Travel Diary: Bootiful Wimberley

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

The quaint, quirky and artsy little town called Wimberley served as our home base for the next day. This place is located somewhat in the middle between Fredericksburg and Austin. We picked it specifically because of its perfect locale for our next main point of attraction, Hamilton Pool Preserve.

เราเดินทางต่อไปยัง Wimberley ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่เกือบจะตรงกลางระหว่างเมือง Fredericksburg กับ Austin พอดี ที่ตั้งใจมาพักกันที่นี่ก็เพราะว่าสะดวกต่อการไปชมจุดหมายหลักของทริปนี้ นั่นก็คือ Hamilton Pool Preserve

I remember the first time I saw the picture of Hamilton Pool popping up on my Pinterest feed. It looked almost otherworldly – this emerald green pool partially hiding under a half domed cave, with a waterfall on one side falling freely into the pool. When we first talked about going to Texas, this was the first thing I looked up, to see if we could possibly fit it in to our itinerary. And voilà, here we really are, finally! 🥰 One more item crossed off my travel wish list! 😉

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นรูป Hamilton Pool ใน Pinterest เราก็ตั้งใจว่าวันนึงจะต้องไปเห็นของจริงให้ได้ สระน้ำในรูปเป็นสีเขียวมรกต ครึ่งนึงซ่อนอยู่ในถ้ำที่มีเพดานโค้งเว้าเปิดให้เห็นท้องฟ้าด้านบน ด้านข้างมีน้ำตกเล็กๆไหลลงมาจากเทือกเขา ดูราวกับภาพวาดในจินตนาการ พอตั้งใจกันว่าจะไปเท็กซัส เราก็เช็คตำแหน่งที่ตั้งของสระนี้ก่อนเลย ดูซิว่าจะไปแวะเที่ยวได้มั้ย เพราะรู้แต่ว่าอยู่รัฐเท็กซัส แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนแน่ ดูแล้วปรากฎว่าทำเลพอเหมาะพอดีกับทริปนี้ และแล้วในที่สุดก็ได้มาเห็นจนได้ 🥰

In order to get to the pool, at least during the summer, you need to make a reservation for a specific time slot on a specific day. We made ours months in advance to guarantee our spots. Unfortunately, they made an announcement that morning that the level of bacteria in the pool exceeded the federal standard, so no swimming was allowed for the day. It actually was better for my photographic purposes, so I have absolutely no complaint whatsoever! 😆

ช่วงหน้าร้อนเค้าจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ก่อนมาเราจึงต้องจองตั๋วเข้าชมกันไว้ล่วงหน้า จองกันไว้หลายเดือนก่อนมาเพราะกลัวจะเต็ม ปรากฎว่าถึงเช้าวันจริงเค้าประกาศว่าห้ามลงเล่นน้ำ เพราะระดับแบคทีเรียในน้ำสูงเกินกว่ามาตรฐาน แถมวันนั้นฟ้าก็อึมครึม ฝนจะตกมิตกแหล่ ไปถึงสระเลยคนไม่เยอะ กลายเป็นว่าได้ถ่ายรูปกันสบายๆ ถึงแสงแดดจะไม่เป็นใจก็เถอะ 😆

After Hamilton Pool, we drove back down south and stopped by Texas Hill Country Olive Company in Dripping Springs to check out their olive oil and vinegar products. Honestly, we didn’t have very high expectations going in, but were pleasantly surprised with the samplings laid out for us to taste. These were some of the best olive oils and balsamic vinegars we ever tasted. Unfortunately, due to luggage space limit, we only had room for one bottle of each to bring home with us. 😣

เสร็จจากสระ Hamilton เราขับรถกลับเข้าตัวเมือง Dripping Springs ไปแวะที่ Texas Hill Country Olive Company ที่นี่เค้าปลูกต้นมะกอกและสกัดน้ำมันมะกอกขาย ได้ยินมาว่าสินค้าของเค้าคุณภาพชั้นนำก็เลยมาลองดู ชิมแล้วน้ำมันมะกอกของเค้าหอมอร่อยดีสมคำร่ำลือจริงๆ นอกจากนี้ยังมีน้ำส้มสายชูหลายรสให้เลือก เสียดายไม่มีที่ในกระเป๋าเลยซื้อกลับบ้านได้แค่อย่างละขวดเล็กๆเท่านั้น 😣

On the way to lunch we spotted some Texas Longhorn cattle in their native habitat! 😆

ระหว่างทางไปแวะทานข้าวกลางวันขับผ่านทุ่งหญ้าเจอวัวพันธุ์เท็กซัสลองฮอร์นซึ่งเป็นพันธุ์ท้องถิ่นของที่นี่ เขาเค้ายาวสมชื่อจริงๆ 😆

Lunch was Texas style barbecue at the famous Salt Lick, also in Dripping Springs. This was high on Joel’s to-do list for Texas ever since he saw it on a food show on TV, so we made sure to make this happen. The place was huge. They even had their own winery next door! But honestly, it felt a little gimmicky to me. The food was good, but nothing that blew my mind away. The funny thing is, when we talked to people about our trip afterwards, everybody that was from Texas or has lived in Texas all shook their heads and proceeded to tell us there were other BBQ places in Texas much better than this! 😂

อาหารมื้อกลางวันเป็นบาร์บีคิวสไตล์เท็กซัสจากร้าน Salt Lick ในเมือง Dripping Springs รายการนี้คุณสามีขอมาเนื่องจากเห็นร้านดังนี้จากในทีวี คุณภรรยาอย่างเราเลยต้องจัดให้ ร้านเค้าใหญ่โตกว้างขวางจริงๆ แถมยังมีโรงทำเหล้าไวน์อยู่ติดกันเป็นของตัวเองอีกด้วย แต่ขอบอกว่าอาหารเค้าชิมดูแล้วก็อร่อยดีใช้ได้ แต่ไม่ได้เลิศเลออะไร ที่น่าขำก็คือเสร็จจากทริปนี้เวลาเจอคนจากเท็กซัสถามว่าไปเท็กซัสไปกินบาร์บีคิวที่ไหน พอบอกชื่อร้านนี้ใครๆได้แต่ส่ายหน้าบอกว่าคราวหน้าให้ไปที่อื่นนะ มีอร่อยกว่านี้อีกเยอะ 😂

Another wildflower field spotted along the way!

เจอทุ่งดอกไม้ป่าข้างทางอีกแล้ว

We never knew there was more than one natural pool in this area until we started looking into it after we booked our spot at Hamilton. Jacob’s Well was another famous spot, located just outside of Wimberley. This artesian spring is one of the most popular swimming holes for the locals here. According to Wikipedia, the well reaches the depth of about 120 feet, and is considered the largest continually flowing karstic spring (a spring that is a part of an underground drainage system) in the Texas Hill Country. Likely because of the forecast anticipated for rain, we had the entire place almost all to ourselves!

ก่อนไปไม่เคยรู้ว่าแถบนี้มีสระน้ำธรรมชาติที่คนแถวนี้นิยมไปว่ายน้ำเล่นคลายร้อนกันหลายแห่ง มาศึกษาดูถึงจะรู้ว่านอกจากที่ Hamilton แล้ว บ่อน้ำ Jacob ก็เป็นอีกที่ที่ขึ้นชื่อ แถมอยู่ใกล้ๆ ถัดจากเมือง Wimberley ที่เราอยู่กันไปนิดเดียว Wikipedia บอกว่าบ่อน้ำบาดาลแห่งนี้ลึกถึงเกือบ 120 ฟุต และเป็นระบบระบายน้ำใต้ดินต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ ไปถึงแทบจะไม่มีคนซักคน ต้องขอบคุณฟ้าฝนที่อึมครึมทำให้เราถ่ายรูปเล่นกันได้โดยไม่มีใครมากวนใจ 😆

The last swimming spot in the area that we checked out before heading back into town was Blue Hole. This was, in my opinion, the most picturesque one of them all. It was surrounded by lush green giant cypress trees. There were platforms with rope swings, as well as steps built into leaning tree trunks to accommodate pool jumping activities. Unfortunately, because of the unsafe level of bacteria, Blue Hole wasn’t opened for swimming that day either! 😔

Blue Hole เป็นอีกที่ที่เราไปแวะชมกันก่อนกลับ และเป็นที่ที่เราว่าสวยงามน่าประทับใจที่สุดในจำนวนสระทั้งหมดที่เห็นมา ตัวสระที่นี่เป็นสีเขียวมรกต ล้อบรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวขจีสองข้างที่ให้ความร่มรื่นตลอดทาง นอกจากชานไม้กว้างๆที่ยื่นลงไปเป็นท่าน้ำแล้ว ตามลำต้นไม้ที่ยื่นลงไปในน้ำเค้ายังมีขั้นกระไดและเชือกไว้สำหรับให้คนกระโดดน้ำเล่นกันตามอัธยาศัย เสียดายที่วันนั้นเค้าไม่อนุญาติให้ลงเล่นน้ำเพราะระดับแบคทีเรียสูงเกินมาตรฐานอีกเช่นกัน 😔

We spent the rest of the day in downtown Wimberley strolling along the streets lined with quaint little shops. I love that there are artsy vibes everywhere you go. It was Monday and most of the restaurants were closed, perhaps that’s why there weren’t that many people around.

เสร็จจากการเยี่ยมเยือนสระทั้งหลายแล้วเราก็กลับมาเดินเที่ยวกันในตัวเมือง Wimberley กัน ที่นี่มีร้านเล็กๆน่ารักๆเรียงรายไปทั่ว ตามถนนหนทางมีกลิ่นอายคนรักศิลปะเต็มไปหมด วันนั้นเป็นวันจันทร์คนเลยไม่เยอะ เมืองดูร้างๆเล็กน้อย 😆 อาจจะเป็นเพราะร้านอาหารหลายแห่งปิดกันหมด

In 2014, the city of Wimberley has commissioned local businesses and artists to paint and install colorful boots around town. There are 50 of them in total. Each boot has a different theme, related to its location and its sponsor. Here are a few examples. The ‘Veggin’ Out’ boot, sponsored by the HEB supermarket, features paintings of all kinds of fruits and vegetables. The ‘High Adventures’ boot, sponsored by Wimberley Zipline Adventures, has painting of a girl in red ziplining through blue skies over a cactus bush. The ‘Booster’s Pizza’ boot, sponsored by Brewster’s Pizza, is full of tiny little pizza slices and a pint of beer! 😆 It was fun walking around town looking for these boots. We didn’t find all 50 but we were pretty close!

ก่อนไปอ่านเจอว่าหนึ่งในจำนวนกิจกรรมแนะนำสำหรับเมืองนี้ คือการไปตามล่าหารองเท้าบู๊ตที่แอบซ่อนกระจายอยู่ทั่วเมือง เมื่อปี 2014 เทศบาลเมือง Wimberley เค้าออกไอเดียให้เจ้าของธุรกิจต่างๆในเมืองเป็นผู้สปอนเซอร์ให้ศิลปินท้องถิ่นมาเพ้นท์รองเท้าบู๊ตเป็นลวดลายต่างๆกัน แล้วนำไปติดตั้งไว้ทั่วเมือง ทั้งหมดจำนวน 50 ชิ้น แต่ละชิ้นมีธีมที่แตกต่างกันไป แล้วแต่เจ้าของจะเลือก บางอันก็เลือกลายให้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่ตั้ง ที่เห็นข้างบนคือที่เราไปหาเจอกันมา มีรองเท้าบู๊ตพืชผักผลไม้ซึ่งตั้งไว้อยู่หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตยี่ห้อดังของที่นี่ รองเท้าบู๊ตกิจกรรมโลดโผนมีรูปสาวน้อยเสื้อแดงโหนสลิงเล่นซิปไลน์อย่างสนุกสนาน อันนี้ตั้งอยู่หน้าร้าน Wimberley Zipline Adventures ส่วนรองเท้าบู๊ตพิซซ่าซึ่งตั้งอยู่หน้าร้านพิซซ่า Booster ก็เพ้นท์เป็นรูปพิซซ่าคู่กับแก้วเบียร์ สรุปว่าเดินวนอยู่เกือบชั่วโมง เจอเกือบครบ เป็นการฆ่าเวลาที่เพลิดเพลินดีตามที่เค้าโฆษณาไว้จริงๆ 😆

Travel Diary: Texas Hill Country

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

From San Antonio, we headed north and did a quick tour through a part of what they call ‘Texas Hill Country’ which is essentially this region in central Texas with, you guessed it, a lot of hills! 😆 The showcase picture above absolutely does not illustrate an accurate portrayal of the hill country being described at all, but I thought it was a lovely shot with the Texas flag! 😂

จากเมืองซานอันโตนิโอ เราขับรถขึ้นเหนือไปเที่ยวช่วงกลางของรัฐเท็กซัสที่เรียกว่า Hill Country ซึ่งเต็มไปด้วยเนินเขาเล็กๆหลายลูกมาจับกลุ่มรวมกันอยู่ ผิดแปลกไปจากส่วนอื่นรอบๆที่แบนราบซะเป็นส่วนใหญ่ รูปข้างบนไม่ได้ช่วยให้เห็นภาพที่ว่าเลยแม้แต่น้อย 😂 แต่ที่เลือกมาเป็นภาพหลักก็เพราะมีธงประจำรัฐเท็กซัสตั้งตะหง่านให้เห็นเป็นเอกลักษณ์

Our first stop is Bandera, the town that calls itself the ‘Cowboy Capital of the World.’ There were tons of ranches everywhere, some you could stay overnight to get a taste of ‘real cowboy life’ if you’re keen! 😆 At the south end of the town sat Bandera City park, where Medina River runs along its outer perimeter. This is one of the most beautiful rivers in Texas, especially here, where the river bank is lined with bald cypress trees. We were quite lucky with our timing that week, because everywhere we went, wildflowers were in full bloom, and we got to enjoy them in their full glory! 😍

เราไปแวะที่เมือง Bandera กันก่อนเป็นที่แรก เมืองนี้ตั้งฉายาให้ตัวเองว่าเป็นเมืองหลวงแห่งคาวบอย ซึ่งก็สมชื่อจริงๆ เพราะมีฟาร์มคาวบอยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง บางที่สามารถไปพักค้างคืนเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศคาวบอยแท้ๆกันได้เป็นการส่วนตัว ที่นี่มีแม่น้ำ Medina ไหลผ่านทางตอนใต้ของเมือง แม่น้ำนี้เค้าว่ากันว่าเป็นแม่น้ำที่สวยที่สุดในรัฐเท็กซัสสายหนึ่ง เราเลยต้องไปท้าพิสูจน์ดูกันซักหน่อย ไปเห็นแล้วต้องยอมรับว่าสวยจริงตามที่เค้าว่า ช่วงที่เราไปดอกไม้ป่ากำลังบานสะพรั่งพอดิบพอดี ไปที่ไหนก็เห็นเต็มสองข้างทางไปหมด 😍

After a relaxing stroll along the river, we went and checked out the main part of town. It was a short stretch with cute little shops. The highlight for us was this tiny little bar I spotted right before we left, and couldn’t resist stopping by to snap a few shots. Yes, those were bras in all kinds of sizes, shapes, and colors hanging from the ceiling! 😂

หลังเสร็จจากเดินเล่นริมแม่น้ำ เราเปลี่ยนมาเดินกันในตัวเมืองบ้าง จริงๆมีร้านรวงอยู่แค่ช่วงถนนสั้นๆนิดเดียว แต่ก่อนขับรถออกมาเกิดตาดีไปเห็นบาร์เล็กๆในรูป เอ อะไรมันห้อยอยู่เต็มเพดาน เลยต้องแวะกันเข้าไปดู มันคือยกทรงหลายสีหลายทรงหลายไซส์ ห้อยเรียงรายเต็มไปหมด 😂

From Bandera, we made a quick stop in Ingram, at the campus of Hill Country Arts Foundation, to see a sizable replica of the infamous Stonehenge, called Stonehenge II. 😆 They even have a couple of Easter Island heads on display there too! This place made an awesome photo spot, especially for those like us who haven’t got a chance to see the real places just yet! 😉

จากเมือง Bandera เรามุ่งหน้าไปที่เมือง Fredericksburg แต่ระหว่างทางขอแว่บที่ Hill Country Arts Foundation ในเมือง Ingram เพื่อไปดู Stonehenge II กับ รูปปั้นเกาะ Easter ที่เค้าจำลองมาตั้งไว้ให้ชมกัน ยังไม่มีโอกาสได้ไปดูของจริงเลยขอถ่ายรูปกับของปลอมที่นี่ไปก่อนละกัน 😆

We finally made it to Fredericksburg, a small Texas town with heavy German influence. It even has a sister city in Germany, called Montabaur. We went first to Fredericksburg Herb Farm to check out their little gardens full of cute little knickknacks. They also have cozy little Sunday cottages that were styled like those built in the old days by German farmers so they could stay when they came into town for a church visit, and for their weekly shoppings.

ในที่สุดเราก้อมาถึงเมือง Fredericksburg กันจนได้ เมืองนี้มีชาวเยอรมันมาตั้งถิ่นฐานกันอยู่เยอะ จนถึงกับมีเมืองพี่น้องอยู่ที่ประเทศเยอรมันนีชื่อ Montabaur เราไปที่ Fredericksburg Herb Farm กันก่อน ที่นี่นอกจากจะมีผักสมุนไพรวางขายแล้ว เค้ายังมีสวนดอกไม้เล็กๆ และของกระจุกกระจิกน่ารักๆวางประดับประดาไปทั่ว บริเวณด้านหน้าเป็นบ้านพักให้เช่า ตัวบ้านจำลองมาจากบ้านตากอากาศในเมืองของชาวนาเยอรมันสมัยก่อนที่สร้างบ้านหลังเล็กๆอย่างนี้เอาไว้เพื่อให้ครอบครัวมีที่พักเวลาเดินทางเข้าเมืองมาโบสถ์และมาจับจ่ายซื้อของ

Our next stop was a quaint little shop called Hill Country Antler Art. Here, you can find deer antlers of all different shapes and sizes. We had a very interesting chat with Del, the owner, who was kind enough to explain in detail many facts about antlers we never knew before.  These antlers are actually sustainable because they are all found after the deer has shed them. I don’t think I had ever seen such a large amount of antlers all in one place! 😆

จากนั้นเราไปต่อกันที่ร้าน Hill Country Antler Art ซึ่งรับซื้อขายเขากวางทุกชนิด คุณลุง Del เจ้าของร้านใจดีมาก อุตส่าห์นั่งอธิบายให้เราฟังว่ากว่าที่จะได้เขากวางมาวางขายอย่างที่เห็น มันต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง แถมจำแนกแยกแยะเขาชนิดต่างๆให้ดูว่าอันไหนมาจากกวางอะไร แกบอกว่าเขากวางพวกนี้ได้มาโดยที่ไม่ได้มีการทำร้ายตัวกวาง คนที่เก็บมาขายเค้าเก็บเอาเขาที่กวางสลัดทิ้งโดยธรรมชาติ ไม่ได้ไปล่ามาแต่อย่างใด นั่งคุยอยู่กับแกเป็นชั่วโมง ไม่มีลูกค้าเข้ามาเลย สงสัยว่าแกจะชวนเราคุยเพราะหาเพื่อนแก้เหงามากกว่า 😆

From there, we headed a bit out of town to Wildseed Farms to see their beautiful meadows. This 200-acre farm is one of the largest working wildflower farms in the nation. If it was not so hot, I would have stayed longer. I just could not get enough of seeing the beautiful wildflowers against the perfect blue sky backdrop. 😍

หลังจากปลีกตัวมาจากคุณลุงได้ เราก็ไปดูดอกไม้สวยๆกันที่ Wildseed Farms ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ดอกไม้ป่าขนาด 200 เอเคอร์​ ซึ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศทีเดียว ดอกไม้ป่าหลากสีกำลังออกดอกบานสวยได้ที่ มองไปเห็นกันสุดลูกหูลูกตา สีทุ่งดอกไม้ตัดกับฟ้าสีฟ้าสวยจับใจ ดูยังไงก็ไม่เบื่อจริงๆ 😍

Our last excursion stop of the day was this tiny town right outside of Fredericksburg called Luckenbach, which advertised itself as the smallest town in the state of Texas, with a population count of 3. On the way, there were tons of wildflowers on both sides of the road, and I even got a perfect shot of one with a butterfly right on it! 😊 For what it has to offer: one little post office, a dance hall, and a bar, the place was so crowded with people enjoying live country music in the big courtyard right in the middle of everything.

จุดหมายสุดท้ายของวันนั้นคือเมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Luckenbach ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง Fredericksburg ออกไปไม่ไกล เมืองนี้เค้าได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เล็กที่สุดในรัฐเท็กซัส มีจำนวนประชากรแค่ 3 คนเท่านั้น ก่อนเข้าไปในเมืองขับผ่านทุ่งดอกไม้ป่ากันอีกแล้ว คราวนี้โชคดีได้เก็บรูปผีเสื้อมาเกาะอยู่บนดอกไม้ได้พอดิบพอดี 😊 เมือง Luckenbach นั้นเล็กสมชื่อจริงๆ ทั้งเมืองนอกจากจะมีที่ทำการไปรษณีย์เล็กๆแห่งหนึ่งแล้ว ก็มีหอเต้นรำ และบาร์แคบๆเท่านั้น แต่คนตรึมมาก เพราะเค้ามีดนตรีคันทรี่มาเล่นสดๆให้ฟังกันอยู่ที่ลานกว้างใจกลางเมือง

After finishing our drinks, it was time to get back into town for dinner. We took a quick stroll around the main streets of Fredericksburg while we were waiting for our reservation. Many shops were already closed by then but it was still a nice little scene, especially when it wasn’t so crowded. We had a lovely German meal at Otto’s, which came highly recommended as ‘the place to eat’ here in Fredericksburg, and we were very happy with everything we got! 😋

หลังจากจิบเหล้าฟังเพลงกันเพลินๆก็ได้เวลากลับเข้าเมืองไปทานข้าวเย็น ไปถึงยังมีเวลาเหลือเลยได้เดินเตร็ดเตร่กันในเมืองซักพักใหญ่ๆ ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดกันหมดแล้ว ตามถนนเลยไม่ค่อยมีคน ซึ่งก็ดีไปอีกแบบ เพราะได้ถ่ายรูปกันโดยไม่ต้องเกรงใจใคร ค่ำนั้นเราไปทานอาหารเยอรมันกันที่ร้านดังประจำเมืองชื่อ Otto’s ซึ่งใครๆก็แนะนำว่าถ้ามาที่ Fredericksburg ต้องลองมาชิมกันให้ได้ ลองแล้วก็ไม่ผิดหวัง ของเค้าอร่อยจริงทุกอย่างสมคำร่ำลือ 😋

Travel Diary: One Night in San Antonio

Trip Date: May 2019

วันที่เดินทาง: พฤษภาคม 2562

For our 9th anniversary this May, we celebrated with a weeklong road trip through central Texas. Starting our journey in San Antonio, we slowly made our way up to the Dallas/Fort Worth area to visit our dear friends who recently relocated from South Carolina. Neither of us had been to Texas before so we didn’t know what to expect, but we came away loving the beautiful state of Texas, and can’t wait to go back and explore the other parts we didn’t make it to this time! 🥰

ปีนี้เราไปฉลองครบรอบแต่งงาน 9 ปีกันที่รัฐเท็กซัส เริ่มต้นการเดินทางที่เมือง San Antonio ทางตอนใต้ แล้วค่อยๆแวะเที่ยวไปจนสุดทางกันที่เมือง Dallas กับ Fort Worth เพื่อเยี่ยมเพื่อนรักที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่จากรัฐ​ South Carolina เราทั้งสองคนต่างไม่เคยมาเยือนรัฐนี้มาก่อน เลยไม่มีความคาดหวังใดๆทั้งสิ้นก่อนมา แต่ปรากฏว่าจบทริปด้วยความประทับใจ และอยากหาโอกาสกลับไปเที่ยวกันอีกในอนาคตถ้าเป็นไปได้ 🥰

We landed in San Antonio on a Saturday evening and proceeded to check in to Hotel Valencia Riverwalk. It made a great home base for us due to its proximity to everything we wanted to check out, given the limited time we had there.

เรามาถึงเมือง San Antonio ตอนบ่ายแก่ๆวันเสาร์ มาถึงก็ตรงดิ่งเข้าไปเช็คอินที่โรงแรมก่อนเลย เราเลือกอยู่ที่ Hotel Valencia Riverwalk ซึ่งทำเลที่ตั้งกำลังพอเหมาะพอเจาะ ใกล้กับที่เที่ยวหลายที่ที่เล็งไว้พอดี เพราะเราเผื่อเวลาไว้เที่ยวที่นี่แค่บ่ายนี้เท่านั้น

We got a taste of Mexican culture at the Historic Market Square. Joel got to sip on a tasty Michelada, while we wandered around checking out the colorful scenes. We sampled authentic Mexican offerings and enjoyed the live upbeat music from the stage. 🥳

หลังจากทิ้งสัมภาระไว้ที่โรงแรม เราตรงไปยังจุดหมายแรกคือตลาดนัดเม็กซิโก (Historic Market Square) ที่นี่เค้ามีดนตรีเล่นกันสดๆบนเวทีให้ได้บรรยากาศครื้นเครง คุณสามีลองชิมเครื่องดื่มขึ้นชื่อที่เรียกว่า Michelada ซึ่งเค้าเอาเบียร์เม็กซิกันไปผสมกับน้ำมะเขือเทศและน้ำหอย (clam juice) 😂 แล้วเหยาะมะนาวเล็กน้อย รอบขอบแก้วทาเกลือผสมพริกให้มีรสเผ็ดสะใจ ส่วนเราเองเลือกชิมข้าวโพดปิ้งราดด้วยซอสเนยแล้วโรยหน้าด้วยพริกป่นเม็กซิกันซึ่งไม่เผ็ดเลยซักนิด

From there, we took an uber to The Grotto, which is the northern/upper section of the infamous San Antonio River Walk. Right where the uber dropped us off, I spotted some cool street art, right underneath the I-35 freeway overpass, and had to make a beeline to snap some shots. 😊

จากตลาดเม็กซิกันเราเรียกรถ uber ไปส่งที่ Grotto ซึ่งตั้งอยู่ส่วนบนของทางเดินเลียบแม่น้ำ San Antonio ตอนลงจากรถเกิดตาดีไปเห็นสตรีทอาร์ตสวยๆใต้สะพานทางด่วน เลยแอบไปเก็บภาพมาให้ชมกัน 😊

The Grotto features cool looking stone art works and benches by local artist Carlos Cortés. This non-touristy part of the River Walk offers a peaceful stroll through interesting art installations along the way, with very few people around. The most prominent one is called F.I.S.H. – a school of 25 colorful fiberglass fishes by artist Donald Lipski that can be found just a short distance from The Grotto.

ที่ Grotto นี่มีงานประติมากรรมที่สร้างจากหินโดยนักประติมากรท้องถิ่นชื่อ Carlos Cortés ทางเดินเลียบแม่น้ำ San Antonio ช่วงนี้คนไม่เยอะ มีงานศิลปะจัดไว้ให้ชมกันตลอดทาง ที่โดดเด่นที่สุดก็คืองานที่ชื่อว่า F.I.S.H. ซึ่งเป็นฝูงปลาหลากสีจำนวน 25 ตัว ทำจากไฟเบอร์กลาส ห้อยเรียงรายอยู่ใต้สะพานห่างจาก Grotto มานิดเดียว

Once we got closer to the main part of the River Walk, there was a noticeable change of mood in the atmosphere. Restaurants with colorful umbrellas lined both sides of the walk way. There were numerous tour and dinner cruises along the river, all of them filled with people. The path got so crowded at times we couldn’t help but wonder if any tipsy tourists 🤪 had fallen into the river, since there was no barrier of any kind!

เราเดินเลียบแม่น้ำมาเรื่อยๆ จนพอเข้าเขตที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักกันบรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นทันตา ทั้งสองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าและร้านอาหาร หลายแห่งมีร่มหลากสีกางไว้ให้ลูกค้าได้นั่งดื่มด่ำบรรยากาศริมแม่น้ำกัน ยิ่งค่ำลงคนยิ่งเยอะ ทั้งที่ล่องในเรือสำราญสีสวยตามน้ำ และที่เดินกันตามทาง ที่นี่เค้าอนุญาติให้ถือเหล้าเบียร์เดินจิบกันได้ (ปรกติถ้าเป็นที่เมืองอื่นๆจะผิดกฎหมาย) สงสัยอยู่แต่ว่ามีกี่คนที่เมาหัวทิ่มลงไปในน้ำมั่ง 🤪 เพราะตามทางเดินไม่มีที่กั้นซักนิด ก้าวพลาดนิดเดียวกลายเป็นลูกหมาตกน้ำได้ง่ายๆ

We checked out some of the famous spots towards the end of the busy section like Selena Bridge, Rosita’s Bridge and Marriage Island. We then crossed the Romantic Lock Bridge, where couples leave unique locks marked with their names and throw the keys into the river to symbolize their eternal love. Also, the Bexar County Courthouse is beautifully lit up at night.

ตรงเกือบสุดทางมีหลายที่ให้แวะดู เช่น Selena Bridge Rosita’s Bridge และ Marriage Island รวมไปถึง Romantic Lock Bridge ซึ่งเป็นที่ๆคู่รักมาล๊อคหัวกุญแจสลักชื่อตัวเอง แล้วโยนตัวกุญแจทิ้งน้ำไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะรักกันตราบชั่วนิรันดร ภาพสุดท้ายนั่นคือ Bexar County Courthouse ซึ่งตอนกลางคืนจุดไฟไว้สว่างไสวสวยงาม

We ended the night with the San Fernando Cathedral light show, which happens nightly on the weekend at 9, 9:30, and 10pm. The show features the history of San Antonio and was quite a sight to behold. We got there early and grabbed what we thought were decent seats right near the front on one side. But when the show started we realized that we weren’t getting the best view from that angle, so we walked over towards the middle in the back, where the colorful projection looked so much better!

คืนนั้นก่อนกลับโรงแรมเราแวะไปที่วิหาร San Fernando ซึ่งเค้ามีโชว์แสงสีเสียงให้ดูกันทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เริ่มต้นทุกๆครึ่งชั่วโมง จากสามทุ่มไปจนถึงสี่ทุ่มครึ่ง การแสดงใช้หน้าโบสถ์เป็นฉากหนัง เล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมือง San Antonio เราไปถึงกันตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง ไปจองที่แถวหน้าด้านข้างโบสถ์ แต่พอเค้าเริ่มฉายถึงได้รู้ว่าวิวจากมุมด้านข้างเห็นฉากแบบมุมเอียงๆมองไม่ชัด เลยต้องย้ายไปยืนกันตรงแถวหลัง ซึ่งได้วิวสวยงามตระการตากว่าหลายเท่า 😆