waterproof hiking boots couldn’t handle!

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทางโดนน้ำท่วมกลบเล็กน้อย โชคดีที่ใส่รองเท้าบู๊ตเดินป่ากันน้ำมา เลยลุยได้สบาย

Wildflowers were abundant along the trail. 😍

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งตลอดทาง 😍

We ended up having to cut our intended 5-mile hike a little short due to the looming rain clouds! 😓 This was not in the original forecast when we checked. It just popped up on us, out of nowhere! An article I happened upon recently explained that meteorologists usually rely on a lot of satellite data via the numerous commercial flights that crowded our air space any given time of the day. Now that many of those flights were canceled due to the pandemic, they are operating with a lot more limited information, which could help explain the lower level of forecast accuracy these days! 🙄

เดิมทีตั้งใจมาเดินกัน 5 ไมล์ แต่เอาเข้าจริงไปเจอเมฆฝนหน้าตาอึมครึมก้อนนี้เข้า เลยต้องรีบกลับกันก่อนกำหนด 😓 ก่อนมาเช็คพยากรณ์อากาศแล้ว เค้าก็ว่าจะไม่มีฝน แต่พอมาถึงกลับเจอฝนมาเยือนอย่างไม่มีวี่แวว เราไปอ่านเจอที่เค้าอธิบายว่า ปรกติกรมอุตุนิยมวิทยาได้ข้อมูลดาวเทียมจำนวนมากมาจากเที่ยวบินพาณิชย์ที่กระจายอยู่ทั่วน่านฟ้า แต่มาเจอพิษโควิดยกเลิกเที่ยวบินเกือบหมด ข้อมูลที่มีค่าเหล่านี้จึงสูญหายไปด้วย เลยทำให้พยากรณ์อากาศยุคนี้ไม่ค่อยแม่นยำเหมือนเมื่อก่อน 🙄

All in all, we clocked in at a little under 3 miles – not a bad start after a long break! It was a perfect call and timing too, as raindrop started coming down, right when we got back to our cars! 😆

สรุปแล้วเดินกันไปเกือบๆ 3 ไมล์ หรือประมาณ 4 กิโลครึ่ง พอเหนื่อยกันกำลังดี หลังจากที่ไม่ได้เดินกันมานาน ดีที่รีบกลับ พอถึงรถปุ๊บฝนก็ตกปั๊บพอดิบพอดี 😆

Drove past this cute little horse farm and couldn’t help stopping by to snap a picture of this little guy, who continued to graze happily, oblivious to the drizzles of rain, thunders and lightnings in the background, when all his buddies already retreated to safety at the nearby stable. 😆

ขากลับขับรถผ่านฟาร์มม้าเล็กๆแห่งนี้ อดแวะลงไปถ่ายรูปไม่ได้ เจ้าม้าตัวนี้ยืนเล็มหญ้าอย่างสบายใจเฉิบอยู่ตัวเดียว ไม่เดือดร้อนกับสายฝนที่เริ่มตกลงมาปรอยๆ ทั้งๆที่เพื่อนๆตัวอื่นไปหลบฝนกันหมดแล้ว จนสุดท้ายฟ้าผ่าโครมลงมาพี่แกถึงได้ยอมถอยไปรวมกันเพื่อนในคอก 😆

Sunday Hike: Practicing Social Isolation on MST

Our Spring Hiking Series continued on despite the dire situation of the ongoing global pandemic. This week, we were given a new set of rules in order to comply with the government’s and CDC’s recommendations on social distancing.

  • No physical contact.
  • Keep at least 10 feet apart from each other.
  • No sharing of food or water.

โปรแกรมเดินป่าฤดูใบไม้ผลิอาทิตย์นี้ยังคงดำเนินไปตามกำหนดการเดิม แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ดูจะเลวร้ายลงทุกวัน แต่ก็มีกฎใหม่ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามเพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะนำของรัฐบาลและศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของที่นี่ที่ขอให้ทุกคนเพิ่มระยะห่างทางสังคมเพื่อช่วยชะลอการระบาดของโรคนี้ลง

  • งดการทักทายที่มีการถูกเนื้อต้องตัวกัน
  • รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 10 ฟุต
  • งดการแชร์อาหารและน้ำดื่ม

Grimly, but still gratefully, we met up at the end of Bayleaf Church Road to start off our hike on this familiar section of the Mountains-to-Sea Trail. Since there were 12 of us, which is more than the mandated number for social gatherings, we were divided up into 2 groups. Each family was sent out a few minutes apart, so that we could a keep proper distance between each other. Otherwise, it was just business as usual! 😅

แม้บรรยากาศจะอึมครึมเล็กน้อย เพราะต่างคนก็ต่างกังวลกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ทุกคนก็ดีใจที่ได้มาร่วมกิจกรรมกัน เราไปเจอกันที่สุดถนน Bayleaf Church เพื่อออกเดินทางบนเส้นทางเดินป่า Mountains-to-Sea ช่วงนี้ซึ่งเราต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี คุณหัวหน้ากลุ่มต้องแบ่งพวกเราออกเป็นสองกลุ่ม เพราะไปกันทั้งหมด 12 คน ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่เค้าแนะนำ (ไม่เกิน 10 คน) แต่ละครอบครัวถูกส่งออกเดินทางทีละบ้าน กรุ๊ปต่อไปต้องทอดเวลาค่อยๆทยอยกันไป เพื่อจะได้รักษาระยะห่างระหว่างกันและกันตามสมควร นอกเหนือไปจากนี้ก็เดินกันตามปรกติ 😅

We were glad to get out of the house. It was yet again another day with perfect hiking weather. Even though the pollen situation has been getting really bad these past few days, we were lucky to get a nice burst of rain just the night before, which helped clear up the air quite a bit. You can see from the pictures above how much pollen accumulation there was in the lake.

ถึงจะมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างไปบ้าง แต่ทุกคนต่างก็ดีใจที่ได้ออกนอกบ้าน วันนั้นอากาศเย็นสบายกำลังดี หลายวันมานี้ระดับละอองเกสรเริ่มจู่โจมค่อนข้างรุนแรง แต่โชคดีที่คืนก่อนฝนตกหนัก เลยช่วยให้อากาศถ่ายเทดีขึ้นเล็กน้อย ถ้าดูในรูปจะเห็นได้ว่าคราบละอองสีเหลืองยังจับเป็นแผ่นให้เห็นเต็มทะเลสาบ

The forest was still beautiful. Nature is still doing its job of keeping everything going as usual. There maybe adjustments we need to make in our current day-to-day, but life does go on. We just need to live with these so-called ‘new normals’ at least for a while.

ป่าไม้ยังคงผลิใบสวยงามตามฤดู ธรรมชาติยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีวี่แววว่าจะถูกกระทบกระทั่งแต่อย่างใด ชีวิตเราก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันบ้างในชีวิตประจำวัน ได้แต่หวังว่าอีกไม่นานชีวิตจะกลับคืนสู่สภาพปรกติเหมือนเดิม

We finished up our 5.8 mile hike in just about 2 hours. And we’re looking forward to getting back out on the trail next week!

วันนั้นเดินกันไป 5.8 ไมล์ หรือประมาณ 9 กิโลกว่าๆ ใช้เวลาสองชั่วโมงพอดี หวังว่าอาทิตย์หน้าจะได้กลับมาเดินป่ากันอีก