Travel Diary: Quick Stop in Xi’an

Trip Date: September 2018

วันที่เดินทาง: กันยายน 2561

Xi’an was so different from the peaceful and tiny city of Pingyao from the moment we arrived. It took us almost two hours to travel to our hotel from the train station. Traffic here appeared to be even worse than what we saw in Beijing. We got a full night’s rest and headed to our main destination early the next morning, the Emperor Qinshihuang’s Mausoleum Site Museum (秦始皇帝陵博物院) or better known as the Terra-cotta Warriors Museum. This was the one and only reason we made a stop here in Xi’an after all!

จากผิงเหยา เราไปต่อกันที่ซีอานซึ่งบรรยากาศแตกต่างไปจากผิงเหยาโดยสิ้นเชิง จากสถานีรถไฟกว่าจะไปถึงโรงแรมได้ก็ต้องฝ่ารถติดอยู่เกือบสองชั่วโมงเต็มๆ ภาวะการจราจรติดขัดที่นี่ดูจะยิ่งแย่ไปกว่าที่เราเจอมาในปักกิ่งซะอีก กว่าจะถึงโรงแรมก็ไม่อยากออกไปไหนแล้ว เลยได้พักผ่อนกันเต็มที่ก่อนจะตรงไปที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ตั้งใจมาดูกันในวันรุ่งขึ้น

We followed the advice of previous travelers, who instructed us to visit the pits in reverse order to get the full effect. This way, we visited the smallest Pit 3 first, and saved Pit 1 which was the largest pit for last. At Pit 2, there was a spot for photo opportunity, where you can pay 10 yuans to take a selfie with a set of terra-cotta warriors. The lighting wasn’t so great so our picture did not turn out well, but it was our one and only chance for a close-up shot with the world famous warriors.

ก่อนมาอ่านรีวิวของคนที่เค้าเคยมากัน เค้าแนะนำว่าให้ไปชมหลุมสุสานแบบย้อนศร จะได้เห็นหลุมหมายเลข 3 ซึ่งเป็นหลุมที่เล็กที่สุดก่อน แล้วเก็บหลุมหมายเลข 1 ซึ่งอลังการที่สุดไว้หลังสุด จะได้ได้ effect กันแบบเต็มๆ ที่หลุมหมายเลข 2 เค้ามีจัดบริเวณให้เข้าไปถ่ายรูปกับขุนศึกดินเผา เสียตังค์ไป 10 หยวน อนุญาติให้ถ่ายเซลฟี่ได้เองหนึ่งรูป รูปออกมาไม่ชัดเท่าไหร่เพราะแสงไม่เป็นใจ แต่นี่เป็นโอกาสเดียวของเราจริงๆ เลยต้องทำใจกันเล็กน้อย ดีกว่าไม่มี 😆

After that we headed back in town to the main part of the city that is surrounded by the Ancient City Walls. Our fist stop was the Muslim Quarter, which was full of street food vendors who offer a variety of colorful snacks of all types.

จากน้ันเรากลับเข้าเมืองซีอานไปเดินเล่นกันที่เขตเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ โดยตรงไปกันที่ Muslim Quarter กันก่อนเพื่อไปหาของอร่อยๆกิน ที่นี่มีของตั้งขายเรียงรายตามถนนดูน่ากินไปหมด

We stopped by the Great Mosque of Xi’an (西安大清真寺) – one of the largest and best-preserved mosques in China, built in 742 for the Arab merchants that traveled through the Silk Road from Persia and the Middle East. Centuries later, their descendants form part of the city’s Muslim community, which is such a unique side of China we don’t get to see very often. Curiously, the designs of the complex seem to exhibit more of the traditional Chinese style rather than a typical Muslim mosque.

เราไปแวะกันที่ Great Mosque of Xi’an (西安大清真寺) ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีน สร้างขึ้นเมื่อปี 742 สำหรับพ่อค้าชาวอาหรับ เปอร์เซีย และตะวันออกกลางที่เดินทางด้วยเส้นทางสายไหมเข้ามาค้าขายที่เมืองจีน พ่อค้าเหล่านี้ได้แต่งงานกับสาวจีน เกิดมีลูกหลานซึ่งกลายมาเป็นเหล่ามุสลิมเชื้อสายจีนที่มาตั้งรกรากกันอยู่ที่นี่ ตัวอาคารมิสยิดดูเป็นแบบจีน แต่มีการผสมลวดลายสไตล์อาหรับดูน่าแปลกตาไปอีกแบบ

This is the South Gate (永宁门), which was said to be the oldest and grandest of the Xi’an City Walls’ four main gates.

ในรูปข้างบนคือประตูกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ซึ่งว่ากันว่าเป็นประตูที่เก่าแก่ที่สุดและงดงามอลังการที่สุดในจำนวนทั้งสี่ประตูหลักของเมืองซีอาน

We checked out the Calligraphy Market at Shuyuanmen Street (书院门) which is famous for its collection of calligraphy products ranging from stone inscriptions, paintings, books, and ancient seals.

ใกล้ๆกันเป็นตลาดขายเครื่องเขียนที่ตั้งอยู่บนถนน Shuyuanmen (书院门) ซึ่งมีร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนทุกชนิด ตั้งแต่กระดาษ พู่กัน หมึก ภาพวาดและภาพเขียนอักษรพู่กันจีน รวมไปถึงหนังสือโบราณ และตราประทับต่างๆ

After that we took a stroll along the south wall to this place called Near Wall Bar that serves local beer from Xi’an Brewery.

ตกค่ำเราไปนั่งดื่มเบียร์กันที่ Near Wall Bar ซึ่งตั้งอยู่ติดกับกำแพงเมืองด้านใต้ เค้าเสิร์ฟเบียร์จาก Xi’an Brewery ด้วย เป็นที่ถูกปากคุณสามียิ่งนัก

Dinner that night was one of the most famous Shaanxi staples called biangbiang noodle at Biangbiang Mian Restaurant. We did not have high hope after getting sorely disappointed from the taste of Muslim lunch earlier, where the dishes were loaded with weird spices we were not used to and assumed it must have been something you can only enjoy with an acquired taste. This noodle, on the other hand, turned out to be such a wonderful surprise. The broth was rich and flavorful and the famous noodle itself tasted soft and fresh – it was such a perfect end to our long day. One unique tidbit about this dish is that the character for biang is one of the most complex Chinese characters, consisting of as many as 58 strokes! 😳 I thought the character (shown in the middle above) stamped on the bowl was this biang character, but upon closer inspection realized that it was not, so I found the real one to show here from Wikipedia instead. 😝

อาหารเย็นคืนนั้นเป็นอาหารขึ้นชื่อของมณทล Shaanxi ซึ่งมีชื่อว่า ก๋วยเตี๋ยว biangbiang ที่ร้านชื่อ Biangbiang Mian Restaurant หลังจากที่ไม่ค่อยจะประทับใจกับอาหารกลางวันที่ย่านมุสลิมมาก่อนหน้านี้ เพราะอาหารทุกอย่างที่ชิมเต็มไปด้วยส่วนผสมแปลกๆและเครื่องเทศกลิ่นแรงจัดที่เราไม่คุ้นเคยกัน เลยไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงส่งกับมื้อเย็น แต่เจ้าก๋วยเตี๋ยว biangbiang นี่กลับอร่อยเหนือความคาดหมาย น้ำแกงรสชาติกลมกล่อม แถมเส้นก๋วยเตี๋ยวก็เหนียวนุ่มกำลังดี เลยซัดกันเข้าไปเกือบหมดชามแทบทุกคน อาจจะเป็นเพราะต่างคนต่างหิวโซมาจากมื้อกลางวันด้วยก็เป็นได้ 😆 จุดเด่นอีกอย่างของก๋วยเตี๋ยว biangbiang นี่ก็คือเจ้าตัวอักษรจีนที่ใช้เขียนชื่อ biang เนี่ยเป็นหนึ่งในจำนวนตัวหนังสือจีนที่เขียนยากที่สุดตัวหนึ่ง เพราะว่าประกอบไปด้วยการลากเส้นทั้งหมดถึง 58 ขีด 😳 ตอนแรกนึกว่าตัวหนังสือที่เค้าพิมพ์ไว้ที่ขอบชามคือชื่อก๋วยเตี๋ยว แต่กลับมาดูแล้วไม่ใช่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันคือตัวอักษรอะไรกันแน่ 😝

The next day we took it easy and ventured closer to our hotel on the south side of the main city walls. The main attraction was the Big Wild Goose Pagoda (大雁塔), an important Buddhist landmark which is an UNESCO World Heritage Site that survived many earthquakes that ended up reducing its height by 3 stories and left the pagoda noticeably leaning to the west.

วันรุ่งขึ้นเราไปต่อกันแบบสบายๆ เดินเที่ยวกันอยู่แถวใกล้ๆโรงแรม ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกำแพงเมืองซีอาน ที่แรกที่ไปแวะชมกันก็คือ Big Wild Goose Pagoda (大雁塔) ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาแล้วยังเป็นมรดกโลกของยูเนสโกอีกด้วย เจดีย์แห่งนี้ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้งจนในปัจจุบันเหลืออยู่แค่เจ็ดชั้น และฐานเจดีย์เอียงไปทางทิศตะวันตกอย่างเห็นได้ช้ด

We spent the rest of the day at Shaanxi History Museum (陕西历史博物馆) browsing through impressive displays of countless historical relics from several dynasties dating thousands of years back. The exhibits were neatly organized and amazing to see. We wished we had more time and energy to spend there so that we didn’t end up missing so many of them at the end.

ตอนบ่ายเราไปเดินเล่นกันที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑล Shaanxi (陕西历史博物馆) เค้ามีจัดแสดงโบราณวัตถุที่ล้ำค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนนับไม่ถ้วนจากหลายราชวงศ์ บางชิ้นมีอายุนับเป็นพันปีทีเดียว เดินดูกันเพลินจนเหนื่อยก็ยังดูไม่หมด เสียดายไม่มีแรงเดินต่อกันแล้ว สุดท้ายต้องหลบมานั่งพัก แล้วเลยตัดสินใจออกไปทานข้าวเย็นกัน

Dinner that night was at Hai Di Lao Hot Pot (海底捞火锅), the famous chain hot pot restaurants from Sichuan Province that has many locations in China and even one in California. The food was great, and the service was even better. We couldn’t be happier with the pick for our last meal in Xi’an.

อาหารเย็นวันนั้นเราไปลองทานหม้อไฟกันที่ Hai Di Lao (海底捞火锅) ซึ่งเป็นร้านชื่อดังจากมณฑลเสฉวนซึ่งมีหลายสาขาทั่วประเทศ ล่าสุดยังมาเปิดสาขาที่รัฐ California อีกด้วย อาหารที่นี่สดอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ แถมยังให้บริการแบบไม่มีที่ติ สรุปแล้วทุกคนประทับใจกับอาหารมื้อสุดท้ายที่เมืองซีอานแห่งนี้กันถ้วนหน้า

We ended the night with an after dinner stroll at Tang Paradise (大唐芙蓉园), where emperors of ancient China would wander around enjoying their time there before returning to their Summer or Winter Palace. There are numerous buildings, squares, and gardens in traditional Tang Chinese architecture surrounding a willow-lined lake that were wonderfully lit up at night.

เราไปปิดท้ายด้วยการเดินย่อยหลังอาหารกันที่ Tang Paradise (大唐芙蓉园) ที่นี่เป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง รายล้อมไปด้วยอาคารสไตล์จีนโบราณจากสมัยราชวงศ์ถัง ตอนกลางคืนเค้าเปิดไฟสว่างดูสวยงามอลังการมาก ว่ากันว่าเมื่อสมัยก่อนบรรดาจักรพรรดิจีนจะเสด็จมาเดินชมสวนกันที่นี่ตอนมาเยือนเมืองซีอานก่อนจะกลับพระราชวัง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s