Travel Diary: With Family in Zhengzhou

Trip Date: September 2018

วันที่เดินทาง: กันยายน 2561

We took the high-speed train yet another time to travel from Xi’an (西安) to Zhengzhou (郑州), our final destination of the trip. By then, we were already pros at high-speed train traveling in China. 😆 The Xi’an station, though quite big, was still nothing compared to the one in Beijing.

เราเดินทางจากเมืองซีอานต่อไปยังเมืองเจิ้นโจว (郑州) ซึ่งเป็นที่หมายสุดท้ายของทริปนี้ ณ ตอนนั้นแต่ละคนเชี่ยวชาญกับการเดินทางโดยรถไฟด่วนของเมืองจีนกันแล้ว 😆 ทุกอย่างจึงเป็นไปด้วยความราบรื่น ทั้งๆที่สถานีรถไฟซีอานนั้นใหญ่โตไม่แพ้ที่ปักกิ่ง

My uncle and his family live in Zhengzhou and they invited us to visit. I had never met any of them before then (except for my cousin Zhangling) so I wasn’t sure what to expect. They welcomed us so warmly with a feast – proper Chinese style! This is one of yet so many to come during our stay there. 😆

ที่มาแวะที่เจิ้นโจวก็เพราะอาแปะ พี่ชายของป๊าเรียกให้มาเยี่ยมที่บ้านอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดเลยได้ตกปากรับคำมากันถึงที่จนได้ ก่อนมาที่นี่เราไม่เคยเจอญาติๆฝั่งนี้มาก่อนเลย ยกเว้นแต่ก็จางหลิง ลูกสาวอาแปะ ซึ่งทำงานอยู่ที่เสิ้นเจิ้น แต่ครอบครัวยังไงก็คือครอบครัว ทุกคนต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น ที่ขาดไม่ได้ก็คือการกินเลี้ยงโต๊ะจีนตามประเพณี 😆

The first day, my cousin Zhangling drove us to Yuntai Mountain (云台山) in Jiaozuo  (焦作). We spent all day strolling around enjoying the beautiful scenery of picturesque landscape full of mountain peaks, waterfalls, lakes, gorges, and even wild macaques! I wanted to go walk on the Glass Walkway but unfortunately we were there too late and the skywalk was already closed when we got there 😔.

วันแรก จางหลิงขับรถพาเราไปเที่ยวที่ Yuntai Mountain (云台山) ซึ่งตั้งอยูที่เมือง Jiaozuo  (焦作) เค้าว่ากันว่าที่นี่เป็นอุทยานที่สวยงามที่สุดของมณฑลเหอหนาน มีทั้งยอดเขา น้ำตก ทะเลสาบ ลำธาร และโตรกหินสีแดงสวยตัดกับผืนน้ำสีเขียวเข้ม แถมยังมีฝูงลิงป่าให้ชมกันอีกด้วย จริงๆแล้วเราตั้งใจจะไปเดินกันที่ทางเดินกระจกแก้ว Glass Walkway แต่เสียดายไปถึงเย็นไปเค้าปิดให้เข้าซะแล้ว 😔

Next day, we went to Luoyang (洛阳). We were told that a visit to Luoyang could not be considered completed without a taste of the Water Feast (水席). It is one of the most ancient Chinese banquets preserved and restaurants must follow city government standards and strict guidelines when serving. It consists of 24 courses, most are in liquid form, each served one after another, just like the flow of water – hence the name! The banquet is closely associated with Chinese Empress Wu Zetian (武則天) – it was either dedicated to her or designed by the empress herself. Wu Zetian was the only female emperor in the history of China. She started off as a concubine of Emperor Taizong (唐太宗), then later married his son, Emperor Gaozong (唐高宗) after the father died, and finally ruled as emperor herself after exiling her own sons from the throne.

วันรุ่งขึ้นเราไปต่อกันที่เมือง Luoyang (洛阳) เค้าบอกว่ามาที่นี่ถ้าไม่ได้กิน “สุ่ยสี” (水席) อาหารจานน้ำ สไตล์ลั่วหยาง จะถือว่ามาไม่ถึงลั่วหยาง “สุ่ยสี” เป็นอาหารชุดที่เน้นน้ำซุปเป็นจุดสำคัญ ตามธรรมเนียมจะประกอบไปด้วยอาหารจานเย็นและจานร้อนรวมทั้งหมด 24 อย่าง ทยอยเสิร์ฟกันอย่างไม่ขาดสายไม่ต่างไปจากสายน้ำที่ไหลริน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนั่นเอง ตามตำนานเล่าว่าอาหารชุดนี้พ่อครัวคิดค้นขึ้นมาเพื่ออุทิศถวายให้กับพระนางบูเช็คเทียน (武則天) ซึ่งเป็นจักรพรรดินีพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน นางเริ่มต้นด้วยการถวายตัวเป็นพระสนมของจักรพรรดิไท่จง (唐太宗) จากนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาเป็นพระสนมซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดของจักรพรรดิเกาจง ซึ่งเป็นพระราชโอรสของจักรพรรดิไท่จงหลังจากที่จักรพรรดิเกาจงทรงเสด็จสวรรคต สุดท้ายนางบังคับให้พระโอรสของตนเองสละราชบัลลังก์และตั้งเป็นราชวงศ์ใหม่โดยสถาปนาตนขึ้นเป็นผู้ครองราชย์บัลลังก์เองในฐานะกษัตริย์ 

After the sumptuous feast, we went to Guanlin Temple (关林), which  is the place where Guan Yu’s (關羽) head was buried. He was a very famous general in Chinese history, and is still widely worshipped today not only as the God of War, but also the God of Wealth. His statue is easily recognizable with the red face and prominent black beard. We stopped by to pay respect to his tomb at the back of the temple by lighting incense and throwing coins into the tomb where his head was buried.

หลังจากอิ่มแปร้กับ “สุ่ยสี” เราไปไหว้เทพเจ้ากวนอูกันที่วัดกวนหลิน (关林) แม่ทัพกวนอูนั้นโด่งดังมาจากเรื่องสามก๊ก หลังจากที่ท่านเสียชีวิตได้รับการนับถือเป็นเทพเจ้าแห่งการสงครามและเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง บางตำราว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์และเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ที่หลังวัดเราไปจุดธูปบูชาสถานที่ฝังศีรษะของเทพเจ้ากวนอูกัน ที่สุสานมีอาม่าแก่ๆยืนเฝ้าอยู่ แกบอกเราว่านอกจากจุดธูปแล้วยังต้องหยอดเหรียญลงไปในช่องที่ประตูสุสานเป็นการทำบุญเสริมสร้างบารมีอีกด้วย

We ended our day at Longmen Grottoes (龙门石窟), a UNESCO World Heritage site and the most famous tourist attraction in Luoyang, which dates back more than 1,500 years. Fortunately, it was drizzling when we got there so it wasn’t too crowded. Here, over 100,000 Buddhist statues and images were carved into over 2,000 caves that look like beehives from afar. They cover an area of over 7 acres, ranging from tiny thumb-sized buddhas to the several-story high majestic Vairocana Buddha (大日如來) in the main grotto. It was quite an awe-inspiring experience to see such beautiful intricate craftsmanship dedicated solely to Buddhism.

ที่สุดท้ายที่ไปแวะชมกันคือ ถ้ำผาหลงเหมิน (龙门石窟) ซึ่งทางองค์การยูเนสโกจัดให้เป็นมรดกโลก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อที่สุดในเมือง Luoyang อายุกว่า 1,500 ปี ตอนไปถึงฝนกำลังตกพรำๆ คนเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ที่นี่ประกอบไปด้วยถ้ำแกะสลักกว่า 2,000 ถ้ำ เรียงรายเป็นถ้ำใหญ่น้อยที่ดูไกลๆเหมือนกับรังผึ้ง มีความยาวเป็นกิโล และเต็มไปด้วยพระพุทธรูปสลักมากกว่า 100,000 องค์ ขนาดตั้งแต่หัวแม่โป้งไปจนถึงองค์พระประธานใหญ่สุดคือพระไวโรจน (大日如來) ซึ่งสูงถึง 17 เมตร ดูแล้วน่าทึ่งกับความอุตสาหะและความพากเพียรของช่างที่อุทิศต่อพระพุทธศาสนา สมควรแล้วที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจริงๆ

That evening, Zhangling took us to Zhengzhou’s prime hot pot restaurant called Banu Hot Pot. We thought Hai Di Lao was good, but somehow this one was even better. Perhaps it was the company… 😊 It also didn’t hurt that we were with people who know exactly what to order and how to cook each of the dish to perfection. We were given an apron for the meal, supposedly each comes with its own funny saying and no two were the same. Unfortunately, nobody could really translate for us – they were all saying that it was just ‘too complicated’! 😝

คืนนั้นเราไปกินหม้อไฟกันอีกครั้ง ตอนอยู่ซีอานนึกว่า Hai Di Lao นี่เลิศแล้ว มาถึง Banu Hot Pot ที่เจิ้นโจวยิ่งอร่อยกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าคนพาไปรู้จักสั่ง และรู้ว่าเนื้อแบบไหนต้องต้มนานเท่าไหร่ถึงจะอร่อย ที่นี่เค้าแจกผ้ากันเปื้อนกันคนละผืน ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เจ้าภาพชาวจีนอ่านคำคมบนผ้าแล้วก็หัวเราะชอบใจกันใหญ่ แต่พอเราขอให้แปลกลับไม่มีใครแปลให้ได้ซักคน สรุปแล้วเลยไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าหัวเราะอะไรกัน 😝

The last place we visited on this trip was the famous Shaolin Temple (少林寺), located in the town of Dengfeng (登封), most famous for their martial arts practice. We stopped by first at the Pagoda Forest, the eternal resting place for Shaolin monks. The interesting part is that the shapes and sizes of each pagoda signify the lifetime achievements and contributions of the monk. From here, we went back to the main temple area, where we ran into a little kung fu enthusiast posing for a picture right outside the door! 😆 We ended the tour with their Kung Fu performance at the Wushu Training Center where teenage monks perform very impressive movements showcasing their flexibility and strength.

เราปิดฉากทัวร์เมืองจีนเที่ยวนี้ด้วยการไปเยือนวัดเส้าหลิน (少林寺) อันลือชื่อซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Dengfeng (登封) ไปถึงก็ตรงไปท้ายวัดกันก่อนเลยเพื่อไปดูป่าเจดีย์ สถานที่บรรจุอัฐิของพระวัดเส้าหลินผู้ล่วงลับ เจดีย์แต่ละองค์มีรูปร่างลักษณะและความสูงแตกต่างกัน ตามแต่บุญบารมีของพระแต่ละองค์ จากที่นั่นเราเดินกลับไปยังบริเวณหลักของวัดด้านหน้า ไปเจอหนุ่มน้อยคนนี้ยืนแอ๊คท่ากังฟูอยู่หน้าประตูดูหน่วยก้านไม่เลวทีเดียว 😆 ก่อนกลับไปแวะชมโชว์กังฟูเส้าหลินโดยเหล่าเณรน้อยออกมาแสดงกำลังภายในหลากหลายกระบวนท่าที่แสดงถึงทั้งความอ่อนตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและพลังลมปราณ เค้าฝึกกันมาดีสมคำร่ำลือจริงๆ

We left the next day to spend a night in Beijing before flying back home. We had fun in China, and felt we did pretty good for the relatively short amount of time we had to see such a big country. We hope to go back there some day to see a different part of China we didn’t make it to this time!

วันรุ่งขึ้นเราบอกลาเจิ้นโจว นั่งรถไฟด่วนกลับไปที่ปักกิ่ง ได้พักกันอีกคืนถึงได้ขึ้นเครื่องกลับบ้าน มาครั้งนี้เที่ยวคุ้มจริงๆ แต่ก็ยังมีที่อยากไปในเมืองจีนอีกเยอะ สงสังคราวหน้าคงต้องกลับมากันใหม่อีกที 🤔

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s